Sweet Lies: Ep 1 “The Sweet Beginning” (1943-1950)
Ep 1 “The Sweet Beginning” (1943-1950)
การก่อตั้ง Sugar Research Foundation เป็นจุดเริ่มต้นของแผนการที่ยิ่งใหญ่ ในปี 1943 ขณะที่สงครามโลกครั้งที่สองกำลังดำเนินอยู่อย่างเข้มข้น และชาวอเมริกันต้องเผชิญกับการปันส่วนอาหารที่เข้มงวด ตัวแทนจากบริษัทน้ำตาลรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาได้มารวมตัวกันเพื่อหารือเรื่องอนาคตของอุตสาหกรรมน้ำตาล
กลุ่มบริษัทน้ำตาลที่สำคัญ ได้แก่ American Sugar Refining Company, Great Western Sugar Company, และบริษัทน้ำตาลรายใหญ่อื่นๆ ที่ควบคุมการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลในสหรัฐอเมริกา พวกเขามีความกังวลต่อแนวโน้มการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เริ่มชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคน้ำตาลกับปัญหาสุขภาพ
แม้การบริโภคน้ำตาลของชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จนถึงในช่วงปี 1940 การเพิ่มขึ้นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของคนอเมริกัน การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และการเพิ่มขึ้นของเครื่องดื่มหวานและขนมต่างๆ
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้บริหารเหล่านี้ต้องกังวลคือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เริ่มปรากฏในช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 ที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคน้ำตาลกับปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคหัวใจ
ในปี 1943 Sugar Research Foundation (SRF) ได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ Sugar Association ซึ่งเป็นองค์กรล็อบบี้หลักของอุตสาหกรรมน้ำตาลในสหรัฐอเมริกา การก่อตั้ง SRF ถูกประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็น
“องค์กรที่ไม่แสวงหากำไรเพื่อส่งเสริมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับน้ำตาลเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ”
แต่เอกสารภายในที่ถูกค้นพบในภายหลังเผยให้เห็นว่า เป้าหมายที่แท้จริงของ SRF คือการ “ปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมน้ำตาลผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์” ซึ่งหมายความว่า SRF จะใช้เงินทุนจากอุตสาหกรรมน้ำตาลในการสนับสนุนการวิจัยที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับน้ำตาล และขณะเดียวกันก็พยายามลดความน่าเชื่อถือของการวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของน้ำตาล
บุคคลสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรนี้ในช่วงแรกคือ 1.Henry Haas ผู้ที่มีประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมน้ำตาลและมีเครือข่ายที่แข็งแกรงในวงการธุรกิจ Haas เป็นบุคคลที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจว่าการต่อสู้ในอนาคตจะไม่ใช่การต่อสู้ด้วยการโฆษณาหรือการล็อบบี้เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการต่อสู้ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
2.Dr. Robert Hockett ได้ถูกเลือกมาเป็นนักวิทยาศาสตร์หัวหน้าของ SRF โดย Hockett เป็นนักเคมีที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์ในการวิจัยเกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรต การเลือก Hockett เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร
ยุทธศาสตร์ของ SRF นั้นได้พัฒนายุทธศาสตร์ที่มีหลายมิติไม่ว่า
-
การสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เป็นมิตร โดย SRF เริ่มติดต่อกับนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดัง เสนอเงินทุนวิจัยสำหรับโครงการที่ศึกษาเกี่ยวกับน้ำตาล โดยเฉพาะการศึกษาที่มุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ของน้ำตาล เช่น การให้พลังงาน การช่วยในการเจริญเติบโต หรือการใช้เป็นสารกันเสียในอาหาร
-
การสร้างข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนน้ำตาล ทั้งนี้ SRF ไม่ได้แค่ให้เงินทุนแล้วปล่อยให้นักวิจัยทำงานอย่างอิสระ แต่มีการกำหนดทิศทางการวิจัยอย่างละเอียด โดยการตั้งคำถามวิจัยที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ การเลือกวิธีการวิจัยที่เหมาะสม และการตีความผลการวิจัยในทางที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำตาล
-
การสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของสาธารณะ SRF ตระหนักว่าการศึกษาที่ทำโดยบริษัทเอกชนจะถูกมองว่าลำเอียงและไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น การศึกษาทั้งหมดจึงต้องดำเนินการผ่านนักวิจัยในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง และต้องได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือ
การเริ่มต้นของ SRF เป็นไปอย่างรอบคอบและมีระบบ ในปีแรกๆ พวกเขาเริ่มต้นด้วยการให้ทุนสำหรับการวิจัยขนาดเล็กในหลายมหาวิทยาลัย เช่น Harvard Medical School รวมถึงมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยสถาบันเหล่านี้ถูกเลือกเพราะความเป็นเลิศทางวิชาการ รวมถึงชื่อเสียงและอิทธิพลในวงการแพทย์และสาธารณสุข
การวิจัยแรกๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก SRF มุ่งเน้นไปที่การศึกษาเรื่องการย่อยอาหารและการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โดยเน้นที่ประโยชน์ของน้ำตาลในการให้พลังงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การศึกษาเหล่านี้มักจะเปรียบเทียบน้ำตาลกับคาร์โบไฮเดรตซับซ้อนอื่นๆ และพบว่าน้ำตาลให้พลังงานได้เร็วกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า
ขณะที่ SRF กำลังส่งเสริมการวิจัยที่สนับสนุนน้ำตาล พวกเขาก็เริ่มติดตามและศึกษาการวิจัยที่อาจสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลควบคู่ไปด้วย มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาล และมีการวิเคราะห์ว่าการศึกษาใดบ้างที่อาจเป็นภัยคุกคาม
ระบบการติดตามนี้ทำให้ SRF ทราบเป็นการล่วงหน้าเกี่ยวกับการวิจัยที่อาจแสดงให้เห็นถึงผลเสียของน้ำตาล และสามารถเตรียมการตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว การตอบโต้นี้อาจจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์วิธีการวิจัย การตั้งคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย หรือการสนับสนุนการวิจัยใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม
ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 SRF เริ่มประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพล พวกเขาได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักวิจัยหลายคนที่ต่อมากลายเป็นผู้นำทางความคิดในวงการโภชนาการและสาธารณสุข
การสร้างเครือข่ายนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย SRF ต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับนักวิจัย พวกเขาไม่ได้บอกกับนักวิจัยว่าต้องทำอย่างไร แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการวิจัยที่สนับสนุนน้ำตาล
สิ่งที่ SRF ทำได้อย่างชาญฉลาดที่สุดคือการไม่ขัดขวางการวิจัยที่แสดงผลเสียของน้ำตาลโดยตรง แต่เป็นการสร้างการวิจัยที่แสดงผลเสียของสิ่งอื่นๆ แทน โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว การทำเช่นนี้ช่วยให้ SRF หลีกเลี่ยงการถูกมองว่าเป็นองค์กรที่ขัดขวางการค้นหาความจริงทางวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็เบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณะไปจากน้ำตาล
เมื่อเข้าสู่ปี 1950 SRF ได้วางรากฐานที่แข็งแกรงสำหรับภารกิจของพวกเขา มีเงินทุนที่เพียงพอ มีเครือข่ายนักวิจัยที่กว้างขวาง และมีแผนการที่ชัดเจนสำหรับการปกป้องอุตสาหกรรมน้ำตาล
ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เริ่มมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาหารกับโรคหัวใจ และหนึ่งในสาเหตุที่ถูกสงสัยคือน้ำตาล การต่อสู้ที่ SRF เตรียมพร้อมมานานกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เรื่องราวของ SRF ในช่วงปี 1943-1950 เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสามารถใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างไร จากการเริ่มต้นที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงองค์กรวิจัยธรรมดาๆ ในปี 1943 SRF ได้พัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลในการสร้างและควบคุมความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ความสำเร็จของพวกเขาในการสร้างเครือข่ายและสร้างอิทธิพลในช่วงเจ็ดปีแรกจะกลายเป็นรากฐานสำหรับการปฏิบัติการที่ใหญ่กว่าและมีผลกระทบมากกว่าในทศวรรษต่อๆ มา ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการกินอาหารและสุขภาพของคนทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
ติดตาม Episode 2 ในตอนต่อไป #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #SweetLies
Write a comment