Jakk (Nick) Fury กับเหล่า Avengers Right Shift

Poof of Work และส่วนหนึ่งของการฝ่าฝันในเบื้องหลังของทีม Right Shift กับบทบาท Nick Fury ในแบบของ Jakk Goodday
Jakk (Nick) Fury กับเหล่า Avengers Right Shift

“เราจะมีช่องยูทูปในอีก 6 เดือนข้างหน้าให้ได้…”

ประโยคที่ทำให้ผมสตั๊นไปชั่วขณะ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 ณ บ๊อบ เสปซ สถานที่แห่งแรกที่ชาวไรท์ ชิฟท์ รุ่นบุกเบิกได้มาพบเจอกันตัวเป็น ๆ

สองสามีภรรยาคู่นั้นค่อนข้างเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ในขณะที่ผมมองไปรอบ ๆ โต๊ะ..

วันนั้นอาร์มยังพูดติดอ่างอยู่.. น้องนิ่มยังค้นหาความกล้าไม่เจอ.. หมอนิวมีความตั้งใจแต่ไร้หนทาง หลาม (มิวนิค) ยังลำบากกับการแค่พูดตอบออกมาว่า “ครับ” ในขณะที่อิสรยังเป็นเพียงเด็กมีของที่ผมก็ยังไม่รู้ว่าเขามีอะไร ขิงดูมีแววมากที่สุดแต่ยังไม่เคยมีครั้งแรก ส่วนจิงโจ้ขอทำบทความอย่างเดียวก่อน ฯลฯ

เราไม่มีใครสักคนที่มีประสบการณ์ทำเรื่องแบบนี้กันมาก่อนเลย..

ผู้ชายเสียงนุ่มหันมามองตาผมแบบว่า… ผมมองตาเขา.. โอเค ๆ เอาก็เอา.. ผมพยักหน้าให้ พลางคิดหนักอยู่ในใจ

วันนั้น ไรท์ ชิฟท์ ยังเป็นแค่ชื่ออะไรสักอย่างที่ อ.ตั๊ม พึ่งประกาศออกไปสู่สาธารณะ ชื่อของเราถูกนำเสนอออกสู่ตลาดที่เต็มไปด้วยบิตคอยเนอร์ระดับพระกาฬ เต็มไปด้วยผู้รู้และมากประสบการณ์ และอินฟลูเอนเซอร์อีกมากหน้าหลายตาในระบบนิเวศน์นี้ ที่ชื่อชั้นช่างต่างจากเราเสียเหลือเกิน

เราจะกลายเป็นช่องบิตคอยน์เบอร์ต้น ๆ ของประเทศได้อย่างไร?

แต่ผมมีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเคยมี และจากนี้ไป.. ก็ไม่มีใครสามารถมีแบบที่ผมมีได้ คือ การเป็นคนแรกที่ได้ทำมัน

เสียงที่บอกผมในหัว มันสั่งให้ผมมองข้ามความยุ่งยากในการเริ่มต้นไปให้หมดสิ้น มันสั่งให้ผมย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้น..

ถ้าวันนี้มีมือใหม่เดินเข้ามาในตลาด คนหน้าใหม่ที่สนใจอยากศึกษาบิตคอยน์ พวกเรามีแหล่งความรู้ที่เหมาะกับพวกเค้าแล้วหรือยัง?

วันนี้เรามีคนทำสื่อบิตคอยน์จริงจังมาก ๆ กันสักกี่คนนอกจาก อ.ตั๊ม?

น้อง ๆ คงรู้สึกตื่นเต้นที่กำลังจะได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ สำหรับบางคนนี่อาจเป็นเหมือนฝัน พวกเค้ายังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าต้องเจอกับอะไรบ้าง.. ผมขบคิดเรื่องนี้อยู่นานพอสมควร

สำหรับผมมันไม่ใช่แค่เริ่ม.. แต่ผมต้องคิดไปถึงความยั่งยืน การพัฒนาส่วนบุคคล ภาวะอารมณ์ การต่อยอด และคุณค่าที่จะถูกส่งต่อไปยังผู้รับ และอีกหลายเรื่องที่บางคนอาจยังจินตนาการไปไม่ถึง

มันไม่ใช่แค่เพียงจะเริ่มต้นกันอย่างไร หรือจะโปรดักชั่นไปในทิศทางไหน.. สิ่งที่ผมคิดในตอนนั้นมันเป็นเรื่องอื่น เรื่องที่สำคัญกว่าแค่รายละเอียดปลีกย่อยที่คนอื่นมองเห็น

การเริ่มต้นนั้นมันไม่เคยง่าย

แม้เราจะวางเป้าหมายกันไว้ที่ 6 เดือน เพื่อหาวิธีให้เราพร้อมจะทำช่องยูทูปบิตคอยน์ขึ้นมาใหม่..

กรอบเวลามันดูหลวมไปหน่อยสำหรับผม เราแค่ยืดมันออกไปเพื่อไม่ให้คนในทีมรู้สึกกดดันกันมากเกินไปเท่านั้นเอง เราต้องการเวลามากพอให้พวกเขาได้ฟูมฟักตัวเอง

เราไม่เคยมีการระบุว่าใครต้องทำหรือควรทำอะไร เราเปิดโอกาสให้พวกเค้าได้นำเอาโจทย์ไปครุ่นคิด และลองออกแบบสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ

สำคัญที่สุดคือต้องแน่ใจว่าตัวเองจะสนุกและมีความสุขไปกับมัน

ผมเองไม่ใช่ยูทูปเบอร์ ไม่ใช่คนดัง ไม่ได้เคยทำงานเบื้องหลังจริงจังกับเรื่องนี้ ผมก็แค่คนที่เคยศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ มาบ้าง ผมดูมาเยอะ เห็นมาเยอะ วิเคราะห์ขอดเกร็ดทุกอย่างที่เคยเห็น ผมพอแยกแยะได้ว่าอะไรดี อะไรยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม

ผมอยู่ในจุดที่สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาได้ พวกเขาจะยังไม่มีความมั่นใจในช่วงแรก แน่นอนว่ามันต้องเป็นแบบนั้น..

ลองมาดูโจทย์ของพวกเรากันหน่อย

พวกเราอยู่กันคนละที่.. ดังนั้นลืมเรื่องกองถ่ายหรือการใช้สตูดิโอไปได้เลย พวกเราเป็นคนธรรมดาที่ชื่นชอบบิตคอยน์และ อ.ตั๊ม ..สิ่งนี้ไม่ได้ให้องค์ความรู้อะไรในการทำวิดีโอกับพวกเราทั้งสิ้น

พวกเราไม่เคยต้องแสดงออกหน้ากล้องกันมาก่อน.. ใช่.. นี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิตสำหรับพวกเขา.. พวกเราไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์แบบที่มืออาชีพเค้ามีกัน.. อะไรใกล้มือหรือพอจะซื้อหาได้ก็ต้องเอามาใช้ไปพลางๆ ก่อน

พวกเราไม่มีคนตัดต่อวิดีโอมืออาชีพ.. หวยจึงมาตกที่ผม.. ใช่.. ผมตัดต่อเองทั้งหมดในช่วงแรก จนกระทั่งเราได้ประธานซุปเข้ามาในภายหลัง

เราต่างก็รู้กันดีว่า.. ทุนบริษัทมันคนละกระเป๋ากันกับเงินของเจ้าของ มันไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าของจะเป็นคนรวยหรือยากไร้ เราไม่ได้จดทะเบียนกันด้วยเงินที่สูงมากขนาดนั้น

ดังนั้น หากจะบอกว่าพวกเราเริ่มต้นกันแบบเสื่อผืนหมอนใบก็คงไม่ผิดเท่าไหร่นัก ..เราต้องหาทางเริ่มกันเองให้ได้ ด้วยทรัพยากรเท่าที่เรามี

น้อง ๆ ในทีมนั้นเคารพและฟังคำแนะนำของผมเสมอ แม้ผมจะไม่ใช่ Mr. Beach ไม่เคยเป็นยูทูปเบอร์หรือคนดังจากที่ไหนมาก่อนก็ตาม แต่พวกเขาต่างก็รู้และเชื่อมั่นว่า ผมจะพาพวกเขาไปถึงเส้นชัยได้สักวัน

มีสิ่งหนึ่งที่ผมบอกกับพวกเขาอยู่เสมอ บอกตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้ ย้ำไม่ต่ำกว่าสามร้อยรอบ

“อย่าทำแบบคนอื่น.. จงเป็นตัวของตัวเอง นี่คือกฏเพียงข้อเดียวของพี่”

เพราะอะไรน่ะหรือ..?

เพราะผมรู้ดีว่า.. คนจะไม่จำเงาเสียง ไม่จำ The next… ไม่จดจำคนที่ทำได้แบบคนอื่น ๆ ต่อให้เขาจะทำได้ดีกว่าต้นฉบับมากแค่ไหนก็ตาม

มันก็แค่เหล้าเก่าในขวดใหม่เท่านั้นเอง

คนที่ถูกจดจำ นอกจากจะสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นได้แล้ว นอกจากจะสร้างผลงานที่มีคุณภาพแล้ว ยังต้องมีความเป็น “Original” ในแบบของตัวเองให้ได้อีกด้วย

พวกเราจำได้ไหมล่ะครับ ว่าเงาเสียงของนักร้องดัง ๆ แต่ละคนมีชื่อว่าอะไรบ้าง?

การค้นหาตัวเอง กลับไปสู่ความเป็นตัวเองให้ได้นับว่าเป็นเรื่องที่ยากแล้ว.. การฝึกให้เคยชินกับการนั่งพูดหน้ากล้องนั้นยากยิ่งกว่า..

มันดูเหมือนง่าย.. ไม่เห็นมีอะไรเป็นพิเศษ ก็จนกระทั่งคุณมีโอกาสได้ลองทำมันเป็นครั้งแรกแล้วนั่นแหละ คุณจะเปลี่ยนความคิดไปโดยปริยาย

ด้วยความสัตย์จริง..

แม้ผมไม่เคยต้องสอนใครในเรื่องแบบนี้มาก่อน ผมอาจไม่ใช่เชฟกระทะเหล็ก แต่ผมก็รู้ว่าเสต๊กรสชาติดีมันเป็นยังไง ดังนั้นผมรู้ว่าผมอยากจะทานเสต๊กแบบไหน..

แต่… ผมก็เข้าใจว่าน้องๆ ของผมก็คงไม่ได้มีใครเรียนเชฟมาก่อนเหมือนกัน แล้วจะทำยังไงล่ะ.. ทำยังไงพวกเขาถึงจะทำเสต๊กรสเด็ดออกมาให้เราเชยชิมได้?

ผมรู้จักตลาดนี้ดี ผมรู้ว่าผู้คนอยากกินอะไร แต่ผมจะยังไม่บอกน้อง ๆ ในตอนนี้..

คุณก็แค่ต้องปล่อยให้พวกเค้าได้ลองฝึกทำมันด้วยตัวเอง ซึ่งรสชาติจานแรกก็คงต้องแดกยากก่อนค่อนข้างแน่ ในตอนที่ทุกคนยังจับทางอะไรไม่ได้ ก่อนจะไต่ระดับไปสู่ระดับเชฟ 5 ดาวได้ในอนาคต แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต

ในช่วงแรกผมจึงได้รับฟีดแบ้กจากเหล่ากูรูทั้งหลายทั้งของจริงและเซียนคีย์บอร์ดกันแบบพังยับเลยทีเดียว แต่ผมไม่ปล่อยให้เสียงเหล่านี้ดังไปถึงหูน้องๆ ผมมีหน้าที่ต้องปกป้องและคอยมอบความรักความเชื่อมั่นให้กับพวกเขา

พวกเขาควรได้อยู่ในที่ๆ ปลอดภัย เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ และมีสมาธิกับการมุ่งมั่นฝึกฝนทำตามความฝันของตัวเองกันต่อไป.. คนเดียวที่จะกล่าวตำหนิหรือให้ฟีดแบ้กอะไรแก่พวกเขาได้ ก็คือผมและคนในทีมของเราเอง (ที่กรองฟีดแบ็กจากภายนอกมาแล้วชั้นหนึ่ง)

ผมเชื่อใน Proof of Work ผมเน้นย้ำกับพวกเขาอยู่เสมอ ว่าการเริ่มต้นที่ไม่ดีคือเรื่องที่มันจำเป็นต้องเกิดขึ้น

ก็เพื่อให้พวกเราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เราเข้าใจว่าเรายังขาดตกบกพร่องอะไร เพื่อให้เรามองเห็นโอกาสในการเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

และเมื่อมันจำเป็น ก็อย่าได้ไปนอยด์อะไรกับมันให้มากนัก กลับไปทุ่มเทพัฒนาตัวเองให้ได้นู่นไป

ผมได้แต่ออกรับหน้าและรับคำติชมจากภายนอกรอบสารทิศแต่เพียงผู้เดียว (เพราะผมแทบจะเป็นคนเดียวที่ทำหน้าที่แอดมินของทุกแพลตฟอร์มในช่วงแรก) ผมยิ้มรับทุกคำติชมอย่างอดทน

เราเคยถูกตำหนิระดับที่ว่า.. มึงทำอะไรกันปัญญาอ่อนจังวะ? ก็เคยมาแล้ว..

ผมไม่เคยตำหนิน้องๆ แบบตรงๆ เพราะผมรู้ว่านั่นจะไม่ช่วยให้พวกเขาพัฒนาอะไรได้

แม้บางคนจะหัวรั้น มีแนวคิดและความเชื่อในแบบของตัวเอง ผมก็เข้าใจได้ว่านั่นมันเป็นเรื่องของประสบการณ์ ผมเลือกจะให้พวกเขาได้ทำตามแบบที่ตัวเองตั้งใจ และเรียนรู้มันเองจากผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา..

ในช่วงเวลานั้นผมต้องสู้กับเสียงรอบด้านและจิตใจของตัวเองอย่างหนัก..

  • ตั้มแน่ใจแล้วเหรอว่าจะปล่อยให้น้องทำแบบนี้ต่อไป ทั้งๆ ที่ตั้มก็รู้ว่าแบบนี้มันยังไม่ใช่?

  • ตั้มจะเสี่ยงเอาชื่อ Right Shift มาทำแบบนี้จริงๆ เหรอ?

  • ทำไมตั้มไม่บอกกับน้องไปตรง ๆ ว่าควรทำยังไง.. มันไม่ง่ายกว่าเหรอ?

  • ตั้มจะไม่เบรคน้องสักหน่อยเลยเหรอ ผลที่ตามมามันอาจไม่คุ้มค่านะตั้ม?

  • ไหนว่าตั้มฉลาดไง.. ทำไมเรื่องแค่นี้ตั้มถึงคิดไม่ได้ล่ะ?

สารพัดคำถามเชิงลบที่มีเข้ามาไม่เว้นแต่ละวันในช่วงแรก ๆ ผมคงไม่บอกว่ามันมาจากใครบ้าง มันจะไม่มีใครได้รู้หรอก นอกจากตัวผมเอง..

ผมโชคดีที่หุ้นส่วนของผมนั้นเป็นคุณครูของแท้ทั้งสองท่าน ทั้งคู่ต่างเข้าใจว่าผมกำลังทำอะไร ทั้งคู่รู้ดีว่าการฟูมฟักคนให้เติบโตนั้นต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง

แม้สมนึกจอมจุ้นจะคอยถามผมไม่เว้นแต่ละวันเลยก็ตาม.. สมนึกก็แค่เป็นห่วง กลัวผมจะเครียดจนเกินไป

ทุกๆ คำถาม มันมีคำตอบในตัวมันเองอยู่แล้วสำหรับผม ผมโตมามีวันนี้ เป็นคน ๆ นี้ได้ ก็เพราะผมมีโอกาสได้ลองทำผิดทำถูกมาหลายอย่างด้วยตัวผมเอง บทเรียนที่ได้รับ องค์ความรู้ การตระหนักรู้ด้วยตัวเองนั้น สำหรับผมมัน “โคตรยั่งยืน”

ผมกำลังเดิมพันอนาคตของพวกเรากับสิ่งนี้.. มันคือ “การเติบโตอย่างยั่งยืน”

  • หาก Right Shift จะต้องเสี่ยง ช่วงเวลาที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักเรานี่แหละ เหมาะสมที่สุดที่เราจะเสี่ยง

  • หากผมต้องบอกทุกอย่างที่ควรทำ จาก 0 ไปถึง 10 น้องๆ ของผมจะได้เรียนรู้กันจากอะไรล่ะ? พวกเขาจะกลายเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ต้องพึ่งพาและคอยรับคำสั่งจากผมไปตลอด

  • การเบรคคนที่กำลังมั่นใจสุดขีด มันไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวเข้าไปขวางรถไฟความเร็วสูง.. ไม่ต่างอะไรกับการไปบอกชิตคอยเนอร์ว่าเหรียญที่เค้ากำลังไฮป์มันคือแสกม

  • ผมไม่ได้เป็นคนฉลาด.. ผมแค่รู้ว่าความฉลาดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ปัญญา การรู้แจ้งมีเหตุปัจจัยมาจากอะไร และผมก็แค่กำลังรอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับน้อง ๆ เท่านั้นเอง

แต่ผมอาจโหดไปหน่อย ที่กล้าให้ลูกลองเล่นมีดคม ๆ และปล่อยให้ลูกโดนมีดบาดมือดูสักที..

ผิดพลาดในตอนที่ยังไม่รู้ ก็ดีกว่าต้องตกลงมาจากที่สูง

ทั้งหมดนี้คือสิ่งจำเป็นที่ต้องเกิด.. จำเป็นที่สุด.. สำหรับผมแล้วมันถูกต้องที่สุดที่ต้องเป็นแบบนี้

ในฐานะผู้นำ.. ผมเองก็กำลังพิสูจน์คำแนะนำของตัวเองโดยอาศัยเวลาและผลของการกระทำเป็นเครื่องมือเช่นเดียวกัน..

ก็แค่มารอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นเท่านั้นเอง..

มอบคุณค่าให้กับผู้อื่น ไม่ใช่ตัวเราเอง

ผ่านเวลามาเรื่อย ๆ พวกเขาค่อย ๆ เติบโตขึ้นด้วยประสบการณ์ที่พึงมี มีช่วงหนึ่งที่เราเคยได้รับคำแนะนำดีๆ จากผู้ที่เก่งกาจและเต็มไปด้วยประสบการณ์คร่ำหวอดอย่าง อ. พิริยะ ซึ่งมักจะหาเวลา (ที่มีอยู่น้อยนิด) มาให้คอมเม้นท์ดี ๆ กับน้อง ๆ อยู่เสมอ

บางคนก็ต้องผ่านการให้คำแนะนำ การกระตุ้นและให้กำลังใจ การสร้างแรงบันดาลใจจากตัวผมมากกว่าสิบครั้ง หลาย ๆ ครั้งผมต้องพูดนานเป็นชั่วโมง ๆ ฉายา “Jakk 8 Hour” ก็ได้มาเพราะแบบนี้

บางครั้งมันก็เป็นเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงาน พวกเขาเห็นผมเป็นเหมือนพี่ใหญ่ เป็น Last resort ที่จะคอยให้คำแนะนำดี ๆ กับพวกเขาได้เสมอ ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรไปกว่าพวกเขา ผมแค่มีประสบการณ์มากกว่าเท่านั้นเอง

คอนเทนต์ของเราเริ่ม Mature และมีวิวัฒนาการแปลกตาออกไปเรื่อย ๆ น้อง ๆ เริ่มแสดงบทบาทได้เป็นตัวเองกันมากขึ้น ถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคือแบบที่ตรงใจกับผมแล้วหรือยัง?

มันไม่ใช่หน้าที่ของผมต้องมานั่งตอบคำถามอะไรแบบนี้.. “ตลาด” ต่างหากที่จะให้คำตอบนั้นกับเรา

และนี่คือสิ่งที่ผมเองก็รอด้วยเช่นกัน.. รอว่าเมื่อไหร่น้อง ๆ จะเริ่มเข้าใจความหมายของมัน..

มันไม่แปลกหรอก.. ที่เมื่อเราพึ่งได้รับองค์ความรู้อะไรใหม่ ๆ มาหมาด ๆ เรามักจะมีไอเดียต่อยอดแสนบรรเจิด เรามักร้อนวิชาและคิดคอนเท้นท์อะไรได้ในแบบที่ตัวเราเองก็อดรู้สึกตื่นเต้นไปกับมันด้วยไม่ได้

แต่นั่นมักจะกลายมาเป็นหลุมพลางของบรรดาครีเอเตอร์.. พวกเขามักจะคิดว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นมันโคตรดี เพราะคิดทีไรก็อดไฮป์ไปกับมันไม่ได้

มันก็แหง๋ล่ะ ในเมื่อคุณกำลังมองมันด้วยเลนส์ของตัวเอง มันจะเป็นไปได้ยังไงที่คุณจะไม่ชอบมัน.. มันดีสำหรับคุณ คุณจึงอยากส่งต่อและคิดจะแบ่งปัน..

แต่คุณถามคนอื่น ๆ แล้วหรือยังว่าเขาชอบแบบที่คุณกำลังชอบอยู่ไหม?

ตลาดอยากได้ในสิ่งที่คุณคิดว่าดีนักดีหนานั่นหรือเปล่า?

คุณกำลังจะทำสิ่งนั้นเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง สนองต่ออีโก้และความภาคภูมิใจในความเก่งกาจของตัวเอง คุณทำเก่งเพื่อให้ตัวเองดูเหนือกว่า เพื่ออัตตาบางอย่าง

หรือคุณกำลังทำมันเพื่อมอบคุณค่าให้กับคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง “ช่วย” พวกเขาในแบบที่พวกเค้ากำลังอยากได้มันอย่างแท้จริง ?

ผมเป็นนักขายมาก่อน ผมทำธุรกิจมาก็มาก ผมเรียนรู้จิตวิทยาทางการตลาดมาจากประสบการณ์จริง ทั้งของตัวเอง และเคสของคนอื่น ๆ ผมเห็นว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ

สิ่งที่เราควรทำหนึ่งในนั้นไม่ใช่การทำเพื่อเอาอกเอาใจตลาด ไม่ใช่การทำตามกระแสความต้องการ แต่มันคือการพยายามช่วยและให้สิ่งที่มีคุณค่าแก่พวกเขา ในแบบที่พวกเค้าจะต้องการมันจริงๆ

ไม่ใช่เพื่อสนองความต้องการของตัวเราเอง

แล้วเราจะเข้าใจพวกเค้าได้อย่างไร? เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดจะต้องการอะไรจริง ๆ ?

คุณก็ลองพาไปทำตัวเป็นคน ๆ หนึ่งที่อยู่ในตลาดนั้น ไปลองทำตัวเป็นผู้รับจริง ๆ ดูเสียสิ..

“รู้เขา รู้เรา” ไม่ได้ถูกใช้เพียงแค่กับการรบราฆ่าฟัน

ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อการเอาชนะหรือการเข้าห้ำหั่นกัน มันยังถูกใช้ในการให้ความช่วยเหลือ การสร้างความสัมพันธ์ และการส่งต่อคุณค่าให้แก่กันได้อีกด้วย

ในเวลาต่อมาผมได้ปลูกฝังและถ่ายทอดแนวคิดนี้ให้กับน้อง ๆ ผมย้ำตอกหมุดไปแทบทุกครั้งที่มีโอกาส

พวกเราพยายามฝึกที่จะทำสิ่งนี้โดยที่ในตอนนั้นผมยังไม่เคยได้ยินคำว่า Value for Value มาก่อนเลยด้วยซ้ำไป.. แต่สิ่งที่เรากำลังมุ่งหมายที่จะทำนั่นแหละคือ V4V

ในหัวผมนั้นมันพอมีไอเดียบ้างแล้วว่ารายการทรงคุณค่าที่ควรจะเกิดขึ้นมันคืออะไร.. แต่ผมจะไม่ชอบบอกอะไรไปง่ายๆ แบบนั้น

“พวกนายเคยสงสัยกันไหมว่า.. รายการพูดคุยประจำสัปดาห์ใน Diacord ที่มีคนพูดอย่างพวกเราแค่ไม่ถึงสิบคน แต่ทำไมตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมามันจึงมีคนเข้าไปนอนฟังเราได้ตลอด

บางคนฟังอย่างเดียว ฟังมันทุกครั้งตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ไม่เคยเปิดไมค์สักครั้งเลยก็มี

เคยหาคำตอบกันไหมว่ามันเพราะอะไร? พวกเขาชอบอะไร?

อะไรคือสิ่งที่พวกเขามองหา? “

ไม่มีใครตอบผมได้ในทันที ผมคิดว่าผมคงต้องแสดงตัวอย่างอะไรบางอย่างให้พวกเขาได้เรียนรู้..

ผมได้ชักชวนหลายท่านในคอมมูนิตี้ Discord ให้มาลองทำรายการสนทนาภาษาบิตคอยน์กัน หลายคนคงเคยดูมาแล้วในชื่อรายการ Bitcoin Gangster และนี่แหละคือโปรโตไทป์ของรายการ “สภายาส้ม”

สิ่งที่พวกเราต้องการคือการได้คุย ได้ฟังใครสักคนคุยกันในเรื่องที่เราสนใจคล้าย ๆ กัน

กับกลุ่มคนที่มีความรู้ความเข้าใจในบิตคอยน์ดีอยู่แล้ว เราไม่รู้จะสอนพวกเขาไปทำไม เขาจะสอนเราได้ดีกว่าที่เราสอนเขาเสียด้วยซ้ำ

เขาก็แค่อยากคุยกับบิตคอยเนอร์ด้วยกันเท่านั้นเอง..

อ่านจุดจุดเริ่มต้นของสภายาส้มกันได้จากโน๊ตนี้ : กำเนิดสภายาส้ม

Bitcoin Gangster ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดสภายาส้มขึ้นในเวลาต่อมา.. เป็นตัวอย่างหนึ่งของการคิดทำประโยชน์และสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น มากกว่าการเล็งเห็นแค่เพียงปรารถนาของตัวเราเอง

แต่คอนเท้นต์ประเภทที่มีผู้ดำเนินรายการหลายคนก็ได้กลายเป็นอุปสรรคในเวลาต่อมา.. มันไม่ได้ง่ายแบบที่ทุกๆ คนคิด

เพียงแต่ผมไม่เคยมีคำว่าอุปสรรคอยู่ในพจนานุกรม.. มันคือโอกาสในการจะพัฒนาและก้าวข้ามตัวเราเองได้ต่างหากล่ะ..

Unity of Diversity

การผสมความแตกต่างให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืนนั้นเป็นสิ่งที่ยากเอามาก ๆ แต่มันก็ไม่ได้ยากจนเกินไปหากเราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

การดำเนินรายการหลายคน เราเจอว่าเรายังมีจังหวะที่คร่อมกันอยู่ การสอดประสานยังทำได้ไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อย ๆ ทุกคนก็เริ่มกดดันและแสดงความกังวลออกมาผ่านทางภาษากาย

ผมปล่อยให้พวกเค้าลองแก้ปัญหานี้กันด้วยตัวเองก่อนในช่วง EP แรก ๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังติด ๆ ขัด ๆ กันอยู่เช่นเคย ไหนจะพะวงเนื้อหาที่ต้องพูด ไหนจะต้องจับใจความฟังเรื่องเล่าของคนอื่น ไหนจะต้องคอยระวังไม่ให้พูดสวนกันจนดูน่ารำคาญ

ที่สุดแล้วผมจึงได้ตั้งคำถามง่าย ๆ ให้พวกเขาได้นำไปขบคิด

“รู้ไหม.. ทีมฟุตบอลแบบไหนที่จะได้แชมป์?”

“มันไม่ใช่แค่เพราะว่าทีมมีนักเตะเทพๆ เต็มไปหมด มันจะมีเทพไปหลายคนเพื่ออะไร ถ้ามันเอาแต่ต่างคนต่างเล่นต่างโชว์กัน?”

“พวกแกอยากเป็นเทพที่ไม่เคยคว้าแชมป์อะไรเลยอย่างงั้นเหรอ?”

ผมได้นำเอา Analogy เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Teamwork” ในกีฬาฟุตบอลมาอธิบายให้พวกเขาฟัง.. ที่บ้านเราเรียกว่า “เล่นเข้าขากัน” นั่นแหละครับ..

ทีมเวิร์คจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

อย่างแรกคือการฝึกซ้อมร่วมกันบ่อย ๆ เล่นด้วยกันให้มากพอ จนเราเข้าใจสไตล์การเล่นของเพื่อนร่วมทีม จนเราเข้าใจว่าเพื่อนของเราชอบให้เราส่งบอลแบบไหน แบบไหนที่มันไม่ชอบ ฯลฯ

หมอนี่ชอบสับขาหลอก 3 ทีถึงจะส่งบอล อีกคนชอบเบิ้ลจังหวะเดียวแบบ 1-2 อีกคนชอบให้สาดยาวไปข้างหน้าแล้ววิ่งแข่งกับกองหลังไปเอาบอล ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ในสนามซ้อม นำไปใช้กันในสนามจริง และสั่งสมไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา เมื่อพูดถึงเวลาเราก็เลี่ยงไม่ได้ครับว่า มันเกี่ยวกับ Proof of Work อีกครั้งแล้ว

แต่เราเร่งให้มันเกิดเร็วขึ้นกว่านั้นได้ ด้วยการใส่ใจกับเพื่อนร่วมทีม และผลการแข่งขันของทีมให้มากขึ้น มากกว่าแค่สนใจผลงานของตัวเอง ซัพพอร์ตซึ่งกันและกันและส่งให้เพื่อนในแบบที่ทีมจะได้ประโยชน์สูงสุด ..เล่นให้เป็นทีม

เมื่อคว้าชัยชนะ ด้วยสไตล์การเล่นที่ได้ใจคนดู ด้วยวิธีการเล่นที่ตัวเราเองก็สนุกไปกับมันได้ ขวัญกำลังใจของเราก็จะดีขึ้นตามมา และเราจะยิ่งทำได้ดีขึ้นมากเมื่อเราอารมณ์ดีและกำลังมีความสุข..

แคแรคเตอร์

ผมสนับสนุนให้น้องๆ ไปศึกษาการพูดของพิธีกรที่เก่ง ๆ แต่ไม่เคยอนุญาตให้ไปเลียนแบบเขา

อย่า.. เด็ดขาด

อย่าพยายามทำให้ได้แบบใคร ๆ แต่เราต้องเป็นในแบบของเราเอง เป็นธรรมชาติของตัวเราเองในแบบที่ดีกว่าไอดอลของเราในวันหนึ่งให้ได้

แทนที่จะมาคอยนั่งพะวงว่าน้ำเสียงของเราจะเป็นแบบไหน สีหน้าเราจะเป็นมืออาชีพไหม ท่าทางเราจะเป็นแบบใคร

มึงก็แค่เป็นตัวของมึงเอง มึงเป็นแบบไหนคนก็จะจำพวกมึงแบบนั้นไปเอง

เมื่อทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเราไม่ต้องพยายามอะไร แค่นี้สมองก็มีพื้นที่เหลือเพิ่มมากขึ้นเพื่อไปใช้กับการทำเรื่องอื่นแล้ว

ผมไม่ต้องการให้น้องพยายามทำอะไรเหมือน ๆ กัน ผมไม่ต้องการรูปแบบหรือท่ามาตรฐานแบบรายการข่าวยามเช้าตามฟรีทีวี

ผมแค่ต้องการความหลากหลาย ผมต้องการความแตกต่าง ผมต้องการให้เกิดคุณค่าอันมาจากทางเลือกอันหลากหลาย.. และในที่สุดน้อง ๆ ก็เก่งพอที่จะสามารถทำมันได้

พวกเขาต้องขอบคุณในความพยายามของตัวเอง ขอบคุณทุกคำแนะนำ คำติชมและทุกบทเรียนที่ผ่านเข้ามา พวกเขาควรต้องภาคภูมิใจในตัวเอง และไม่ควรหลงลืมว่าตนเองเคยผ่านความลำบากอะไรมาบ้าง ไม่ลืมรากเหง้าที่แท้จริงของตน ไม่ลืมว่าเราเริ่มมาจากจุดที่เรานั้นเป็นใคร

เมื่อคุณสามารถรวมเอาคุณสมบัติอันหลากหลายเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน คุณจะได้ “ผลรวม” ที่เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

ที่ Right Shift ผมจึงไม่เคยต้องการผู้ที่เก่งกล้าสามารถระดับเทพเมฆาอัคคี ผมไม่ได้ต้องการคนเก่งที่ก็ทำอะไรได้เหมือน ๆ กัน คุณจะติด ร. หรือได้เกียรตินิยมเหรียญเพชรก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับผม

ผมต้องการคนที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในสิ่งที่เราขาด คนที่ทำให้เรามีคุณสมบัติองค์รวมเพิ่มมากขึ้น คนที่จะไม่เข้ามาทำลายคุณค่าที่เราสร้างได้สร้างกันไว้อย่างยากลำบาก ไม่ต้องการพวกชอบโชว์ออฟ ไม่อยากได้คนที่จะเข้ามาเป็นศัตรูกับคนในทีม

ผมแค่ต้องการคนที่จะเข้ามาสู่ทีมและเล่นเข้าขากันกับผู้เล่นในทีมของเราได้ สนุกไปด้วยกัน

แนวคิดนี้ผมยังได้ใช้มันกับการผลักดันคอมมูนิตี้ของเรามาโดยตลอด คุณค่าของความหลากหลาย และรวมเอามันเข้าไว้ด้วยกัน

ความเป็น Unity ของผู้คนที่มีความแตกต่างกันมากมาย..

“Unity of Diversity”


ผมคิดว่าเรื่องราวในส่วนของการสร้างยูทูปในแบบของเรายังผ่านมาเพียงแค่ 1/10 เท่านั้น เห็นทีผมคงต้องมีภาคต่อในบทความถัดไป..


End credit

ระหว่างที่เรากำลังทะยอยต้องแยกย้ายกันหลังจบงานคอนเฟอเรนซ์

ผมเดินดุ่ม ๆ นำหน้าทุกคนไปก่อนและกำลังครุ่นคิดสิ่งต่างๆ อยู่เพียงลำพัง ถัดไปด้านหลังก็มีภรรยาของผมเดินมากับคู่ของหมอนิวและน้องนิ่ม..

“พี่ตั้มนี่เป็นยิ่งกว่าพี่ชาย แกเป็นเหมือนพ่อของผมเลยนะ..”

หมอนิวกล่าว.. คงอยากจะอวยพี่ตัวเองให้เมียเค้าฟัง

“ใช่ค่ะ.. พี่ตั้มให้คำแนะนำนิ่มเยอะมาก ๆ”

น้องนิ่มช่วยเสริมได้อย่างเข้าขา ผมไม่รู้ว่าเพราะหมอนิวหยิกแขนให้พูดด้วยหรือเปล่า..

“จริงเหรอ? ตั้มเนี่ยนะ มันพูดเพ้อเจ้อจะตาย.. นิวเป็นถึงหมอเลยนะ.. ทำไมพูดแบบนั้น?”

เมียผมทำเสียงสูงแบบไม่อยากจะเชื่อว่าหมอนิวกำลังชมผัวซื่อบื้อของตัวเอง

“พี่ตั้มเค้าก็หมอ.. แต่ถึงผมจะเป็นแพทย์ ผมก็ไม่ได้เก่งไปทุกเรื่องหรอกครับ ยังมีอะไรที่ผมต้องเรียนรู้อีกเยอะ อะไรที่พี่ตั้มเค้าทำได้นี่ผมทำไม่ได้สักอย่างนะ.. ทำโน่น.. ทำนั่น.. ทำนี่ เต็มไปหมด.. ฯลฯ “

ผมรีบเดินจ้ำอ้าวหนีไอ้พวกชอบอวยพวกนี้ให้ไวที่สุด ..เปล่าหรอก ขี้เกียจรอฟังเมียหันมาแขวะ เพราะเดี๋ยวนางต้องแซวผมแน่ ๆ

ผมเริ่มเดินทิ้งระยะออกมาไกล ผมเดินช้าลงแต่ก็พลันอดอมยิ้มไม่ได้

ถึงแม้ไม่เคยมีใครรู้ว่าผมสร้างคุณค่าอะไรไว้ ถึงแม้ผมจะไม่รวยขึ้นมา จากการทำเรื่องพวกนี้

แต่สิ่งที่หมอนิวพูดออกมามันก็ดีต่อใจผมเหลือเกิน..

แค่นี้หรือเปล่าที่เราต้องการ..?


“ผมว่าผมเข้าใจอะไรๆ ได้ดีเกือบทุกเรื่องนะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดยังไงก็ยังไม่สามารถเข้าใจมันได้สักที..”

เจ้าขิงพูดไปพลาง ส่ายหัวไปพลาง อย่างหงุดหงิดด้วยอาการขำ ๆ ทีเล่นทีจริง

“คือสกิลในการดูคน อ่านคนของพี่ตั้มนี่แหละ พี่รู้ได้ยังไงว่าคนนั้นจะทำแบบนี้ได้ มันจะเก่งไปทางไหน มีศักยภาพอะไร ผมไม่เข้าใจเลยว่าพี่ดูออกได้ยังไงว่า.. @#฿#!:?(*-#90#; “

ขิงบ่นอุบเอาฮาเป็นหมีกินผึ้ง ทุกคนบนโต๊ะต่างพากันหัวเราะอย่างสนุกสนานให้กับอาการของขิง..

ผมเองก็อดหัวเราะตามไม่ได้ ในใจผมก็พลางคิดไปด้วยว่า..

“ก็เพราะว่าพี่คือ Jakk Goodday ยังไงล่ะขิง…”


Jakk Goodday
Nov 16, 2023 00:40


Jakk Goodday
Aug 3, 2023 11:19

กำเนิด #สภายาส้ม

“ผมไม่รู้จะไปคุยเรื่องบิตคอยน์กับใคร..” “คนอื่นไม่ค่อยอยากฟังเราเรื่องบิตคอยน์หรอก..” “ทำไมมันไม่มีรายการข่าวบิตคอยน์บ้างเลยวะ !?” “ ………. “

https://cdn.nostr.build/i/23eea9a2fd2870e147ee96d9d232967ac0aa745233121b8942e44ae236b013de.jpg

เวลาเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นกันเมื่อไหร่ ผมเหมือนครูมวยจับเป้าล่อหมัด อาวุธแม่ไม้มวยไทยถูกสาดมาจากทั่วทุกสารทิศ รับฟังกันแทบไม่หวาดไม่ไหว.. แต่นั่นก็คือบทบาทของเรา.. “ผู้ฟังที่ดี”

ปัญหา ความบกพร่อง ความไม่พอใจ ความติดขัด อุปสรรค ฯลฯ เหล่านี้ผมรวมเรียกว่า “เพนพ้อย” สิ่งนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม ของวิวัฒนาการบนโลกมนุษย์ ก็ถ้าทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว พอใจกันอยู่แล้ว คงไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ จริงไหม? หรืออย่างน้อยที่สุด มันก็ควรเป็นแบบนั้น

มันเริ่มจากการที่ผม.. ให้ทุกคนในทีมไปลองค้นหาตัวเอง ทั้งชี้แนะบ้าง ให้กำลังใจบ้าง ด่าบ้าง ให้ไปลุยเองบ้าง ทำอย่างที่ใจอยากจะทำ.. เพราะผมรู้ดีว่ามนุษย์มักออกตามหาสิ่งที่ขาดมาเติมเต็มความรู้สึกให้ตัวเอง อะไรก็ตามที่เราเคยอยาก มันจะอยากทำให้ได้ในสักวัน มันจะคันตามนิ้วมือนิ้วเท้า นอนไม่เป็นสุข หลับไม่เต็มตื่น

เช่นนั้นพวกนายก็จงออกไปทำ.. ออกไปหาคำตอบด้วยตัวเอง เหล่านักปรุงยาส้มร่วมสิบคน ใช้เวลาเกือบครึ่งปีในการ “Discovery” สิ่งที่ตัวอย่างอยากทำ ชื่นชอบ และมีความสุขที่จะได้ทำ เกินครึ่งหนึ่งค้นพบแสงสว่างในแบบของตัวเอง เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังคงหามันยังไม่เจอ..

“เขา” มีความสามารถ มีความตั้งใจและแรงปรารถนาอันเปี่ยมล้น มีพลังพุ่งพล่าน ยากที่ใครจะทานได้ แต่พลังส่วนใหญ่ของเขาก็ต้องหมดไปกับการ “Try & Learn” ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ดีที่สุด เราต้องรู้ให้ได้ว่าเราไม่ชอบ ไม่เหมาะกับอะไรกันแน่ ตระหนักให้ได้ว่าเราไม่มีความสุขกับสิ่งใด รู้ให้ได้ว่าเราเสียพลังไปกับอะไรโดยเปล่าประโยชน์ และนั่นแหละคือ “การค้นพบ”

“หมอนี่” จะมีจิตวิญญาณอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนกับคนอื่น เขาจะไม่ยอมหยุดทำอะไรจนกว่าเขาจะสร้างคุณค่าบางอย่างให้กับ Right Shift ได้ คุณค่าบางอย่างแก่ตัวเขาเอง และโดยเฉพาะผู้อื่น.. เขาเสนอไอเดียให้ผมมาเป็นสิบ ๆ เรื่อง ..วันแล้ววันเล่า ..วันแล้ววันเล่า

แน่นอนครับ… ผมไม่ตอบ ..คนที่ต้องตอบก็คือตัวเขาเอง

จนกระทั่งวันนึงเขาเดินเข้ามาพร้อมกับไฟในกาย ผมสัมผัสได้ถึงความตั้งใจอันแน่วแน่..

“เรามาทำรายการอ่านข่าวบิตคอยน์กันไหมพี่?”

ผมค่อนข้างไวกับเรื่องพวกนี้ ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมเห็นทุกอย่างโลดแล่นไปไกลฉิวทันทีในจินตนาการ..

“โอเค.. จะอ่านให้ใครฟังเหรอ?”

ผมระดมหมัดสวนออกไปมากมาย คราวนี้ผมไม่ใช่นักล่อเป้าอีกแล้ว ถึงคราวเขาต้องรับมือกับผมบ้าง

ให้ตายเถอะ.. ไอ้เด็กคนนี้มันเอาจริงว่ะ มันรับมือเราได้หมดทุกคำถาม แสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัววางแผนมาอย่างดี คิดคาดการณ์มาหมดแล้วแทบทุกด้าน..

ผมยอมรับว่าไอเดียในช่วงแรกก็ยังเรียกได้ว่าหยาบๆ หลวมๆ แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะสำหรับผมแล้ว “Look promising “ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบได้แต่แรก แต่การเริ่มต้นที่ดีจะพาเราไปสู่จุดนั้นได้ในสักวัน..

“เอาชื่อ ‘สภายาส้ม’ ก็แล้วกัน”

ผมก็แนะนำชื่อไวไวไปแบบนั้นเอง ปรากฏไอ้เด็กพวกนี้มันชอบ.. อืม “โอเค.. งั้นลองดู ขอให้สนุก”

แม้ไอเดียตั้งต้นจะมาดีแลัว.. แต่ก็อย่างที่เราเคยได้เห็นกันในอีพีแรก ๆ นั่นแหละ ทุกอย่างยัง “ดิบ” สำหรับช่วงเริ่มต้น และมันก็ถูกต้องที่จะเป็นแบบนั้น สิ่งที่ต้องทำคือการหมั่นรีวิวตัวเอง รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ น้อมรับมาปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาไอเดียต่อไปให้แหลมคม

  • พวกแกต้องเป็นตัวของตัวเอง
  • พวกแกต้องเข้าใจวิธีการพูดของเพื่อน
  • พวกแกต้องเชื่อใจกันและกัน ให้เกียรติกัน
  • พวกแกต้องฝึกเริ่มจากการเป็นผู้ฟังที่ดีก่อน
  • พวกแกต้องพูดไปเรื่อยๆ พูดจนคอแห้ง วันนึงจะพูดเก่งเอง
  • พวกแกต้องเล่าให้สนุก ให้เหมือนเพื่อนคุยกัน อย่าตึง
  • พวกแกอยากจะพูดสั้นๆ หรือยาวก็ตามใจ
  • พวกแกอย่าโชว์เดี่ยว ทำงานกันเป็นทีม อย่าอยากดัง
  • พวกแกต้องหาแคแรคเตอร์ของรายการให้เจอ
  • ฯลฯ

กว่าจะมาเป็น “สภายาส้ม” อย่างที่เราเห็น จากเด็กๆ ขี้อาย 5-6 คน กลายเป็นบิตคอยเนอร์กลุ่มนึงที่ชอบแย่งกันพูดได้ในที่สุด ผมมองอยู่ห่างๆ ไกลๆ อย่างมีความสุข

ถ้าพวกนายมีความสุข คนดูมีความสุข พี่เองก็มีความสุข..

ในที่สุด “นิว” ก็ได้รับรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง เขาเริ่มเข้าใจความหมายเชิงนามธรรมที่ผมมักกรอกหูอยู่ทุกวัน

“ส่งต่อคุณค่าไปสู่ผู่อื่น ไปสู่คอมมูนิตี้”

ทำเพราะเราอยากทำ อย่าไปหวังเงินทองเป็นที่ตั้ง สิ่งนั้นเราจะได้ก็เมื่อเราคู่ควรที่จะได้ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นให้เป็นเสียก่อน..

สภายาส้มวันนี้กลายมาป็นรายการที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าคนฟังจะอยากฟังกันมากแค่ไหน ก็เด็กพวกนี้มันคุยกันยาวเสียเหลือเกิน ที่ผมรู้คือผมเห็นคนเหล่านี้มีความสุข มีรอยยิ้ม ไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่านี้อีกแล้ว..

“พี่ไม่เข้าสภาฯ บ้างหรอพี่?”

“ถ้าไม่กลัวรายการจะออกมายาว 7-8 ชม. ก็ลองดูกันได้นะ”

“ ……… “


Write a comment
No comments yet.