from CURE to CONTROL EP2.2 In the Shadow of the Cure
กลางทศวรรษ 1950 ในขณะที่ชื่อของ Jonas Salk กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังจากวัคซีนเชื้อตายชนิดฉีด แต่ในอีกฟากหนึ่งของเวที Albert Sabin (อัลเบิร์ต เซบิน) นักไวรัสวิทยาที่เติบโตจากเส้นทางผู้อพยพ กลับยืนกรานในทางเลือกคนละขั้ว เขาเชื่อว่าการป้องกันโปลิโออย่างยั่งยืน ต้องอาศัยวัคซีนเชื้อเป็นแบบลดทอน ชนิดกิน จึงจะไปสร้างภูมิคุ้มกันในทางเดินอาหารได้จริง ไม่ใช่เพียงกระตุ้นแอนติบอดีในเลือดอย่างเดียว เหตุผลของเขาเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะโรคนี้แพร่ผ่านทางปากและลำไส้ ถ้าเราสร้างภูมิในที่เกิดเหตุไม่ได้ เราก็ยากจะตัดตอนการแพร่เชื้อในชุมชน เป็นแนวคิดแบบ Root cause
ภูมิหลังของ Albert Sabin อธิบายความดื้อดึงนี้ได้ไม่น้อย เขาเกิดในโปแลนด์เชื้อสายยิวภายใต้เงาทางการเมืองของรัสเซียในยุคที่คนหนุ่มสาวต้องเลือกวิชาชีพเพื่อเอาตัวรอด ครอบครัวของเขาย้ายถิ่นสู่สหรัฐเมื่อเขาอายุสิบห้า เขาผ่านการฝึกแพทย์ทั้งอายุรศาสตร์ พยาธิวิทยา ศัลยศาสตร์ แล้วเบนเข็มมาสู่ไวรัสวิทยา ซึ่งต้องการนักคิดที่ละเอียดและใจแข็งพอจะเผชิญความเสี่ยงในห้องทดลอง Albert Sabinมองเห็นข้อจำกัดของ IPV ชัดเจน (Inactivated Polio Vaccine - วัคซีนโปลิโอชนิดเชื้อตาย) วัคซีนเชื้อตายต้องฉีดสามเข็มและกระตุ้นซ้ำอีก ในโลกจริงสิ่งนี้แปลว่าเด็กจำนวนมากจะได้ไม่ครบตามกำหนด ขณะที่จุดอ่อนสำคัญอีกประการคือ Mohoney strain (สายพันธุ์ไวรัสโปลิโอชนิดที่ 1 (Poliovirus type 1) ถูกแยกได้ครั้งแรกจากเด็กชายชื่อ David Mohoney ที่ติดเชื้อโปลิโอในสหรัฐช่วงทศวรรษ 1940s สายพันธุ์นี้ถูกเก็บรักษาและใช้เป็น “reference strain” ในงานวิจัยวัคซีนยุคนั้น มันถูกจัดว่าเป็นสายพันธุ์ที่ มีความรุนแรงสูง ครับ) หนึ่งในสามสายพันธุ์ที่ใช้ในสูตรของ Jonas Salk นั้นก็มีความรุนแรงสูง ฆ่าให้ตายสนิทได้ยาก หากกระบวนการทำให้หมดฤทธิ์สะดุดเพียงนิดเดียว ความเสี่ยงก็เกิดจริงได้ เราเพิ่งเห็นไปในราคาที่ต้องจ่ายจาก Cutter Incident มาแล้ว
ด้วยกรอบคิดแบบ “ภูมิที่ถูกที่ทาง” Albert Sabin เริ่มพัฒนา วัคซีนแบบ OPV (Oral Polio Vaccine วัคซีนโปลิโอชนิดเชื้อเป็นอ่อนกำลัง (live attenuated) ใช้ หยอดปาก กินง่าย ราคาถูก) มันคือเชื้อเป็นลดทอนชนิดกิน ตั้งแต่ปี 1954 กลไกของเขาคือการพาไวรัสไปผ่าน host ที่ไม่ใช่มนุษย์หลายชนิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ไวรัสปรับตัวจนเติบโตในมนุษย์ได้ยากลง ลดความเป็นพิษประสาทให้อยู่ระดับที่ปลอดภัยพอสำหรับใช้เป็นวัคซีน ความฝันของเขาไม่ใช่แค่ป้องกันโรคในตัวบุคคล แต่คือการหยุดสายพานการแพร่เชื้อทั้งชุมชน เพราะไวรัสอ่อนแรงที่เพิ่มจำนวนในลำไส้จะกระตุ้นภูมิแบบเยื่อเมือกและช่วยลดการขับไวรัสที่เป็นอันตรายออกสู่สิ่งแวดล้อม
ปัญหาคือเวลานั้น IPV ของ Jonas Salk กำลังชนะใจอเมริกา ผู้บริจาคและผู้กำหนดนโยบายไม่อยากเสี่ยงทดลองเส้นทางใหม่ เงินทุนวิจัยของ OPV จึงหดหาย โอกาสทำการทดลองขนาดใหญ่ในประเทศแทบปิดประตู Albert Sabin จึงต้องเดินทางนอกสนามบ้านเกิด เขาตั้งข้อสังเกตของตัวเองเก็บไว้ในสมุดบันทึกและบทความเล็ก ๆ ว่าแม้ OPV จะน่าเชื่อถือในทฤษฎี แต่คำตอบทั้งหมดจะโผล่ออกมาได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจากการใช้จริงในวงกว้างเท่านั้น
ปี 1957 เขาเริ่มเห็นสัญญาณเตือนที่อยากตามต่อในห้องทดลอง ไวรัสที่เก็บจากอุจจาระอาสาสมัครสุขภาพดีหลังรับ OPV มีแนวโน้ม neurovirulence สูงกว่าเชื้อในขวดวัคซีนรอบแรก (neurovirulence คือความสามารถของเชื้อไวรัสในการก่อโรคต่อระบบประสาท) นั่นหมายความว่าหลังผ่านการเพิ่มจำนวนในลำไส้ ไวรัสอาจเปลี่ยนแปลงบางอย่างจนดุขึ้นกว่าตอนเข้าไป แต่หลักฐานในมือยังไม่พอ เขาจึงไม่กล้าฟันธง จำเป็นต้องมีการทดลองระดับเมืองหรือระดับชาติที่ควบคุมดีพอจึงจะตอบได้ว่าในโลกจริง OPV จะสร้างภูมิที่ลำไส้ ตัดวงจรการระบาด และยังคงความปลอดภัยไว้ได้พร้อมกันหรือไม่
ด้วยเส้นทางชีวิตและเครือข่ายจากรากเหง้าในยุโรปตะวันออก Albert Sabin เริ่มพบว่าประตูบานใหญ่เปิดอยู่ตรงนอกอเมริกา องค์การอนามัยโลกสนใจวัคซีนราคาถูก ใช้ง่าย เหมาะกับการฉีดในวงกว้างในประเทศกำลังพัฒนา นักไวรัสวิทยาในยุโรปกลางและสหภาพโซเวียตกำลังหาคำตอบวิทยาศาสตร์แบบเดียวกัน บรรยากาศแบบนี้จะพา OPV ขึ้นเวทีจริงในอีกไม่กี่ปี และที่สำคัญ มันจะพิสูจน์ทั้งจุดแข็งและจุดเสี่ยงของวัคซีนเชื้อเป็นต่อหน้าประชาคมโลกอย่างที่ไม่มีแล็บไหนทำได้
เมื่อเส้นทางในอเมริกาถูกปิดกั้นด้วยความสำเร็จของวัคซีน Salk ทำให้ Albert Sabin เบนเข็มไปยังโลกภายนอกแทน และนั่นกลายเป็นเวทีพิสูจน์ที่ทรงพลังที่สุดของเขา องค์การอนามัยโลกเห็นศักยภาพของ OPV ที่ราคาถูกและสะดวกต่อการใช้ในวงกว้าง จึงให้การสนับสนุนการทดสอบในสถานการณ์จริง เริ่มต้นที่สิงคโปร์ในปี 1958 เมื่อเกิดการระบาดครั้งใหญ่ วัคซีน OPV ของ Albert Sabin กว่าสองแสนโดสถูกนำมาใช้และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ผลที่ได้ไม่พบปัญหาความปลอดภัยที่รุนแรง ผู้ป่วยลดลงอย่างชัดเจนและสังคมเริ่มเห็นความเป็นไปได้ของวัคซีนเชื้อเป็น
ไม่นานหลังจากนั้น เชคโกสโลวาเกียกลายเป็นอีกสนามทดลอง กว่า 140,000 โดส ถูกนำมาใช้ ผลการติดตามพบว่ามีการแพร่กระจายของไวรัสในวัคซีนไปยังคนใกล้ชิดที่ยังไม่ได้รับวัคซีน แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ไวรัสที่แพร่ต่อเหล่านี้ไม่ได้ก่อโรคในคนเลย ตรงกันข้ามกลับทำให้คนเหล่านี้มีภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏการณ์นี้ยืนยันข้อโต้แย้งของAlbert Sabinว่าวัคซีนเชื้อเป็นมีศักยภาพจะสร้างภูมิแบบ “community immunity” หรือภูมิในระดับชุมชนได้จริง
แต่การทดสอบที่ยิ่งใหญ่และเปลี่ยนประวัติศาสตร์จริง ๆ เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียต ด้วยเครือข่ายส่วนตัว Albert Sabin สามารถผลักดันวัคซีนเข้าไปในระบบสาธารณสุขโซเวียต ซึ่งกำลังมองหาทางเลือกใหม่เพราะไม่พอใจกับผลของ IPV ที่ใช้ก่อนหน้า รัฐบาลโซเวียตยอมทดสอบ OPV ในวงกว้าง ผลคือวัคซีนถูกแจกจ่ายมากกว่า 15 ล้านโดสในเวลาไม่นาน และไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่รุนแรงออกมา การทดลองครั้งนี้ถือว่ามีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะเพิกเฉย
เพื่อให้มั่นใจในความน่าเชื่อถือของข้อมูล องค์การอนามัยโลกส่ง Dorothy Horstman นักไวรัสวิทยาชื่อดังจาก Yale เดินทางไปประเมินด้วยตนเอง เธอกลับมาพร้อมรายงานที่ระบุชัดว่าการทดลองในโซเวียตดำเนินไปตามมาตรฐานวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน และผลที่ได้สนับสนุนว่าตัววัคซีนปลอดภัยจริง ไม่เพียงแต่ปกป้องผู้ที่ได้รับ แต่ยังป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนรอบข้างได้ด้วย
จากจุดนั้นเพียงไม่กี่ปี OPV ของ Albert Sabin ถูกใช้ไปแล้วกับคนมากกว่าร้อยล้านในโซเวียต เยอรมันตะวันออก และเชคโกสโลวะเกีย ผลสรุปตรงกันว่า ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สร้างภูมิให้ทั้งผู้ได้รับและชุมชนที่อยู่รอบข้าง ความสำเร็จนี้เองที่ทำให้สายตาของสหรัฐเริ่มหันกลับมามองใหม่ว่าวัคซีนเชื้อเป็นอาจเป็นคำตอบที่ดีกว่าในระยะยาว
เมื่อ OPV เริ่มถูกใช้อย่างกว้างขวางในสหรัฐช่วงต้นทศวรรษ 1960 ความได้เปรียบของมันก็ปรากฏชัด ทั้งราคาที่ถูก ความสะดวกในการให้ผ่านทางปาก และการสร้างภูมิคุ้มกันในทางเดินอาหารที่ช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อ ทำให้ OPV ค่อย ๆ แทนที่ IPV ของ Salk จนกลายเป็นวัคซีนหลักในแผนการสร้างภูมิประจำชาติ แต่เพียงไม่กี่ปีต่อมา เสียงกระซิบก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามีเด็กบางคนเป็นอัมพาตหลังได้รับ OPV เอง กรณีเหล่านี้ถูกเรียกว่า Vaccine-Associated Paralytic Poliomyelitis (VAPP) หรือ โปลิโอที่เกิดขึ้นจากการได้รับวัคซีน จุดที่ทำให้หลายคนไม่อาจมองข้ามคือรูปแบบของโรคเหมือนโปลิโอทุกประการ แต่เกิดขึ้นหลังการได้รับวัคซีนเชื้อเป็นโดยตรง
ช่วงแรก Albert Sabin ปฏิเสธ เขาเชื่อว่ากรณีเหล่านี้น่าจะเป็นการติดเชื้อไวรัสป่าที่บังเอิญเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่า แต่เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1980 เทคโนโลยีใหม่อย่าง DNA sequencing เข้ามาพิสูจน์ข้อสงสัย วัคซีนสายพันธุ์ Sabin type 3 ถูกพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงกลับไปสู่รูปแบบที่มี neurovirulence สูงขึ้นจริงในร่างกายเด็กบางคน และไวรัสที่ก่อโรคถูกยืนยันว่ามีต้นกำเนิดจากวัคซีนเอง ไม่ใช่จากไวรัสป่า
ข้อมูลทางระบาดวิทยาที่ตามมาสะท้อนความจริงอันขมขื่น รายงาน JAMA ปี 1987 ประเมินว่า ความเสี่ยงของ VAPP อยู่ที่ 1 เคสต่อ 2.6 ล้านโดส แต่ความเสี่ยงสูงที่สุดอยู่ที่การได้รับวัคซีนเข็มแรก ประมาณ 1 ต่อ 520,000 โดส หลังจากเข็มที่สองเป็นต้นไป ความเสี่ยงลดลงเหลือเพียง 1 ต่อ 12.3 ล้าน แม้ความน่าจะเป็นดูต่ำมาก แต่สำหรับครอบครัวที่ต้องเผชิญความจริง เด็กหนึ่งคนที่เป็นอัมพาตย่อมมีค่าน้ำหนักมากกว่าตัวเลขทางสถิติใด ๆ
การถกเถียงจึงดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ วงการแพทย์และหน่วยงานสาธารณสุขแบ่งออกเป็นสองขั้ว ฝ่ายที่หนุน OPV ยืนยันว่าความสามารถในการตัดวงจรการแพร่เชื้อและราคาที่เข้าถึงได้ทำให้มันยังเป็นทางเลือกดีที่สุด ขณะที่ ฝ่ายหนุน IPV เห็นว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน แม้ต้องฉีดหลายเข็มและต้นทุนสูงกว่า แต่ก็คุ้มกว่าการยอมให้เด็กบางคนต้องเป็นอัมพาตตลอดชีวิต
ในเวทีประชุมของ CDC, ACIP และแม้กระทั่ง Institute of Medicine (IOM) การถกเถียงเรื่อง OPV vs IPV กลายเป็นวาระแห่งชาติ ทุกครั้งที่มีรายงาน VAPP เพิ่มขึ้น การกดดันให้เปลี่ยนนโยบายก็ทวีความเข้ม แต่ในทางปฏิบัติความกลัวว่าวิถีการฉีดหลายเข็มของ IPV จะทำให้ประชากรบางกลุ่มเข้าไม่ถึงวัคซีน ทำให้การตัดสินใจยังคงยืดเยื้อ การยืดเยื้อเหล่านี้สะท้อนสิ่งสำคัญว่า แม้เทคโนโลยีวัคซีนจะเป็นเครื่องมือป้องกันโรค แต่เมื่อต้องตัดสินใจในระดับประเทศ ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ การเข้าถึง และการเมืองสาธารณสุขจะเข้ามาเป็นตัวแปรที่ทรงพลังไม่แพ้ผลวิจัยในห้องแล็บเลย
หลังจากถกเถียงยืดเยื้อเกือบสองทศวรรษ ในที่สุดสหรัฐก็ยอมรับว่าปัญหา VAPP ไม่อาจถูกกลบไว้ใต้พรมได้อีกต่อไป รายงานสถิติชี้ชัดว่า ตั้งแต่ปี 1973 ถึงต้นทศวรรษ 1980 มีเคส VAPP เกิดขึ้นเฉลี่ย 8–10 รายต่อปี และทั้งหมดเป็นผลจากวัคซีน OPV ไม่ใช่จากไวรัสป่า เมื่อพิจารณาควบคู่กับข้อมูลทางพันธุกรรมที่ยืนยันชัดว่าเชื้อที่ทำให้เด็กเหล่านี้ป่วยคือเชื้อจากวัคซีนเอง เสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงนโยบายก็ยิ่งดังขึ้น
ปี 1996 นักวิจัยเสนอโมเดลใหม่ที่เรียกว่า sequential schedule (บ้านเราอาจคุ้นในชื่อ ค็อกเทล) โดยให้เข็มแรกเป็น IPV หรือ eIPV (enhanced IPV) เพื่อลดความเสี่ยง VAPP ที่สูงสุดในโดสแรก จากนั้นจึงตามด้วย OPV เพื่อยังคงสร้างภูมิในลำไส้ ผลการประเมินพบว่าความเสี่ยงต่อ VAPP ลดลงมากกว่า 90% และยังคงข้อดีของ OPV ในการตัดวงจรการแพร่เชื้อเอาไว้ แต่แม้จะดูเป็นทางออกตรงกลาง นโยบายนี้ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ถาวร
ปี 1997 ACIP เสนอแนะว่าควรเปลี่ยนไปใช้ IPV only แม้จะต้องเพิ่มงบประมาณการฉีดวัคซีนอีกหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปี แต่หากเทียบกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยกว่า 3 ล้านดอลลาร์ที่รัฐต้องจ่ายให้กับผู้ป่วย VAPP ต่อหนึ่งราย การเลือกความปลอดภัยย่อมสมเหตุสมผลกว่า เพียงแต่การตัดสินใจนี้ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริงทันที สหรัฐต้องรอถึงปี 2000 จึงประกาศเปลี่ยนเป็น IPV only schedule อย่างเต็มรูปแบบ และปิดฉากยุค OPV ที่เคยถูกมองว่าเป็นอาวุธเด็ดของการกำจัดโปลิโอ
เมื่อมองจากมุมกว้าง เหตุการณ์นี้สะท้อนความจริงว่าการตัดสินใจด้านวัคซีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่พัวพันกับเศรษฐศาสตร์ การเมือง และการประเมินความเสี่ยงในระดับชาติ การใช้ OPV อย่างเดียวประหยัดและสร้างภูมิระดับชุมชนได้จริง แต่เมื่อความเสี่ยงแม้เพียงเล็กน้อยสร้างโศกนาฏกรรมให้เด็กบางคน สังคมก็เลือกจะยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อความปลอดภัยที่มั่นใจได้
ขณะเดียวกันบนเวทีโลก Global Polio Eradication Initiative (GPEI) ขององค์การอนามัยโลกยังต้องพึ่ง OPV เป็นหลัก โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีไวรัสป่าหลงเหลือ เช่น อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และไนจีเรีย เหตุผลก็ชัดเจน เพราะหากยังมีการแพร่เชื้อในธรรมชาติอยู่ การตัดตอนวงจรโรคด้วยภูมิคุ้มกันในลำไส้จาก OPV คือกลยุทธ์ที่ได้ผลที่สุด แต่เมื่อวันหนึ่งเชื้อไวรัสป่าถูกกำจัดได้หมด โลกก็จะต้องหันกลับไปใช้ IPV เช่นเดียวกับสหรัฐ เพื่อลดความเสี่ยงของ VAPP ให้น้อยที่สุด
เส้นทางของวัคซีนโปลิโอคือบทเรียนใหญ่ที่สะท้อนการเดินทางจาก Cure ไปสู่ Control อย่างชัดเจน จุดเริ่มต้นจากความฝันของ Jonas Salk ที่สร้างวัคซีนเชื้อตายชนิดฉีด (IPV) เพื่อให้เด็กอเมริกันหลุดพ้นจากฝันร้ายของ iron lung และอัมพาตหมู่ ความสำเร็จของเขาคือการปลดปล่อยความกลัวที่กดทับสังคมอเมริกันมานาน แต่เหตุการณ์ Cutter Incident ก็เป็นเครื่องเตือนว่าเพียงความฝันทางวิทยาศาสตร์ไม่พอ ความผิดพลาดในขั้นตอนการผลิตไม่กี่ล็อต สามารถทำให้เด็กหลายร้อยคนป่วยและเสียชีวิตได้จริง เหตุการณ์นั้นจึงบังคับให้รัฐต้องสร้างระบบ surveillance การเฝ้าระวัง และการควบคุมการผลิตอย่างเข้มงวดขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนจาก “รักษา” มาสู่ “ควบคุม”
บนเวทีโลก Albert Sabin เสนอวัคซีนเชื้อเป็นลดทอนชนิดกิน (OPV) ที่ง่าย ราคาถูก และมีข้อได้เปรียบในการสร้างภูมิในลำไส้ ทำให้ตัดวงจรการแพร่เชื้อได้ ความสำเร็จของการทดลองในสิงคโปร์ เชคโกสโลวะเกีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหภาพโซเวียตกว่า 15 ล้านโดส ทำให้ OPV ได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับชุมชนจริง และท้ายที่สุดสหรัฐก็เลือกให้ OPV แทน IPV ใน routine immunization ในปี 1961
แต่ความจริงที่ไม่มีใครอยากเผชิญก็คือ OPV ไม่ได้ปลอดภัยสมบูรณ์แบบ กรณี Vaccine-Associated Paralytic Poliomyelitis (VAPP) คือเงามืดที่ปรากฏขึ้น แม้จะพบเพียง 1 เคสต่อวัคซีนหลายล้านโดส แต่ทุกเคสคือเด็กจริง ๆ ที่ต้องกลายเป็นอัมพาตตลอดชีวิต ครอบครัวเหล่านี้ไม่ยอมรับคำอธิบายว่า “เป็นแค่ความเสี่ยงเล็กน้อย” และไม่มีรัฐบาลไหนจะยอมเห็นเด็กป่วยด้วยโรคจากวัคซีนที่รัฐอนุมัติให้ใช้เอง โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีอย่าง DNA sequencing ยืนยันชัดว่าไวรัสที่ทำให้เกิดโรคคือเชื้อที่มาจากวัคซีนจริง
ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่ประเด็นวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสมการที่มีทั้งเศรษฐกิจและการเมืองเข้ามาพัวพัน รัฐต้องชั่งน้ำหนักว่า หากใช้ OPV ก็เสี่ยงจะมีเด็กป่วย VAPP ทุกปี และแต่ละเคสหมายถึงค่าใช้จ่ายชดเชยเฉลี่ยหลายล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ถ้าเลือก IPV แม้ต้องใช้งบจัดซื้อสูงกว่าในแต่ละโดส แต่กลับเป็นการจ่ายเพื่อความแน่นอน ว่าจะไม่มีเด็กคนใดต้องสูญเสียเพราะวัคซีนอีก เมื่อชั่งแล้วรัฐย่อมเลือกจ่ายแพงกว่าเพื่อป้องกันความสูญเสียที่หนักหนากว่า นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่าการตัดสินใจด้านสาธารณสุขในยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการค้นพบเพื่อ cure แต่คือการคำนวณและออกแบบนโยบายเพื่อ control ในระดับโครงสร้าง
ท้ายที่สุดปี 2000 สหรัฐจึงประกาศเปลี่ยนเป็น IPV only และปิดฉากการใช้ OPV ใน routine immunization ที่เคยถูกมองว่าเป็นอาวุธเด็ดในการกำจัดโปลิโอ บทเรียนของโปลิโอจึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่บอกเราว่า วัคซีนไม่ใช่แค่ขวดสารละลายที่นักวิทยาศาสตร์ผลิตในห้องทดลอง แต่มันคือระบบทั้งหมดที่รวมการผลิต การควบคุม การเฝ้าระวัง กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกัน เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะเลือกต้นทุนแบบใด ความเสี่ยงแบบไหน และใครจะได้รับวัคซีนก่อนหลัง เมื่อนั้น “การรักษา” ก็จะถูกสวมทับด้วย “การควบคุม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #fromCUREtoCONTROL
Write a comment