SMOKE & MIRRORS: The Tobacco Conspiracy Ep 1 The Gentleman's Agreement
จุดเริ่มต้นแห่งการหลอกลวง (1950-1960)
วันที่ 30 พฤษภาคม 1950 เป็นวันที่โลกเปลี่ยนไปตลอดกาล แต่ไม่มีใครรู้ว่าในตอนนั้น ดร.เอิร์นส์ท วินเดอร์ นักระบาดวิทยาในสหรัฐอเมริกา กำลังจ้องมองกราฟเส้นโค้งที่ทำให้เขาสะดุ้งจนเกือบหลุดแก้วกาแฟร้อนๆ ออกจากมือ ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาชัดเจนมากจนปฏิเสธไม่ได้ การสูบบุหรี่และมะเร็งปอดมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น
ในเวลาเดียวกันนั้น ทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ดร.เอเวอร์ตส์ เกรแฮม และดร.เอิร์นส์ท วินเดอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เซนต์หลุยส์ ก็กำลังเผชิหน้ากับข้อมูลที่น่าสยดสยองเช่นเดียวกัน การวิจัยของพวกเขาชี้ให้เห็นว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า นี่คือการค้นพบที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้กลายเป็นอาชญากรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมานี้เองที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง แม้แต่ความจริงและชีวิตของผู้คนนับล้าน
เมื่อข่าวการวิจัยดังกล่าวเริ่มแพร่กระจาย อุตสาหกรรมยาสูบในอเมริกาก็เริ่มสั่นสะเทือน หุ้นของบริษัทยาสูบใหญ่ๆ ทั้ง Philip Morris, R.J. Reynolds, American Tobacco, Liggett & Myers, Brown & Williamson, P. Lorillard และ U.S. Tobacco เริ่มดิ่งลงอย่างน่าตกใจ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเหล่านี้รู้ดีว่าหากปล่อยให้เรื่องนี้ขยายตัวต่อไป อุตสาหกรรมทั้งหมดอาจจะล่มสลายได้
วันที่ 14 ธันวาคม 1953 จึงเป็นวันที่ประวัติศาสตร์จดจำ ณ The Plaza Hotel ย่านแมนฮัตตัน นิวยอร์ก เป็นโรงแรมหรูระดับตำนานที่เปิดบริการตั้งแต่ปี 1907 ที่ ห้องประชุมชั้น 12 ซึ่งมีการติดตั้งผ้าม่านหนาและเครื่องกันเสียงพิเศษ ผู้บริหารระดับสูงจากเจ็ดบริษัทยาสูบยักษ์ใหญ่ได้มารวมตัวกันในการประชุมลับที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ การประชุมนี้ไม่มีในปฏิทินอย่างเป็นทางการ ไม่มีการบันทึกการประชุม และไม่มีแม้แต่รายชื่อผู้เข้าร่วม
ผู้ที่มาร่วมการประชุมครั้งนี้คือคนที่มีอำนาจมากที่สุดในอุตสาหกรรมยาสูบ พอล เอ็ม. ฮาห์น จากอเมริกัน โทแบคโค, อัลเฟรด ไลออน จากฟิลิป มอร์ริส, เจมส์ โบลิง จากอาร์เจ รีย์โนลด์ส และตัวแทนจากบริษัทอื่นๆ ที่มารวมตัวกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤตครั้งนี้
การประชุมเริ่มต้นขึ้นด้วยคำพูดที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยนัยสำคัญ “สุภาพบุรุษทั้งหลาย วันนี้เราต้องตัดสินใจว่าจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร” คำว่า “สุภาพบุรุษ” นั้นฟังดูเหมาะสมในตอนนั้น แต่เมื่อมองย้อนกลับไป คำนี้กลับกลายเป็นคำประชดเศร้าที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะสิ่งที่พวกเขาวางแผนในห้องนั้นไม่มีอะไรเป็นการกระทำของสุภาพบุรุษเลย
เป้าหมายของการประชุมครั้งนี้มีเพียงหนึ่งเดียว คือการหาวิธีปกป้องอุตสาหกรรมยาสูบจากการวิจัยที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างบุหรี่กับมะเร็ง แทนที่จะยอมรับความจริงหรือหาทางลดอันตรายของผลิตภัณฑ์ พวกเขากลับเลือกที่จะต่อสู้กับความจริงนั้นเอง
ผลจากการประชุมลับครั้งนี้คือการเกิดขึ้นของยุทธศาสตร์ที่นักประวัติศาสตร์ในภายหลังเรียกว่า “Operation Doubt” แผนการโจมตีวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสงสัยต่อการวิจัยที่ชี้ให้เห็นอันตรายของบุหรี่ แนวคิดนี้เรียบง่ายแต่อันตรายอย่างยิ่ง หากไม่สามารถหักล้างความจริงได้ ก็ให้สร้างความสงสัยมากพอที่จะทำให้ผู้คนไม่แน่ใจ
การดำเนินการแรกของแผนนี้เริ่มขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุมลับ วันที่ 4 มกราคม 1954 ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ กว่า 448 ฉบับทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาได้เห็นโฆษณาหน้าเต็มที่มีหัวข้อว่า “A Frank Statement to Cigarette Smokers” โฆษณาชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นอย่างชาญฉลาดโดยบริษัทประชาสัมพันธ์ระดับโลก Hill & Knowlton ที่มีชื่อเสียงในการจัดการภาพลักษณ์ของบริษัทขนาดใหญ่
เนื้อหาของโฆษณาฟังดูมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ อุตสาหกรรมยาสูบอ้างว่าพวกเขายังคงเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของตนปลอดภัย และยืนยันว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับสุขภาพของลูกค้าเป็นอันดับแรก โฆษณาชิ้นนี้ยังประกาศการจัดตั้ง “Tobacco Industry Research Committee” องค์กรที่อ้างว่าจะทำการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพของการสูบบุหรี่อย่างยุติธรรมและเป็นกลาง แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้นมืดมนกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ เอกสารภายในของอุตสาหกรรมยาสูบ ที่ถูกเปิดเผยในทศวรรษต่อมาแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของบริษัทเหล่านี้รู้ดีถึงอันตรายของบุหรี่มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1950 แล้ว รายงานภายในของบริษัทต่างๆ เต็มไปด้วยการอภิปรายเกี่ยวกับสารก่อมะเร็งในบุหรี่ การศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของนิโคติน และการพัฒนาวิธีการเพื่อเพิ่มความเสพติดของผลิตภัณฑ์
หนึ่งในเอกสารที่น่าตกใจที่สุดคือรายงานของ Dr. Claude Teague จากบริษัท R.J. Reynolds ที่เขียนขึ้นในปี 1972 แต่สะท้อนให้เห็นความคิดที่มีมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1950 ในรายงานนี้ เขาเขียนว่า “เราอยู่ในธุรกิจนิโคติน นิโคตินคือเหตุผลที่ผู้คนสูบบุหรี่ของเรา” ตามบันทึกภายในซึ่งถูกเปิดเผยในทศวรรษ 1990 การยอมรับนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยาสูบรู้ดีถึงธรรมชาติของความเสพติดของผลิตภัณฑ์ตน
ขณะที่อุตสาหกรรมยาสูบปฏิเสธต่อสาธารณะ พวกเขากลับลงทุนอย่างจริงจังในการสร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รับจ้าง เงินหลายล้านดอลลาร์ถูกใช้เพื่อหาผู้เชี่ยวชาญที่ยินดีจะโต้แย้งการวิจัยที่ชี้ให้เห็นอันตรายของบุหรี่ นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้ทำการวิจัยเพื่อหาความจริง แต่เพื่อสร้างความสงสัยต่อผลการวิจัยที่มีอยู่
การทำงานของพวกเขาเป็นไปอย่างเป็นระบบ เมื่อมีการวิจัยใหม่ที่ชี้ให้เห็นอันตรายของบุหรี่ บริษัทยาสูบจะจ้างนักวิทยาศาสตร์รับจ้างเพื่อเขียนบทความหรือจัดการประชุมเพื่อโต้แย้งผลการวิจัยนั้น พวกเขาจะใช้ข้อโต้แย้งทางเทคนิคเพื่อทำให้ผลการวิจัยดูไม่น่าเชื่อถือ เช่น การอ้างว่าขนาดตัวอย่างมีน้อยเกินไป วิธีการวิจัยไม่ถูกต้อง หรือผลการวิจัยไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง
ผลจากการดำเนินการเหล่านี้ทำให้เกิดสถานการณ์ที่แปลกประหลาด ในขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นอันตรายของบุหรี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนกลับยังคงมีความสงสัยต่อความเชื่อมโยงระหว่างบุหรี่กับมะเร็ง การสำรวจความคิดเห็นในช่วงปลายทศวรรษ 1950 แสดงให้เห็นว่าเพียงร้อยละ 44 ของประชาชนอเมริกันเชื่อว่าการสูบบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งปอด
ในเวลาเดียวกันนั้น อุตสาหกรรมยาสูบกำลังพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง พวกเขาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า “ปลอดภัยกว่า” เช่น บุหรี่ที่มีตัวกรอง บุหรี่ “ไลท์” และบุหรี่ที่มีนิโคตินต่ำ แต่ความจริงแล้วการปรับปรุงเหล่านี้ไม่ได้ทำให้บุหรี่ปลอดภัยขึ้นจริง มันเป็นเพียงการหลอกลวงเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าพวกเขาลดความเสี่ยงลงแล้ว
ช่วงปลายทศวรรษ 1950 ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยาสูบ กลยุทธ์ “Operation Doubt” ได้ผลมากกว่าที่คาดไว้ แม้ว่าจะมีการวิจัยเพิ่มเติมอีกหลายชิ้นที่ยืนยันอันตรายของบุหรี่ แต่อุตสาหกรรมยาสูบยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดและกำไรไว้ได้ การขายบุหรี่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยาสูบเริ่มขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาที่มีการควบคุมน้อยกว่า
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมยาสูบกำลังปฏิเสธต่อสาธารณะ พวกเขากลับกำลังลงทุนอย่างจริงจังในการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เสพติดมากขึ้น ห้องแล็บลับที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และเอกสารภายในที่แสดงให้เห็นความพยายามพัฒนาเทคนิคเพื่อเพิ่มความเสพติด หากถูกเปิดเผยในเวลานั้น อาจสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลต่ออุตสาหกรรมยาสูบ ทศวรรษ 1950 จึงเป็นช่วงเวลาที่วางรากฐานสำหรับหนึ่งในการหลอกลวงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ความเป็นมนุษย์ สิ่งที่เริ่มต้นขึ้นจากการประชุมลับในโรงแรมปลาซ่า ได้กลายเป็นแผนการที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงในการหลอกลวงประชาชนทั่วโลก
แต่เรื่องราวนี้ยังไม่จบ ในทศวรรษ 1960 อุตสาหกรรมยาสูบจะเริ่มนำแผนการหลอกลวงนี้ไปสู่ขั้นตอนถัดไป การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความเสพติดของนิโคติน การสร้างห้องแล็บลับที่แม้แต่รัฐบาลก็ไม่รู้จักการมีอยู่ และที่สำคัญที่สุด ในหมู่เอกสารบางชุดที่หลุดออกมา มีการกล่าวถึงสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Project Janus” โครงการลับที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของการสูบบุหรี่ไปตลอดกาล
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษหน้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่า “สุภาพบุรุษ” เหล่านั้นไม่ได้หยุดแค่การหลอกลวงประชาชน พวกเขาได้เริ่มต้นการทดลองที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเสพติดมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา และเมื่อผู้คนเริ่มรู้ความจริง บางคนก็เริ่มไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรแห่งการหลอกลวงนี้อีกต่อไป
ห้องแล็บที่ไม่มีตัวตน โครงการที่ไม่มีชื่อในเอกสารทางการ และการทดลองที่ถ้าหากโลกรู้ความจริง อาจทำให้อุตสาหกรรมยาสูบต้องปิดตัวลงในทันที ทุกอย่างนี้จะถูกเปิดเผยในตอนต่อไป เมื่อเราจะพาคุณไปสู่ใจกลางของ “The Nicotine Files” ห้องแล็บที่ไม่มีตัวตน… พรุ่งนี้ #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #smokeandmirrors #TheTobaccoConspiracy
Write a comment