The Plant-Based Empire: How Seventh-Day Adventists Captured the World Episode 3: The Research Factory

เมื่องานวิจัย สามารถสนับสนุนให้องค์สำเร็จตามเป้าหมายได้
The Plant-Based Empire: How Seventh-Day Adventists Captured the World
Episode 3: The Research Factory

(1950–1970)

ปี ค.ศ. 1950 รายงานภายในของกระทรวงศึกษาธิการรัฐแคลิฟอร์เนียระบุสถานะทางกฎหมายของสถาบันใหม่ที่ชื่อว่า Loma Linda University ว่า “เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนภายใต้การบริหารของ Seventh-day Adventist Church มีสิทธิ์มอบปริญญาทางการแพทย์และสาธารณสุขตามข้อกำหนดของรัฐ” ข้อความเพียงไม่กี่ย่อหน้าในเอกสารราชการฉบับนั้นสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของขบวนการศาสนาที่ก่อตั้งมากว่าร้อยปีก่อน จากจุดเริ่มต้นในนิมิตของ Ellen White และการก่อตั้ง Battle Creek Sanitarium สู่การยึดครองพื้นที่ทางวิชาการอย่างเป็นทางการในระบบมหาวิทยาลัย การมีชื่อในทะเบียนของรัฐทำให้ Loma Linda ไม่ได้เป็นเพียงโรงพยาบาลศาสนา หากแต่กลายเป็นประตูสู่การผลิตองค์ความรู้ที่มีผลต่อสังคมวงกว้างโดยตรง

การเติบโตของ Loma Linda ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสัมพันธ์โดยตรงกับบริบทการแพทย์สหรัฐที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว รัฐบาลกลางสหรัฐจัดสรรงบประมาณมหาศาลให้กับงานวิจัยและการฝึกอบรมบุคลากรด้านสุขภาพเพื่อรับมือกับทั้งโรคติดเชื้อและโรคเรื้อรังที่เริ่มปรากฏชัดในประชากรเมือง การปฏิรูปกฎหมาย GI Bill เปิดโอกาสให้ทหารผ่านศึกจำนวนมากเข้าสู่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิชาชีพทางการแพทย์ ความต้องการแพทย์ พยาบาล และนักโภชนาการเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน สำหรับ Seventh-day Adventists ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการแพทย์ทางเลือก การถือครองสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองอย่างเต็มรูปแบบคือช่องทางสร้างอำนาจใหม่ที่ต่างจากการเทศนาในโบสถ์หรือการขายอาหารเพื่อสุขภาพ มันคือการเข้าสู่ระบบที่สามารถออกปริญญา รับเงินทุนวิจัย และผลิตข้อมูลที่ถูกนับรวมในฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์โลก

ภายในรั้วมหาวิทยาลัย Loma Linda แผนกโภชนาการและสาธารณสุขถูกตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีภารกิจหลักคือศึกษาผลของรูปแบบอาหารมังสวิรัติที่เป็นรากฐานศาสนจักร ข้อมูลจากรายงานการประชุมคณะกรรมการมหาวิทยาลัยในปี 1958 ระบุอย่างชัดว่า “สถาบันมีพันธกิจเฉพาะในการตรวจสอบผลทางสุขภาพของอาหารพืช เพื่อประโยชน์ต่อการแพทย์เชิงป้องกันและการเผยแพร่สู่สาธารณะ” นี่เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการกำหนดวาระวิจัยที่เชื่อมตรงกับความเชื่อทางศาสนา และทำให้การศึกษาเหล่านี้ต่างจากการทดลองทั่วไปในมหาวิทยาลัยอื่นที่มุ่งเน้นเพียงสารอาหารหรือโรคเฉพาะโรค

ในทศวรรษ 1960 เมื่อกระแสระบาดวิทยาสมัยใหม่เริ่มก่อร่างขึ้น Loma Linda ได้ประกาศโครงการที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญ นั่นคือ Adventist Mortality Study ซึ่งเริ่มเก็บข้อมูลจากสมาชิกนิกายหลายหมื่นคนในรัฐแคลิฟอร์เนีย รายงานเบื้องต้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Public Health Reports ปี 1965 แสดงผลว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและมะเร็งในกลุ่มแอดเวนติสต์ต่ำกว่าประชากรทั่วไปของสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ แม้ผู้เขียนบทความจะระบุข้อจำกัดเชิงวิธีวิจัย เช่น การเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ศรัทธาส่วนใหญ่และการใช้แบบสอบถามอาหารที่อาจไม่ละเอียดเพียงพอ แต่การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบสถิติเปรียบเทียบก็เพียงพอที่จะสร้างแรงกระเพื่อมในวงวิชาการและสื่อมวลชน ผลการศึกษานี้ถูกอ้างถึงในบทความข่าวสุขภาพของ Los Angeles Times ในปีเดียวกันว่า “เป็นหลักฐานใหม่ที่ชี้ว่าการหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์อาจสัมพันธ์กับอายุยืนยาว”

เมื่อข้อมูลเริ่มแพร่หลาย Loma Linda จึงตระหนักว่าการทำงานในกรอบโครงการระยะสั้นไม่เพียงพอ คณะสาธารณสุขได้จัดตั้ง Adventist Health Study (AHS) อย่างเป็นระบบในช่วงปลายทศวรรษ 1960 โดยมีวัตถุประสงค์เก็บข้อมูลระยะยาว ครอบคลุมทั้งพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และประวัติสุขภาพของสมาชิกนิกายหลายหมื่นคน การมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่เปิดทางให้เกิดการตีพิมพ์ต่อเนื่องในวารสารการแพทย์ที่มีมาตรฐาน peer review ซึ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ แม้จะยังมีคำถามต่อความเป็นกลาง เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากสังคมทั่วไป ทั้งไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ และมีวินัยทางศาสนา แต่ในเชิงภาพรวม งานวิจัยเหล่านี้ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นการศึกษาเชิงระบาดวิทยาขนาดใหญ่กลุ่มแรกๆ ที่พยายามเชื่อมโยงอาหารกับโรคเรื้อรัง

เอกสารจดหมายโต้ตอบระหว่างผู้บริหาร Loma Linda กับ National Institutes of Health (NIH) ในปี 1969 เผยให้เห็นความก้าวหน้าเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยได้ยื่นขอรับทุนสนับสนุนเพื่อต่อยอดโครงการ AHS โดยชี้ว่าข้อมูลจากกลุ่มแอดเวนติสต์มีคุณค่าต่อการทำความเข้าใจบทบาทของอาหารมังสวิรัติในระดับสาธารณสุข นี่คือจุดที่ความเชื่อศาสนาถูกบรรจุเข้าไปในภาษาวิชาการและการเมืองเชิงงบประมาณ การยอมรับเงินทุนจาก NIH ไม่เพียงทำให้ AHS มีความมั่นคง แต่ยังเปลี่ยนสถานะของงานวิจัยจาก “ข้อมูลภายในนิกาย” สู่ “ข้อมูลของชาติ” ที่สามารถอ้างอิงโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอื่นได้อย่างเปิดเผย

แม้จะได้รับทุนและการตีพิมพ์ งานวิจัยจาก Loma Linda ก็ไม่รอดพ้นจากเสียงวิพากษ์ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันอื่นตั้งคำถามว่าอัตราการเกิดโรคที่ต่ำกว่าอาจไม่ได้เกิดจากอาหารมังสวิรัติ หากแต่จากปัจจัยอื่น เช่น การไม่สูบบุหรี่หรือไม่ดื่มสุรา ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติของนิกายอยู่แล้ว ข้อโต้แย้งเหล่านี้สะท้อนความซับซ้อนของการตีความข้อมูลและทำให้ AHS ถูกมองทั้งในฐานะ “หลักฐานเชิงสนับสนุนอาหารพืช” และ “กรณีศึกษาของกลุ่มที่มีพฤติกรรมเฉพาะ” ไปพร้อมกัน การถกเถียงนี้ทำให้บทบาทของ Loma Linda ในเวทีวิชาการไม่ใช่เพียงการผลิตข้อมูล แต่ยังเป็นการผลักดันให้สังคมวิทยาศาสตร์ต้องพิจารณาวิธีวิจัยและการเลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างจริงจังมากขึ้น

ในเชิงโครงสร้าง ผลลัพธ์ของการมีมหาวิทยาลัยและโครงการวิจัยระยะยาวคือการสร้าง “โรงงานผลิตงานวิจัย” ที่สามารถผลิตทั้งข้อมูล สถิติ และบทความตีพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง เอกสารรายงานภายในของมหาวิทยาลัยในปี 1970 ระบุเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า “Loma Linda จะเป็นผู้นำในการวิจัยด้านอาหารมังสวิรัติและสุขภาพเชิงป้องกันในระดับประเทศ” การประกาศเช่นนี้ไม่ใช่ถ้อยคำทางการตลาด แต่สะท้อนเจตนารมณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งศาสนจักรและภาครัฐ และกลายเป็นรากฐานที่จะถูกขยายต่อไปในทศวรรษถัดมา

รายงาน Adventist Mortality Study ที่เผยแพร่ในปี 1965 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลลัพธ์เชิงสถิติ แต่มันกลายเป็นใบเบิกทางที่ทำให้ Loma Linda University เริ่มถูกเชิญไปอยู่บนเวทีวิชาการที่กว้างขึ้น เอกสารการประชุมของ American Heart Association ในปี 1967 มีการระบุชื่อผู้แทนจาก Loma Linda ในฐานะวิทยากรที่บรรยายหัวข้อเกี่ยวกับอัตราการตายจากโรคหัวใจในกลุ่มแอดเวนติสต์ การที่นักวิจัยจากสถาบันที่มีพื้นฐานทางศาสนาสามารถนำเสนอข้อมูลท่ามกลางแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนชั้นนำ สะท้อนให้เห็นว่าความน่าเชื่อถือได้ถูกสร้างขึ้นอย่างมีขั้นตอน แม้จะยังมีข้อจำกัด แต่วิธีการเก็บข้อมูลแบบ cohort และการติดตามสุขภาพในระยะยาวถือเป็นนวัตกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางของระบาดวิทยาสมัยใหม่พอดี

ข้อมูลจากบันทึกภายในของมหาวิทยาลัยชี้ว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 มีการกำหนดวาระใหม่สำหรับ Adventist Health Study (AHS) ให้ครอบคลุมการวัดผลทางชีวเคมี เช่น ระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่สามารถเปรียบเทียบกับมาตรฐานทางการแพทย์สหรัฐได้ การเคลื่อนไหวนี้แสดงถึงการก้าวจากการใช้แบบสอบถามและบันทึกการเสียชีวิต ไปสู่การใช้เครื่องมือทางห้องแล็บและตัวเลขเชิงคลินิกที่เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนงานวิจัยจาก “คำบอกเล่า” ของสมาชิกนิกาย ไปเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้ด้วยเครื่องมือวัดและมาตรฐานเดียวกับสถาบันการแพทย์ระดับชาติ

บทความใน Journal of the American Medical Association (JAMA) ปี 1968 ได้กล่าวถึงการศึกษา AHS ว่าเป็น “หนึ่งในความพยายามเชิงระบาดวิทยาที่น่าจับตา แม้จะมีข้อจำกัดด้านการเลือกกลุ่มตัวอย่าง แต่การติดตามระยะยาวเช่นนี้จะให้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่มีคุณค่า” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนท่าทีของวงวิชาการที่เริ่มเปิดพื้นที่ให้งานวิจัยที่มีที่มาจากกลุ่มศาสนา แม้ว่าจะไม่ได้ยกย่องอย่างเต็มที่ แต่การถูกบันทึกในวารสารการแพทย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดฉบับหนึ่งก็ถือเป็นก้าวสำคัญในการสถาปนาความน่าเชื่อถือ

ภายใน Loma Linda University เอง มีการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการวิจัยสถาบันเพื่อกำกับทิศทาง และจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจสำหรับงานโภชนาการเชิงป้องกัน บันทึกการประชุมปี 1969 ระบุว่าคณะกรรมการได้เห็นชอบให้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การวิจัย 10 ปี ที่เน้นการเชื่อมโยงอาหารมังสวิรัติกับโรคหัวใจและมะเร็ง เป้าหมายคือการผลิตงานตีพิมพ์ต่อเนื่องเพื่อสะสมหลักฐานอย่างเป็นระบบให้มากพอจนกลายเป็นฐานอ้างอิงได้ในระดับนโยบาย แม้จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำเชิงการเมือง แต่โครงสร้างแผนงานนี้สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะทำให้ข้อสรุปทางศาสนากลายเป็นองค์ความรู้ที่ถูกยอมรับในสังคมโลกวิทยาศาสตร์

ในเวลาเดียวกัน เสียงวิจารณ์ก็ทวีความชัดเจนมากขึ้น นักวิจัยจาก University of Minnesota และ Stanford ได้ตีพิมพ์บทความโต้แย้งว่าการศึกษาของ Loma Linda อาจสะท้อน “healthy user bias” กล่าวคือ ผู้ที่เข้าร่วมในกลุ่มแอดเวนติสต์มีแนวโน้มที่จะดูแลสุขภาพโดยรวมดีกว่าคนทั่วไป ทั้งเรื่องการนอน การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตที่มีระเบียบ ซึ่งทำให้ผลการศึกษาไม่สามารถสรุปได้ว่าปัจจัยหลักคืออาหารเพียงอย่างเดียว ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นในการประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์หลายครั้ง และกลายเป็นแรงกดดันให้ Loma Linda ต้องปรับปรุงวิธีการออกแบบการวิจัย เช่น การใช้กลุ่มควบคุมที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมากขึ้น

แม้มีข้อวิจารณ์ แต่ AHS ก็ได้รับการอ้างอิงอย่างต่อเนื่องในงานวิจัยด้านโภชนาการช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็ง งานวิจัยจาก Loma Linda ถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในรายงานของ American Cancer Society และรายงานการประชุมของ National Cancer Institute ซึ่งแสดงถึงการยอมรับในระดับหนึ่งว่างานจากสถาบันศาสนานี้มีคุณค่าในเชิงข้อมูลสำหรับการกำหนดทิศทางการวิจัยระดับชาติ ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคือการที่สังคมวิทยาศาสตร์เริ่มพูดถึงอาหารมังสวิรัติและอาหารพืชในฐานะ “ปัจจัยที่ควรศึกษา” ไม่ใช่เพียงความเชื่อทางศาสนา

การทำงานในทศวรรษ 1950–1970 จึงสร้างโครงสร้างที่ทำหน้าที่เสมือนโรงงานวิจัยขนาดย่อม ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมหมื่นคนถูกเปลี่ยนเป็นตัวเลข เปลี่ยนเป็นกราฟ และเปลี่ยนเป็นบทความตีพิมพ์ที่กระจายไปในวงวิชาการระดับชาติและนานาชาติ หากมองในเชิงระบบ จะเห็นว่ามีการสร้างห่วงโซ่ครบวงจรตั้งแต่การเก็บข้อมูลชุมชนศาสนา / การประมวลผลทางสถิติ / การตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ / การถูกอ้างอิงในรายงานขององค์กรวิชาชีพ ความต่อเนื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้ Loma Linda ไม่เพียงทำหน้าที่สอนนักศึกษาแพทย์ แต่ยังผลิต “สินค้าทางวิชาการ” ที่สามารถส่งออกสู่โลกได้อย่างต่อเนื่อง

เอกสาร NIH ในปี 1970 ที่อนุมัติทุนเพิ่มเติมสำหรับการขยาย AHS ยืนยันสถานะของ Loma Linda ในฐานะสถาบันวิจัยระดับชาติ การได้รับทุนสนับสนุนอย่างเป็นทางการแปลว่าโครงการของนิกายศาสนาได้ถูกรวมเข้าไปในระบบการวิจัยของรัฐบาลกลางอย่างสมบูรณ์ ผลที่ตามมาคือการเปิดประตูให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้สามารถร่วมมือกับนักวิจัยจากสถาบันอื่น และสร้างเครือข่ายที่จะก้าวไปไกลกว่าชุมชนแอดเวนติสต์เอง

เมื่อพิจารณาจากมุมมองของประวัติศาสตร์โภชนาการ ทศวรรษนี้คือช่วงเวลาที่ความเชื่อทางศาสนาถูกแปลงร่างเป็นงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีความต่อเนื่องและสามารถตรวจสอบได้ แม้จะมีข้อจำกัดที่นักวิทยาศาสตร์บางส่วนยังไม่ยอมรับ แต่การที่ AHS สามารถยืนอยู่ในพื้นที่ของการถกเถียงได้อย่างจริงจัง ก็นับเป็นชัยชนะเชิงโครงสร้างในระดับหนึ่ง Loma Linda University ได้ก่อร่างโรงงานวิจัยที่ผลิตข้อมูลซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้แนวคิดการกินพืชเป็นหลักเริ่มถูกมองว่าเป็นประเด็นวิชาการ ไม่ใช่แค่หลักปฏิบัติของศาสนาเพียงอย่างเดียว

ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 บทบาทของ Loma Linda University และ Adventist Health Studies เริ่มก้าวออกนอกกรอบของนิกายเองไปสู่การสร้างเครือข่ายกับสถาบันการศึกษาและบุคคลที่อยู่ในระดับแนวหน้าของวงวิชาการ เอกสารจดหมายที่เก็บรักษาอยู่ในหอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยเผยให้เห็นว่ามีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักวิจัยจาก Harvard School of Public Health และ University of California, Berkeley โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและการบริโภคไขมัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลเช่นนี้ทำให้ผลการวิจัยของ AHS ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในวารสารศาสนาหรือรายงานภายใน แต่ถูกนำไปอ้างอิงในบทความวิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดกรอบคิดเรื่องอาหารกับโรคเรื้อรังในสหรัฐอเมริกา

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่การวิจัยโภชนาการกำลังเปลี่ยนทิศทางไปสู่การหาความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร ไขมัน คอเลสเตอรอล และโรคหัวใจ ความขัดแย้งทางวิชาการระหว่างกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในบทบาทของไขมันอิ่มตัวกับผู้ที่ชี้ไปยังบทบาทของคาร์โบไฮเดรตทำให้เวทีโภชนาการเต็มไปด้วยการถกเถียง ข้อมูลจาก AHS ที่ชี้ว่ากลุ่มมังสวิรัติซึ่งหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์มีอัตราโรคหัวใจต่ำกว่าประชากรทั่วไป ถูกหยิบมาใช้เป็น “หลักฐานสนับสนุน” ในการรณรงค์ลดการบริโภคไขมันจากสัตว์ แม้ว่านักวิจารณ์บางรายจะเตือนว่าข้อมูลเหล่านี้ยังไม่สามารถแยกแยะผลของอาหารออกจากปัจจัยด้านพฤติกรรมอื่น ๆ ได้ชัดเจน แต่การถูกอ้างอิงในประเด็นใหญ่ที่กำลังถกเถียงระดับชาติถือเป็นการยกระดับสถานะของงานวิจัยจาก Loma Linda อย่างมีนัยสำคัญ

จดหมายปี 1971 ระหว่างคณบดีคณะสาธารณสุข Loma Linda กับคณะกรรมการโภชนาการของ American Heart Association แสดงให้เห็นว่ามีการขอเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการวิจัยระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับอาหารและโรคหัวใจ แม้การเจรจาจะยังไม่ก่อให้เกิดความร่วมมือเต็มรูปแบบ แต่การถูกยอมรับให้มีที่นั่งในการประชุมและเวิร์กช็อปสะท้อนว่ามหาวิทยาลัยที่มีรากฐานจากศาสนาได้ก้าวสู่การมีส่วนร่วมในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระดับประเทศแล้ว สิ่งนี้ยังเปิดทางให้บุคลากรจาก Loma Linda ได้สร้างเครือข่ายกับนักวิจัยที่ต่อมาจะกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางโภชนาการโลกในช่วงทศวรรษ 1970–1990

เมื่อหันกลับไปดูโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นตลอดสองทศวรรษ จะเห็นการทำงานในลักษณะ “โรงงานวิจัย” อย่างชัดเจน ตั้งแต่การเก็บข้อมูลผู้ศรัทธาจำนวนมาก การใช้ทุนสนับสนุนจาก NIH เพื่อขยายโครงการ การตีพิมพ์ต่อเนื่องในวารสารวิชาการ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับสถาบันหลักในประเทศ ห่วงโซ่นี้ทำให้ SDA สามารถป้อนข้อมูลเข้าสู่วงวิทยาศาสตร์และสาธารณะได้อย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์คือการที่แนวคิดเรื่องอาหารพืชกับสุขภาพเริ่มปรากฏในเอกสารและเวทีที่เกินขอบเขตของศาสนาไปไกล

รายงานสรุปประจำปี 1970 ของ Adventist Health Study จบด้วยถ้อยคำที่ระบุว่า “ข้อมูลที่รวบรวมได้มีคุณค่าในการกำหนดทิศทางการวิจัยโรคหัวใจและมะเร็งของชาติ และสามารถเป็นรากฐานในการกำหนดนโยบายด้านโภชนาการต่อไป” การเขียนในลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่าบทบาทของ Loma Linda และโครงการ AHS ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างองค์ความรู้ หากแต่จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับระดับนโยบายในอนาคต และนี่เองที่ปูเส้นทางตรงเข้าสู่ทศวรรษ 1970–1990 เมื่อ Harvard และเครือข่ายนักวิจัยที่มีทุนสนับสนุนมหาศาลจะเข้ามาเป็นเวทีหลักในการเผยแพร่แนวคิดเรื่องการกินพืชเพื่อสุขภาพ

การพัฒนาเครือข่ายวิจัยของ SDA ไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อเข้าสู่ปี 2002 โครงการ Adventist Health Study-2 (AHS-2) เริ่มต้นขึ้น โดยมีการขยายขอบเขตผู้เข้าร่วมให้ครอบคลุมชาวแอฟริกัน-อเมริกันในสัดส่วนมากขึ้น เพื่อศึกษาความแตกต่างของปัจจัยด้านอาหารและสุขภาพในกลุ่มประชากรที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความเป็นตัวแทนของงานวิจัย

หนึ่งในบุคคลที่มักถูกยกเป็นสัญลักษณ์ด้านสุขภาพของชุมชน Adventist คือ Hulda Crooks นักปีนเขาชาวอเมริกันที่เริ่มปีนเขาเมื่ออายุ 54 ปี และปีน Mount Whitney ครั้งแรกเมื่ออายุ 66 ปี เธอกลายเป็นที่รู้จักทั่วสหรัฐจากการปีนยอด Mount Whitney ได้สำเร็จหลายครั้งในวัยเกิน 90 ปี และเสียชีวิตในวัย 101 ปี เธอเคยทำงานเป็นนักวิจัยทางการแพทย์ให้กับ Dr. Mervyn Hardinge คณบดี Loma Linda University School of Public Health และในปี 1990 สภาคองเกรสได้เปลี่ยนชื่อ Day Needle เป็น Crooks Peak เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ

ดังนั้น หากช่วงแรกของขบวนการ SDA คือการเปลี่ยนความเชื่อให้เป็นสถาบันการแพทย์ และช่วงที่สองคือการสร้างอาณาจักรธุรกิจอาหารเช้า ช่วงเวลาของทศวรรษ 1950–1970 คือการสร้างโรงงานวิจัยที่สามารถป้อนข้อมูลสู่โลกวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้าสู่ทศวรรษถัดมา งานวิจัยเหล่านี้จะถูกยกระดับและขยายผลผ่านเวทีที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่าง Harvard และจะกลายเป็นก้าวถัดไปของเรื่องราว นั่นคือ The Harvard Influence

#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #ThePlantBasedEmpire

=====================

🍫 บราวนีทางเลือก จาก ตำรับเอ๋ 🍫

https://www.facebook.com/share/p/1Euxc7S6fE

ทางเลือกของคนจำกัดคาร์โบไฮเดรต


Write a comment
No comments yet.