EP7: The Environmental Turn (1990–2005) ตอนที่ 2 – การต่อสู้ด้วยตัวเลขและการเมืองของอาหาร
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990s ถึงต้น 2000s องค์กรเอกชนและนักกิจกรรมหลายกลุ่มเริ่มก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับสำคัญที่ผลักดันประเด็นอาหารเข้าสู่กรอบสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง รายงานจาก Worldwatch Institute ที่นำโดย Lester Brown และนักวิจัยรุ่นใหม่ได้วิเคราะห์ว่าการผลิตเนื้อสัตว์เป็นการใช้ทรัพยากรที่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะต้องใช้น้ำและธัญพืชจำนวนมหาศาลเพื่อเลี้ยงสัตว์หนึ่งตัว แต่กลับได้เนื้อและพลังงานกลับมาน้อยกว่าการบริโภคพืชโดยตรง ข้อค้นพบเชิงสถิติเหล่านี้ได้รับความสนใจในวงวิชาการและกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับ NGO ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า “การกินเนื้อ” มิใช่เรื่องส่วนบุคคล หากเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมโลก
กระแสนี้ถูกขยายโดยสื่อมวลชนที่เริ่มมองหา narrative ใหม่ในการรายงานปัญหาโลกร้อน นอกจากการพูดถึงรถยนต์หรือโรงงานไฟฟ้าแล้ว เรื่องอาหารเป็นหัวข้อที่ใกล้ตัวผู้อ่านและดึงความสนใจได้ง่ายกว่า
หนังสือพิมพ์ในสหรัฐและยุโรปบางฉบับจึงเริ่มเผยแพร่บทความเชิงวิจัยที่ชี้ว่า “อาหารบนโต๊ะทุกมื้อคือส่วนหนึ่งของ climate footprint” แนวคิดนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าประชาชนทุกคนเกี่ยวพันโดยตรงกับปัญหา ไม่ใช่เพียงบริษัทพลังงานหรือรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ ความรับผิดชอบถูกกระจายลงมาถึงผู้บริโภค และอาหารจึงกลายเป็นพื้นที่ใหม่ของการเมืองสิ่งแวดล้อม
องค์กรสิทธิสัตว์อย่าง PETA ซึ่งก่อนหน้านั้นมุ่งเน้นเรื่องการทารุณสัตว์ในฟาร์มและโรงฆ่าสัตว์ ก็ปรับกลยุทธ์มาใช้ประเด็นโลกร้อนเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ ตัวอย่างเช่นการออกแคมเปญที่ประกาศว่า “Meat is the No.1 cause of climate change” แม้จะเป็นคำกล่าวที่เกินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่การ framing ในลักษณะนี้ช่วยสร้างกระแสสังคมที่กว้างขวางมากขึ้น คนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยและเมืองใหญ่ถูกดึงเข้าสู่การเคลื่อนไหวเพราะรู้สึกว่าการละเว้นเนื้อสัตว์เป็นการแสดงออกเชิงการเมืองที่จับต้องได้ การกินมังสวิรัติไม่ใช่เพียงการเลือกด้านสุขภาพหรือศีลธรรม แต่ถูกทำให้เป็นการ “ต่อสู้เพื่อโลก”
ในทางวิทยาศาสตร์ ตัวเลขที่ NGO ใช้อ้างอิงมักจะมาจากการคำนวณของสถาบันวิจัยอิสระ เช่น World Resources Institute ซึ่งประเมินว่าอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์มีส่วนอย่างมากต่อการใช้ที่ดิน น้ำ และพลังงาน แต่การถกเถียงอย่างจริงจังเริ่มปะทุเมื่อ FAO เผยแพร่รายงาน Livestock’s Long Shadow ที่ประเมินว่าภาคปศุสัตว์คิดเป็น 18% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก ตัวเลขนี้ถูกสร้างขึ้นจากการคำนวณที่รวมทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การตัดไม้ทำลายป่า การปลูกธัญพืชเลี้ยงสัตว์ การขนส่ง การแปรรูป ไปจนถึงการปล่อยก๊าซมีเทนจากการย่อยหญ้าของสัตว์เคี้ยวเอื้อง
ปัญหาคือในขณะที่ภาคปศุสัตว์ถูกนับรวมทั้งวงจรชีวิต การขนส่งกลับถูกวัดเพียงการปล่อยจากท่อไอเสียโดยตรง ส่งผลให้เกิดการเปรียบเทียบที่ไม่เท่าเทียมกันและนำไปสู่ข้อโต้แย้งว่านี่คือการเปรียบ “แอปเปิลกับส้ม” นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยรวมถึง World Resources Institute ได้ท้วงติงว่า การเปรียบเทียบเช่นนี้ทำให้ปศุสัตว์ถูกวาดภาพว่าเป็นผู้ร้ายใหญ่เกินจริง และสังคมอาจถูกชี้นำให้เข้าใจผิด แต่ข้อโต้แย้งเหล่านี้ไม่ได้ถูกขยายในสื่อมวลชนเท่ากับตัวเลข 18% ที่สั้น กระชับ และช็อกผู้คนได้มากกว่า
สิ่งที่สำคัญกว่าความถูกต้องของวิธีการคำนวณคือผลสะเทือนเชิงสังคมที่ตามมา เมื่อสื่อกระแสหลักอย่าง New York Times และ The Guardian พาดหัวข่าวว่า “เนื้อสัตว์ก่อมลพิษมากกว่ารถยนต์” ภาพจำดังกล่าวก็หยั่งรากลึกลงในความคิดสาธารณะ ประชาชนเริ่มเชื่อมโยงอาหารบนจานกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยอัตโนมัติ และนี่เองที่ทำให้ narrative ของ “plant-based for the planet” มีพลังมากขึ้นกว่าที่เคย
สำหรับขบวนการ Seventh-Day Adventists การเปลี่ยนทิศทางนี้คือโอกาสที่จะยืดอายุ narrative ที่สืบทอดกันมานานกว่าศตวรรษ เดิมที SDA เน้นการกินพืชเพื่อสุขภาพและศีลธรรม แต่เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุคสิ่งแวดล้อม เหตุผลด้าน climate ก็ถูกนำมาใช้เสริมโดยนักวิจัยจากสถาบันที่เกี่ยวข้อง เช่น Loma Linda University ที่ตีพิมพ์บทความเปรียบเทียบ ecological footprint ของอาหารพืชกับเนื้อสัตว์ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้ SDA กลายเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม หากแต่ทำให้โครงสร้างที่สร้างไว้แล้วสามารถเชื่อมโยงกับ narrative สากลได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
เมื่อ NGO นักวิชาการ และสื่อมวลชนช่วยกันขับเคลื่อนจนเกิดกระแส “เนื้อสัตว์คือผู้ร้ายของโลก” การเมืองเรื่องอาหารจึงก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ที่ไม่ได้อยู่แค่ในวงการสาธารณสุขอีกต่อไป หากแต่เข้าไปมีบทบาทในเวทีเจรจาสิ่งแวดล้อมระดับโลกและในนโยบายของรัฐสมัยใหม่
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #ThePlantBasedEmpire
=====================
🍫 บราวนีทางเลือก จาก ตำรับเอ๋ 🍫
https://www.facebook.com/share/p/1Euxc7S6fE
ทางเลือกของคนจำกัดคาร์โบไฮเดรต
Write a comment