Sweet Lies Episode 2: The Enemy Emerges (1950-1965) เมื่อศัตรูตัวจริงปรากฏตัวสงครามวิทยาศาสตร์จึงเริ่มขึ้น

การกำจัดเสี้ยนหนาม จึงต้องถอนรากถอนโคน
Sweet Lies Episode 2: The Enemy Emerges (1950-1965)
เมื่อศัตรูตัวจริงปรากฏตัวสงครามวิทยาศาสตร์จึงเริ่มขึ้น

ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 โลกวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ที่น่าตกใจ อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ในปี 1900 โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 4 ของชาวอเมริกัน แต่ภายในเวลาเพียงห้าสิบปี มันกลายเป็นฆาตกรอันดับหนึ่งของประเทศ

นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ทั่วโลกพยายามหาคำตอบว่าอะไรเป็นสาเหตุของการระบาดของโรคหัวใจครั้งนี้ หลายสมมติฐานถูกเสนอขึ้นมา ตั้งแต่ความเครียดจากการใช้ชีวิตในยุคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวน้อยลง แต่สิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงในการกินอาหารของคนยุคใหม่

ในปี 1953 Ancel Keys แห่ง University of Minnesota ได้เผยแพร่บทความซึ่งปูทางสู่การศึกษาที่ชื่อว่า ‘Seven Countries Study’ ซึ่งจะได้รับการตีพิมพ์ในปี 1970 ได้เปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจในเจ็ดประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ ยูโกสลาเวีย และญี่ปุ่น

ผลการศึกษาของ Keys แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการบริโภคไขมันอิ่มตัวกับอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ ประเทศที่ประชาชนบริโภคไขมันอิ่มตัวมาก เช่น สหรัฐอเมริกาและฟินแลนด์ มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูง ในขณะที่ประเทศที่บริโภคไขมันอิ่มตัวน้อย เช่น ญี่ปุ่นและกรีซ มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจต่ำ

สำหรับผู้บริหารของ Sugar Research Foundation ที่มีระบบจับตามองแทบจะทุกวิจัยในช่วงนั้น ข่าวนี้ฟังดูเหมือนของขวัญจากสวรรค์ หากไขมันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ แสดงว่าน้ำตาลปลอดภัย SRF เห็นโอกาสทองในการผลักดันให้ “Fat Theory” กลายเป็นความจริงที่ยอมรับกันทั่วไป

แต่ความสุขครั้งนี้ไม่ได้คงอยู่นาน เพราะทางด้านตะวันออกของมหาสมุทรแอตแลนติก มีชายคนหนึ่งกำลังเตรียมโจมตีหัวใจของอุตสาหกรรมน้ำตาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

Dr. John Yudkin ศาสตราจารย์คณะแพทย์ Queen Elizabeth College ประเทศอังกฤษ ไม่ใช่คนที่จะยอมรับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นเพียงความสัมพันธ์เชิงสถิติอย่างผิวเผิน ระหว่างการศึกษาข้อมูลการตายด้วยโรคหัวใจในหลายประเทศ เขาได้เริ่มตั้งคำถามว่า ไขมันอิ่มตัวอาจไม่ใช่ตัวร้ายตัวเดียว หรือแม้แต่ตัวร้ายหลักในเรื่องโรคหัวใจ

เขาค้นพบสิ่งที่น่าตกใจ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดระหว่างการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกับปัจจัยทางอาหารในศตวรรษที่ 20 มีความสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของการบริโภคน้ำตาล ไม่ใช่ไขมัน ไม่ใช่เนื้อสัตว์ สารหวานสีขาวที่ทุกคนคิดว่าไม่มีอันตราย

การค้นพบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามทางวิทยาศาสตร์ที่เงียบงันแต่ดุเดือดที่สุดในศตวรรษที่ 20 Yudkin ระบุว่าน้ำตาลที่เติมเข้าไปในอาหารเป็นสาเหตุหลัก ในขณะที่ Ancel Keys ระบุว่าไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอลในอาหาร เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจ

นั่นทำให้ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโรคหัวใจที่ไม่เคยมีมาก่อน ชายวัยกลางคนในประเทศอุตสาหกรรมล้มลงด้วยโรคหัวใจตายในอัตราที่น่าตกใจ นักวิทยาศาสตร์มีสองเสียงที่ดังกึ่งกว่าที่อื่นมีอยู่ 2 ฝั่งคือ Ancel Keys จากอเมริกา VS John Yudkin จากอังกฤษ นั่นเอง

อธิบายพื้นเพของ Yudkin ก่อนว่า เขาไม่ใช่คนที่มาจากไหนก็ไม่รู้ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ผู้เป็นหัวหน้าภาควิชาโภชนาการที่ Queen Elizabeth College และเป็นผู้เขียนหนังสือตำราที่มีชื่อเสียง เขาใช้เวลาหลายปีศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับโรคต่างๆ และข้อมูลทั้งหมดชี้ไปที่ทิศทางเดียวกัน น้ำตาลคือปัญหา

“Yudkin ได้เผยแพร่บทความเรื่อง ‘Diet and Coronary Thrombosis: Hypothesis and Fact’ ในปี 1957 ซึ่งเสนอว่าน้ำตาลอาจเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ เขาชี้ให้เห็นว่าในช่วงที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น การบริโภคน้ำตาลของชาวอเมริกันและชาวยุโรปก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในขณะที่การบริโภคไขมันนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เท่ากัน

การศึกษาของ Yudkin ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเปรียบเทียบข้อมูลทางสถิติ เขาได้ทำการทดลองกับหนูทดลองและพบว่าการให้น้ำตาลในปริมาณมากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซไรด์ในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจ

ยิ่งไปกว่านั้น Yudkin ยังได้ทำการศึกษาทางคลินิกกับอาสาสมัครที่เป็นมนุษย์ โดยให้กลุ่มหนึ่งบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง และอีกกลุ่มหนึ่งบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลต่ำ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่บริโภคน้ำตาลมากมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในเลือดที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ

แต่ทฤษฎีของ Yudkin ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะยอมรับ เพราะน้ำตาลไม่ได้เป็นเพียงสารให้ความหวาน น้ำตาลคือหัวใจของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ น้ำตาลคือสิ่งที่ทำให้คุกกี้ หวาน ทำให้โซดาหวานชื่น ทำให้ขนมหวานน่ารับประทาน หากคนเริ่มเชื่อว่าน้ำตาลเป็นอันตราย อุตสาหกรรมทั้งหมดจะพังทลาย

เมื่อผลงานของ Yudkin เริ่มได้รับความสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์ ผู้บริหารของ Sugar Research Foundation ตระหนักดีว่าพวกเขากำลังเผชิญกับการคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทฤษฎีของ Ancel Keys เรื่องไขมันไม่ใช่เรื่องดีสมบูณณ์ก็จริง แต่ยังทนได้ เพราะคนสามารถลดไขมันแล้วเพิ่มน้ำตาลแทนได้ แต่ทฤษฎีของ Yudkin คือหายนะทั้งหมด ของวงการน้ำตาล

ที่สำคัญกว่านั้น Yudkin ไม่ได้แค่ชี้ให้เห็นว่าน้ำตาลเป็นปัญหา แต่เขายังสามารถอธิบายกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่น้ำตาลทำให้เกิดโรคหัวใจได้อย่างละเอียด เขาอธิบายว่าน้ำตาลเพิ่มการผลิตไตรกลีเซไรด์ในตับ ทำให้เกิดการอักเสบในผนังหลอดเลือด และเพิ่มการจับตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่นำไปสู่โรคหัวใจ

การตอบสนองของ SRF ไม่ใช่การต่อสู้แบบเปิดเผย แต่เป็นการดำเนินการเบื้องหลังที่ซับซ้อนและมีระบบ พวกเขาเริ่มต้นด้วยการสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เป็นมิตรกับอุตสาหกรรมน้ำตาล การให้ทุนวิจัยกับมหาวิทยาลัยชื่อดังไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่วิธีการที่ SRF ใช้มีความแตกต่างอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ให้เงินเพื่อสนับสนุนวิจัย แต่พวกเขาให้เงินเพื่อขจัดการวิจัยที่ไม่ต้องการ

ในเอกสารภายในของ SRF ที่ถูกเปิดเผยในภายหลัง มีการพูดถึงยุทธศาสตร์ในการ “จัดการ” กับนักวิจัยที่ไม่ร่วมมือ การ “จัดการ” นี้ไม่ใช่การฆ่าหรือการข่มขู่ทางกายภาพ แต่เป็นการทำลายอาชีพการงาน การตัดทุนวิจัย การโจมตีเชิงวิชาการ และการแยกออกจากวงการวิทยาศาสตร์

John Yudkin กลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีเหล่านี้ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและผลงานวิจัยที่แข็งแรง การหักล้างเขาจึงต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน SRF เริ่มต้นด้วยการจ้างนักวิจัยคนอื่นให้ทำการวิจัยที่ขัดแย้งกับผลงานของ Yudkin การโจมตีดังกล่าวไม่ใช่การโจมตีแบบตรงไปตรงมา แต่เป็นการใช้ภาษาทางวิทยาศาสตร์ที่ฟังดูเป็นกลาง

ความอันตรายของยุทธศาสตร์นี้อยู่ที่ความซับซ้อนของมันอยู่ในตัวครับ ทำให้บุคคลทั่วไปไม่สามารถแยกแยะได้ว่าการวิจัยใดเป็นการวิจัยที่เป็นกลาง และการวิจัยใดถูกซื้อ เผลอๆแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเองก็ยังมีปัญหาในการระบุด้วยเลย เพราะบทความทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดดูเหมือนจะมีความน่าเชื่อถือเท่ากันไปเสียหมดนั่นเองครับ

ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 และต้นทศวรรษ 1960 ทฤษฎีของ Ancel Keys เรื่องไขมันได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลงานวิจัยของเขาน่าเชื่อถือ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเบื้องหลังจากการสนับสนุนจาก SRF ที่ทำให้ทฤษฎีนี้ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ขณะที่ทฤษฎีของ Yudkin ถูกโจมตีอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน

การต่อสู้ระหว่าง “Fat Theory” กับ “Sugar Theory” ไม่ใช่เพียงแค่การโต้วาทีทางวิทยาศาสตร์ธรรมดา แต่เป็นการต่อสู้ที่มีเงินเดิมพันมหาศาล ดังนั้นการที่ทฤษฎีใดจะชนะ นั่นหมายถึงการที่อุตสาหกรรมใดจะรอดชีวิต และอุตสาหกรรมใดจะพังทลายไปในคราวเดียวกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งสองทฤษฎีมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ Keys มีข้อมูลจากหลายประเทศที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างไขมันกับโรคหัวใจ ขณะที่ Yudkin ก็มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างน้ำตาลกับโรคหัวใจ ในสถานการณ์ปกติ การโต้วาทีเช่นนี้จะช่วยพัฒนาความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ แต่ในกรณีนี้ เงินจาก SRF ทำให้การต่อสู้ไม่เป็นธรรม

ระหว่างปี 1955 ถึง 1965 SRF เพิ่มการลงทุนในการวิจัยอย่างมหาศาล พวกเขาให้ทุนวิจัยกับมหาวิทยาลัยชื่อดังทั่วอเมริกาและยุโรป แต่ทุนเหล่านี้ไม่ได้เป็นทุนเพื่อค้นหาความจริง แต่เป็นทุนเพื่อค้นหาหลักฐานที่สนับสนุนความจริงที่พวกเขาต้องการต่างหากครับ

เทคนิคหลักที่ SRF ใช้ในการล้มล้าง “Sugar Theory” คือการสร้างความสงสัยในทฤษฎีของ Yudkin โดยไม่ต้องหักล้างโดยตรง พวกเขาจ้างนักวิจัยให้ทำการศึกษาที่ “ไม่พบ” ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำตาลกับโรคหัวใจ หรือพบว่าความสัมพันธ์นั้น “ไม่ชัดเจน” หรือ “ต้องการการศึกษาเพิ่มเติม” อีกมากมายนัก

ภาษาเหล่านี้ฟังดูเป็นกลางและเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ในบริบทของการโต้วาทีสาธารณะ คำพูดเหล่านี้มีพลังทำลายล้าง เมื่อสื่อมวลชนรายงานว่า “นักวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างน้ำตาลกับโรคหัวใจยังไม่ชัดเจน” ประชาชนจะเข้าใจว่าน้ำตาลไม่มีอันตราย และงานของ Yudkin ก็ถูกถาโถมไปด้วยคำว่า ยังไม่ใช่สิ่งที่เชื่อได้ มันก็แค่วิจัยนึงที่ไม่หนักแน่นเท่า “Fat Theory” ที่ Keys ใช้เทคนิคการเล่าให้เข้าใจง่าย การสร้างตัวละครร้าย ด้วยการตั้งชื่อว่า “ไขมันเลว” ประชาชนที่ดูละครกันเป็นประจำจึงตราหน้าไอ้ตัวร้าย ได้ถนัดกว่าการทำความเข้าใจระบบร่างกาย

ขณะเดียวกัน SRF ยังคงสนับสนุนการวิจัยที่ชี้ไปที่ไขมันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการทำลายอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ แต่เพราะพวกเขาต้องการเปลี่ยนประเด็นให้ห่างจากน้ำตาล การสนับสนุนทฤษฎีไขมันเป็นยุทธศาสตร์ที่ฉลาด เพราะทำให้ดูเหมือนว่าพวกเขาเป็นกลางและสนับสนุนวิทยาศาสตร์ที่ดี

นอกจากนี้ SRF ได้เพิ่มการลงทุนในการสร้างอิทธิพลในหน่วยงานรัฐบาลที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณสุข พวกเขาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานควบคุมอาหารและยา และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับประชาชน

การสร้างอิทธิพลนี้ไม่ได้ทำโดยการติดสินบนหรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่เป็นการใช้วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การเชิญเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาร่วมประชุมวิชาการ การให้ข้อมูลและการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน และการแนะนำผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ผลจากการสร้างอิทธิพลนี้คือ เมื่อหน่วยงานรัฐบาลต้องการคำปรึกษาหรือข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการและสาธารณสุข พวกเขามักจะติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในเครือข่ายของ SRF ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สนับสนุน “Fat Theory” ดังนั้น นโยบายสาธารณสุขจึงมีแนวโน้มที่จะสอดคล้องกับทฤษฎีไขมันมากกว่าทฤษฎีน้ำตาล

ปี 1960 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทฤษฎีของ Keys เริ่มได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา ทฤษฎีของ Yudkin ถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบของ “ความคิดเห็นส่วนน้อย” มีงานวิจัยที่ไม่สมบูรณ์ที่ต้องการ “หลักฐานเพิ่มเติม” ทำให้สถานการณ์เริ่มเอื้อประโยชน์ต่อ SRF แต่พวกเขารู้ว่าการต่อสู้ยังไม่จบ

John Yudkin ไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาเริ่มค้นพบว่าการต่อต้านทฤษฎีของเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาเริ่มสืบสวนการเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยที่โจมตีเขากับอุตสาหกรรมน้ำตาล แต่ในยุคนั้น การเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนยังไม่ใช่ข้อกำหนดบังคับ วารสารทางวิชาการไม่ได้กำหนดให้ต้องเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนจนกรอบปี 1984 ทำให้การติดตามแหล่งเงินทุนเป็นเรื่องที่ยากมาก

ในปี 1961 American Heart Association ได้ออกแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับการป้องกันโรคหัวใจฉบับแรก แนวทางนี้แนะนำให้ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว และเพิ่มการบริโภคไขมันไม่อิ่มตัว โดยไม่ได้กล่าวถึงน้ำตาลเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ การออกแนวทางนี้เป็นชัยชนะครั้งสำคัญสำหรับ SRF เพราะมันแสดงให้เห็นว่าองค์กรที่มีอิทธิพลที่สุดในการกำหนดนโยบายการป้องกันโรคหัวใจได้ยอมรับทฤษฎีไขมัน และไม่ให้ความสำคัญกับทฤษฎีน้ำตาล

ในช่วงปลายของทศวรรษ 1960 SRF ตระหนักว่าพวกเขาต้องการชัยชนะที่ชัดเจน การสร้างเพียงแค่ความสงสัยในทฤษฎีของ Yudkin นั้นยังไม่เพียงพอ พวกเขาต้องการหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือที่จะหักล้างทฤษฎีน้ำตาลอย่างสิ้นเชิง เด็ดขาด เพื่อทำลายอย่างสิ้นเชิง และพวกเขาต้องการหลักฐานจากแหล่งที่เชื่อถือได้ที่สุดเท่านั้น เพื่อปิดจ๊อบนี้ เนื่องจาก Yudkin และผู้สนับสนุนของเขายังคงทำงานวิจัยและเผยแพร่ผลงานที่ท้าทายความเชื่อเรื่องทฤษฎีไขมัน พวกเขาต้องการชัยชนะที่เด็ดขาดกว่านี้

John Yudkin ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเพิ่มเติมในช่วงปี 1962-1963 ที่ทำให้ทฤษฎีน้ำตาลของเขากลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงมากขึ้น การศึกษาใหม่ของเขาไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างน้ำตาลกับโรคหัวใจ แต่ยังเชื่อมโยงน้ำตาลกับโรคเบาหวาน โรคอ้วน และแม้แต่ปัญหาทางจิตใจ ผลงานเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง และเริ่มได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก

การประเมินภัยคุกคามภายในของ SRF ชี้ให้เห็นว่าหาก “Pure, White and Deadly” ที่อยู่ระหว่างการเขียนและจะตีพิมพ์ในปี 1972 ได้รับความนิยมและกลายเป็นหนังสือที่มีอิทธิพล มันอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความเชื่อเรื่องไขมันอิ่มตัวที่พวกเขาสร้างขึ้นมาทั้งหมดพังทลายลง และที่แย่กว่านั้น มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องให้มีการควบคุมอุตสาหกรรมน้ำตาลอย่างเข้มงวด

แผนการ 3 ขั้นตอนจึงเกิดขึ้น

1.SRF ได้ติดต่อกับนักวิจัยหลายคนที่มีชื่อเสียงในด้านเมแทบอลิซึม เพื่อให้พวกเขาทำการศึกษาที่ “ทำซ้ำ” ผลงานของ Yudkin การศึกษาเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่สนับสนุนทฤษฎีน้ำตาล การศึกษาที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้คือการศึกษาที่ทำโดย Dr. Edgar Gordon จาก University of Wisconsin ในปี 1964 การศึกษานี้ใช้วิธีการที่คล้ายกับ Yudkin แต่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ผลการศึกษาแสดงว่าน้ำตาลไม่มีผลกระทบต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ และไม่สามารถสร้างปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจได้

สิ่งที่น่าสนใจคือการศึกษาของ Gordon ได้รับการออกแบบมาอย่างระมัดระวังเพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นการทำซ้ำงานของ Yudkin อย่างซื่อสัตย์ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ การศึกษานี้ใช้หนูทดลองที่อายุน้อยกว่า ใช้น้ำตาลในปริมาณที่น้อยกว่า และใช้ระยะเวลาการศึกษาที่สั้นกว่าการศึกษาของ Yudkin ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ไม่สามารถตรวจพบผลกระทบของน้ำตาลได้อย่างชัดเจน

เมื่อผลการศึกษาของ Gordon ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Nutrition ในปี 1964 SRF ได้จัดการให้มีการเผยแพร่ผลการศึกษานี้อย่างกว้างขวาง พวกเขาส่งสำเนาของงานวิจัยให้กับสื่อมวลชน นักวิจัยในเครือข่าย และเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการแถลงว่า “การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีน้ำตาลของ Yudkin ไม่สามารถทำซ้ำได้ และอาจเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของนักวิจัยคนหนึ่งเท่านั้น”

2.ทำลายชื่อเสียงของ Yudkin ในวงการวิทยาศาสตร์ แทนที่จะโจมตีเขาโดยตรง พวกเขาใช้วิธีการสร้างข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของงานวิจัยของYudkin วิธีการที่ SRF ใช้คือการส่งนักวิจัยในเครือข่ายของพวกเขาไปเข้าร่วมการประชุมวิชาการที่ Yudkin เป็นผู้นำเสนอ เพื่อตั้งคำถามที่ดูเหมือนจะเป็นคำถามทางวิชาการธรรมดา แต่จริงๆ แล้วมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสงสัยและความสับสนเกี่ยวกับผลการศึกษาของเขา คำถามเหล่านี้จึงเน้นไปที่ข้อจำกัดทางวิธีการของการศึกษา ความไม่สอดคล้องกันของผลลัพธ์ในการศึกษาต่างๆ และความเป็นไปได้ที่ผลการศึกษาอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำตาล

นอกจากนี้ยังมีการส่งจดหมายไปยังบรรณาธิการของวารสารวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์งานของ Yudkin จดหมายเหล่านี้ไม่ได้โจมตีงานของ Yudkin โดยตรง แต่เสนอข้อสงสัยและคำถามที่ดูเหมือนจะเป็นการวิจารณ์ทางวิชาการที่สร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อจดหมายเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ในส่วนของคอลัมน์จดหมายถึงบก. งานของ Yudkin เป็นกลายเป็นที่ถกเถียงและไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

ผลจากกลยุทธ์เหล่านี้คือ Yudkin เริ่มพบว่าการได้รับการเชิญไปบรรยายในการประชุมวิชาการลดลง การได้รับทุนวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ก็ยากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือเขาเริ่มสูญเสียอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของการวิจัยในสาขาโภชนาการ นักวิจัยรุ่นใหม่ที่เคยสนใจจะทำงานกับเขาเริ่มหันไปสนใจการวิจัยเกี่ยวกับไขมันแทน เพราะเห็นว่าเป็นสาขาที่มีโอกาสได้รับการสนับสนุนและมีอนาคตที่สดใสกว่า

3.SRF ต้องการสร้างการวิจัยขนาดใหญ่ที่จะกลายเป็นการศึกษาอ้างอิงหลักสำหรับการปฏิเสธทฤษฎีน้ำตาลไปอย่างถาวร สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการศึกษาที่มีขนาดใหญ่ มีคุณภาพสูง และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่มีชื่อเสียงที่สุด เพื่อให้กลายเป็นหลักฐานเด็ดขาดว่าน้ำตาลไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การดำเนินการนี้ต้องการความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและนักวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดในสาขานั้น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลก จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของ SRF ใช่สิ !!! ใครมันจะสงสัยการวิจัยที่มาจากฮาร์วาร์ด? ใครจะกล้าต่อต้านศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก? ฮาร์วาร์ดพูดอะไรคือถูกต้องทั้งหมดเพราะเป็นสิ่งที่พูดจาก “ระดับโลก” (ตรรกะนี้ยังใช้หลอกคนได้จนถึงวินาทีนี้ ไม่ว่าจะต้องการหลอกเรื่องอะไรก็ตาม)

แต่การซื้อนักวิจัยจากฮาร์วาร์ดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เงินมาก ต้องใช้ความสัมพันธ์ที่ดี และต้องใช้เทคนิคที่ละเอียดอ่อน กระบวนการนี้ต้องการความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหาก Harvard รู้ว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับทฤษฎีน้ำตาล มหาวิทยาลัยอาจปฏิเสธที่จะร่วมมือ นั่นทำให้ SRF ต้องใช้เวลาหลายปีในการค้นหาและสร้างความสัมพันธ์กับศาสตราจารย์ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต้องการ แต่ขณะเดียวกันก็เต็มใจที่จะทำงานตามที่ SRF ต้องการโดยไม่ถามคำถามมากเกินไป หลังจากการสำรวจและประเมินผลอย่างรอบคอบ พวกเขาได้เลือกสามนักวิจัยที่เหมาะสมที่สุด ได้แก่ Dr. Fredrick Stare หัวหน้าภาควิชาโภชนาการ Dr. Mark Hegsted ผู้เชี่ยวชาญด้านเมแทบอลิซึม และ Dr. Robert McGandy นักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูง การเลือกสรรนักวิจัยทั้งสามคนนี้ไม่ได้เป็นการบังเอิญ Dr. Stare เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากในวงการโภชนาการ และมีประวัติในการร่วมมือกับอุตสาหกรรมอาหารมาก่อนแล้ว Dr. Hegsted เป็นนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและสามารถทำการศึกษาที่มีคุณภาพสูงได้ ส่วน Dr. McGandy เป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ที่กระตือรือร้นและต้องการสร้างชื่อเสียงในวงการ

SRF ดำเนินการในขั้นตอนนี้อย่างระมัดระวังเป็นอย่างมากครับ ในช่วงต้นปี 1965 การติดต่อครั้งแรกไม่ได้เป็นการเสนอข้อตกลงที่ชัดเจน แต่เป็นการสนทนาเกี่ยวกับความสนใจร่วมกันในการศึกษาเรื่องโภชนาการและโรคหัวใจ SRF แนะนำตัวว่าเป็นองค์กรที่สนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพ และกำลังมองหาโอกาสที่จะสนับสนุนการวิจัยที่สำคัญในสาขานี้

สิ่งที่ทำให้การเจรจาราบรื่นคือ SRF ไม่ได้เสนอให้ทำการศึกษาเกี่ยวกับน้ำตาลโดยตรง แต่เสนอให้ทำการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจในภาพรวม ซึ่งจะรวมถึงไขมัน คาร์โบไฮเดรต และสารอาหารอื่นๆ การเสนอในลักษณะนี้ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นการศึกษาที่เป็นกลางและเป็นวิชาการล้วนๆ

ในเดือนมีนาคม 1965 SRF ได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการไปยัง Dr. Stare เพื่อเสนอการให้ทุนสำหรับโครงการวิจัยที่มีชื่อว่า “Project 226” โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อทำการทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ และสรุปสถานะความรู้ปัจจุบันในเรื่องนี้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยและนโยบายสาธารณสุขในอนาคต

นักวิจัยที่ Harvard ให้ความสนใจมากสำหรับข้อเสนอของ SRF พวกเขาจะได้รับทุนวิจัยจำนวน 6,500 ดอลลาร์ ในยุคนั้น ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 50,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน สำหรับการทำงานที่ไม่ต้องใช้การทดลองที่ซับซ้อนหรือเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่เป็นเพียงการรวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิจัยทุกคนต้องทำเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำอยู่แล้ว

ที่สำคัญกว่านั้น SRF ได้เสนอว่าผลงานนี้จะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงและอาชีพการงานของนักวิจัยทั้งสามคน โดยเฉพาะสำหรับ Dr. McGandy ที่เป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ โอกาสในการตีพิมพ์ผลงานในวารสารระดับโลกเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เพราะมันจะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอาชีพการงานของเขาในทันที

ในเดือนเมษายน 1965 Harvard ได้ตอบรับข้อเสนอของ SRF และ Project 226 ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยผลการศึกษาจะได้รับการตีพิมพ์ในปี 1967 ในนามของนักวิจัยจาก Harvard โครงการที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไปตลอดกาล เป็นโครงการระดับตำนานสุขภาพ โครงการหนึ่งของโลก

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงแปดเดือนหลังจากนี้ จะกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของการวิจัยทางโภชนาการ และจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั่วโลก “Project 226” โครงการที่จะใช้ชื่อเสียงของฮาร์วาร์ดในการหักล้างทฤษฎีน้ำตาลอย่างสิ้นเชิงระดับทิ้งบอมบ์ปรมาณูกันเลย และสร้างทฤษฎีไขมันให้กลายเป็นความจริงยิ่งกว่าจริง ที่ไม่มีใครอาจหาญที่จะกล้าท้าทายมันอีกไปอีกตราบนานเท่านาน

ชะตากรรมของวิทยาศาสตร์โภชนาการก็ถูกกำหนดแล้ว ความจริงเรื่องน้ำตาลจะถูกฝังใต้ภูเขาของเอกสารทางวิทยาศาสตร์ที่ดูน่าเชื่อถือ และจะใช้เวลานานกว่าห้าสิบปี กว่าที่ความจริงจะถูกขุดขึ้นมาใหม่

แต่ในขณะนั้น ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคืออะไร ทุกคนเห็นเพียงแค่การแข่งขันทางวิทยาศาสตร์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ความจริงที่ว่าเงินจากอุตสาหกรรมน้ำตาลกำลังชี้นำทิศทางของการวิจัยทั้งหมด ยังคงเป็นความลับที่ใครไม่รู้

สงครามทางวิทยาศาสตร์ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1950 กำลังจะเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจะเปลี่ยนแปลงทิศทางของวิทยาศาสตร์โภชนาการไปตลอดกาล

ต้องยกยอดไปในตอนต่อไป ep3 เสียแล้วสิครับ #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #SweetLies


Write a comment
No comments yet.