BURN - The History of Calories EP2: The Atwater Doctrine
ในปี 1887 เมื่อโลกยังคิดว่าการกินอาหารเป็นเรื่องง่ายๆ มีชายคนหนึ่งที่ Wesleyan University ในรัฐ Connecticut กำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างห้องทดลองฟิสิกส์กับชีวิตจริง ชายคนนี้คือ Wilbur Olin Atwater นักเคมีและนักโภชนาการที่จะกลายเป็นบิดาแห่งระบบแคลอรีที่เราใช้กันในปัจจุบัน
ความคิดของ Atwater ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เป็นผลมาจากการเฝ้าสังเกตสภาพความยากจนและการขาดแคลนอาหารในสหรัฐอเมริกายุคนั้น เขาเห็นว่าคนงานและครอบครัวชาวอเมริกันหลายล้านคนไม่มีความรู้ทางโภชนาการ ไม่รู้ว่าอาหารที่พวกเขากินมีพลังงานเท่าไหร่ และจะจัดสรรอาหารอย่างไรให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่ Atwater ต้องการทำคือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เขาเริ่มจากการศึกษาผลงานของ Justus von Liebig นักเคมีชาวเยอรมันที่ได้ทำการทดลอง calorimetry กับอาหารต่างๆ และพบว่าการเผาไหม้อาหารในเครื่อง bomb calorimeter สามารถบอกปริมาณพลังงานที่ปล่อยออกมาได้
แต่ Atwater ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขารู้ดีว่าการเผาไหม้อาหารในเครื่องมือและการย่อยสลายอาหารในร่างกายมนุษย์เป็นสองเรื่องที่แตกต่างกัน ร่างกายมนุษย์ไม่ได้เผาไหม้อาหารแบบสมบูรณ์ 100% เหมือนใน bomb calorimeter มีสารบางอย่างที่ไม่ถูกดูดซึมและถูกขับออกมาทางอุจจาระและปัสสาวะ
ดังนั้น Atwater จึงเริ่มต้นโครงการวิจัยที่ท้าทายและซับซ้อน เขาสร้างห้องทดลองพิเศษที่เรียกว่า “respiration calorimeter” ซึ่งเป็นห้องปิดสนิทที่สามารถวัดการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ของอาสาสมัครที่นอนอยู่ข้างใน นอกจากนี้เขายังต้องเก็บและวิเคราะห์อุจจาระและปัสสาวะของผู้เข้าร่วมการทดลองเพื่อหาว่าพลังงานเท่าไหร่ที่ไม่ถูกดูดซึม
การทดลองของ Atwater ใช้เวลาหลายปีและมีความละเอียดอ่อนสุดขีด อาสาสมัครจะต้องนอนอยู่ในห้องปิดสนิทเป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง โดยมีคนคอยเฝ้าวัดการหายใจ อุณหภูมิร่างกาย และปริมาณความร้อนที่ปล่อยออกมา อาหารทุกชิ้นที่เข้าไปในปากจะถูกชั่งน้ำหนักและวิเคราะห์องค์ประกอบอย่างแม่นยำ
ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือการค้นพบที่เปลี่ยนแปลงโลกโภชนาการไปตลอดกาล Atwater พบว่าเมื่อมนุษย์กินอาหารแล้ว ร่างกายจะดูดซึมพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนได้ประมาณ 4 แคลอรีต่อกรัม และจากไขมันได้ประมาณ 9 แคลอรีต่อกรัม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ค่าแม่นยำ แต่เป็นค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้กับอาหารธรรมชาติที่หลากหลาย
สิ่งที่สำคัญมากคือ Atwater เองไม่เคยอ้างว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นความจริงสมบูรณ์ เขาเขียนไว้ในบทความวิจัยว่า “ค่าเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป (general average values) ที่ใช้ได้กับอาหารธรรมชาติที่มีส่วนประกอบหลากหลาย” เขายังเตือนว่าอาหารแต่ละชนิดมีลักษณะการย่อยสลายที่แตกต่างกัน และระบบแคลอรีควรใช้เป็นแนวทางประมาณ (approximate guideline) ไม่ใช่กฎเหล็กที่ไม่มีข้อยกเว้น
ในช่วงปี 1890-1900 Atwater ทำงานร่วมกับ USDA (กระทรวงเกษตรสหรัฐ) ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการโภชนาการพิเศษ (Special Agent in Charge of Nutrition Investigations) เพื่อสร้างตารางคุณค่าทางโภชนาการของอาหารอเมริกัน เขาวิเคราะห์อาหารนับพันชนิด ตั้งแต่ข้าวสาลี เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ ไปจนถึงเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ผลงานนี้กลายเป็นรากฐานของระบบคำนวณแคลอรีที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน
แต่เจตนาของ Atwater ไม่ได้อยู่ที่การสร้างเครื่องมือเพื่อให้คนนับแคลอรีอย่างเข้มงวด เขาต้องการสร้างระบบที่จะช่วยให้คนอเมริกันกินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด โดยเฉพาะครอบครัวชนชั้นแรงงานที่มีรายได้น้อย เขาเขียนคู่มือการกินอาหารที่แนะนำให้คนเลือกอาหารที่ให้พลังงานสูงและราคาถูก
ในหนังสือ “Foods: Nutritive Value and Cost” ที่ตีพิมพ์ในปี 1894 Atwater อธิบายว่า “การรู้ค่าแคลอรีจะช่วยให้ประชาชนสามารถเลือกซื้ออาหารที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับงบประมาณ” เขายกตัวอย่างว่าถั่วเหลืองและข้าวโอ๊ตให้พลังงานต่อเงินที่จ่ายสูงกว่าเนื้อสัตว์แพงๆ และแนะนำให้ครอบครัวชาวอเมริกันปรับเปลี่ยนรูปแบบการกินให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ
ความคิดของ Atwater ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากภาครัฐ และในปี 1902 USDA ได้ตีพิมพ์บทความของเขาในชื่อ The Principles of Nutrition and Nutritive Value of Food ซึ่ง Atwater ใช้เนื้อหาส่วนหนึ่งเตือนว่า “ค่าพลังงานอาหารเหล่านี้เป็นเพียงค่าประมาณ (approximate values) ไม่สามารถใช้เป็นมาตรวัดแม่นยำทางชีวภาพได้โดยตรง” พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้เข้าใจข้อจำกัดของระบบ
น่าเสียดายที่คำเตือนของ Atwater ไม่ได้รับการถ่ายทอดไปยังคนรุ่นต่อไปอย่างเพียงพอ ระบบแคลอรีเริ่มถูกนำไปใช้ในบริบทที่ไม่ใช่อาหารธรรมชาติที่เขาตั้งใจไว้ เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ระบบแคลอรีกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ใช้ในการจัดสรรอาหารในเวลาสงคราม
กองทัพสหรัฐเริ่มใช้แคลอรีเป็นเกณฑ์ในการคำนวณปันส่วนอาหารทหาร (military rations) และระบบการจัดส่งอาหารให้กับพันธมิตร การใช้แคลอรีในบริบทการสงครามทำให้ระบบนี้ต้องให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพ” และ “ความง่ายในการขนส่ง” มากกว่าคุณภาพและความหลากหลายของอาหารที่ Atwater เน้นในตอนแรก
ในช่วงปี 1910-1920 อุตสาหกรรมอาหารเริ่มนำระบบแคลอรีมาใช้เป็นเครื่องมือการตลาด บริษัทอาหารกระป๋องและอาหารแปรรูปอ้างว่าผลิตภัณฑ์ของตนให้พลังงานสูงและสะดวกในการบริโภค การโฆษณาในช่วงนี้เน้นที่ตัวเลขแคลอรีเป็นหลัก โดยไม่ค่อยกล่าวถึงคุณภาพของสารอาหารหรือผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการถือกำเนิดของแนวคิด “calorie counting” หรือการนับแคลอรีอย่างละเอียด ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ Atwater ตั้งใจไว้ เขาต้องการให้คนใช้แคลอรีเป็นแนวทางในการเลือกอาหารที่หลากหลายและมีคุณภาพ แต่ระบบที่เขาสร้างขึ้นกลับถูกนำไปใช้ในการจำกัดและควบคุมการกินอาหารอย่างเข้มงวด
ในปี 1918 หนังสือ “Diet and Health” ของ Lulu Hunt Peters ได้รับความนิยมอย่างมาก หนังสือเล่มนี้แนะนำให้ผู้หญิงนับแคลอรีเพื่อควบคุมน้ำหนักและรูปร่าง Peters เขียนว่า “จากนี้ไปคุณจะต้องคิดในหน่วยแคลอรีแทนที่จะเป็นช้อนหรือถ้วย” แนวคิดนี้ขัดกับหลักการของ Atwater ที่เน้นการกินอาหารที่สมดุลและหลากหลายมากกว่าการจำกัดปริมาณอย่างเข้มงวด
ผลจากการใช้ระบบแคลอรีในลักษณะที่ไม่ใช่เจตนาเดิมของ Atwater เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น คนอเมริกันเริ่มมีแนวคิดว่าการกินอาหารเป็นเรื่องของการคำนวณและควบคุมตัวเลข มากกว่าการเลือกอาหารที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย
เมื่อ Atwater เสียชีวิตในปี 1907 ระบบแคลอรีที่เขาสร้างขึ้นได้กลายเป็นมาตรฐานสากล แต่ในขณะเดียวกัน ข้อจำกัดและคำเตือนที่เขาให้ไว้กลับถูกละเลยไปเรื่อยๆ คนรุ่นต่อไปเริ่มใช้ระบบแคลอรีเป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์และแม่นยำ 100% ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ Atwater เคยตั้งใจไว้
ในปี 1920 ระบบแคลอรีเริ่มถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลและการรักษาพยาบาล แพทย์และพยาบาลเริ่มใช้การนับแคลอรีเป็นเครื่องมือในการวางแผนอาหารสำหรับผู้ป่วย แต่การใช้งานในลักษณะนี้ยังคงสอดคล้องกับเจตนาของ Atwater ที่ต้องการให้แคลอรีเป็นเครื่องมือสำหรับการวางแผนและจัดสรรอาหารอย่างเหมาะสม
ในช่วงทศวรรษ 1920-1930 ระบบแคลอรีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณสุขของหลายประเทศ รัฐบาลใช้ตัวเลขแคลอรีเพื่อกำหนดค่าแนะนำการบริโภคอาหารประจำวัน (daily recommended intake) และวางแผนการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อประชาชน
ความสำเร็จของระบบแคลอรีทำให้มีการพัฒนาต่อยอดไปในทิศทางที่หลากหลาย นักวิทยาศาสตร์เริ่มศึกษาการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ และสร้างตารางการเผาผลาญแคลอรีในการออกกำลังกาย ส่วนอุตสาหกรรมอาหารเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการแคลอรีเฉพาะ เช่น อาหารพลังงานสูงสำหรับแรงงาน หรืออาหารแคลอรีต่ำสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
แต่ในขณะที่ระบบแคลอรีกำลังเติบโตและขยายตัว ก็เริ่มมีเสียงตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อจำกัดและความถูกต้อง นักวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มสังเกตเห็นว่าการกินอาหารที่มีแคลอรีเท่ากันแต่มาจากแหล่งที่ต่างกัน อาจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันต่อน้ำหนักตัวและสุขภาพ
การค้นพบเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนแรกว่าระบบแคลอรีที่ Atwater สร้างขึ้น แม้จะมีประโยชน์มากในฐานะเครื่องมือประมาณค่าเบื้องต้น แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับการทำความเข้าใจความซับซ้อนของการทำงานของร่างกายมนุษย์ในเรื่องการเผาผลาญอาหารและการควบคุมน้ำหนัก
ในปี 1930 ระบบแคลอรีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่การวางแผนการผลิตอาหาร การกำหนดราคาอาหาร การจัดสรรอาหารในสถาบันต่างๆ ไปจนถึงการออกแบบเมนูอาหารในร้านอาหารและโรงแรม ระบบที่ Atwater สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือครอบครัวแรงงานอเมริกันได้กลายเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมด
ความสำเร็จของระบบแคลอรีในช่วงสามทศวรรษหลังจาก Atwater เสียชีวิตทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คนเริ่มลืมไปว่าระบบนี้เป็นเพียงเครื่องมือประมาณค่าสำหรับอาหารธรรมชาติ และเริ่มใช้มันเป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการกับอาหารทุกประเภท รวมถึงอาหารแปรรูปและอาหารสังเคราะห์ที่เริ่มเกิดขึ้นในยุคนั้น
การที่ระบบแคลอรีถูกนำไปใช้ในบริบทที่ไม่ใช่อาหารธรรมชาติเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่จะตามมาในอนาคต อาหารแปรรูปและอาหารสังเคราะห์มีคุณสมบัติการย่อยสลายและการดูดซึมที่แตกต่างจากอาหารธรรมชาติอย่างมาก แต่ระบบแคลอรีไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างนี้ได้
ในขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบแคลอรีได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการจัดการทรัพยากรอาหารและการวางแผนทางยุทธศาสตร์ การใช้แคลอรีในบริบทของการสงครามและการเมืองจะเป็นบทต่อไปที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของระบบที่ Atwater สร้างขึ้นไปตลอดกาล
จากผู้คิดค้นที่ต้องการช่วยให้ครอบครัวอเมริกันกินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ระบบแคลอรีได้กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของคนทั่วโลก การเดินทางจากห้องทดลองใน Wesleyan University สู่ระบบที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารโลกเป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงพลังและอันตรายของการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในบริบทที่ไม่ใช่เจตนาเดิม
ขณะนี้ระบบแคลอรีของ Atwater ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐและอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ แต่แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อระบบนี้ต้องเผชิญกับการทดสอบครั้งใหญ่ในยุคสงครามโลก และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อการเข้าใจเรื่องโภชนาการและสุขภาพของคนทั่วโลก คำตอบจะเริ่มเผยออกมาในช่วงที่ระบบแคลอรีต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารและนโยบายรัฐที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษถัดไป
#TheHistoryofCalories #Burn #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr
Write a comment