The Keys Effect EP.3 สูตรอาหารที่รัฐสนับสนุน เมื่อทุนอาหารโลกเข้าครัว
เมื่อชื่อของ Ancel Keys กลายเป็นที่รู้จักจากการพัฒนา K-Ration และโครงการ Minnesota Starvation Experiment รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มมองว่าเขาไม่ใช่แค่นักวิจัยทั่วไป แต่เป็น “ผู้กำหนดนิยามใหม่ของอาหารสงครามและอาหารฟื้นฟู” ที่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของร่างกายมนุษย์ในสภาวะขาดแคลนอาหาร
สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้คือหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ในปี 1946 มีการประชุมลับระหว่าง ตัวแทนจาก USDA, War Department, และ Rockefeller Foundation ที่โรงแรม Willard ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การประชุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางในการ “ควบคุมอาหารของโลกหลังสงคราม” โดยใช้ข้อมูลจากการทดลองของ Keys เป็นพื้นฐาน
ในเอกสารที่เปิดเผยในปี 1992 พบว่าการประชุมครั้งนี้มีการหารือเรื่อง “Food as Diplomatic Tool” โดยใช้การช่วยเหลือด้านอาหารเป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศ ชื่อของ Keys ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์” สำหรับโครงการนี้
จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หลังปี 1945 เขาจะได้รับเชิญจากสององค์กรสำคัญระดับโลก คือ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และ องค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อร่วมร่างแนวทางโภชนาการชั่วคราวสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามทั่วโลก การเชิญนี้ไม่ใช่เพียงการยอมรับความเชี่ยวชาญ แต่เป็นการเปิดประตูให้เขาเข้าสู่วงในของการกำหนดนโยบายอาหารระดับโลก
เครือข่ายทุนและอำนาจเบื้องหลัง
สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ Keys เข้าไปมีบทบาทในระดับโลกไม่ใช่เพราะความสามารถทางวิชาการอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการที่เขามี “เครือข่ายคนสำคัญ” ที่เหมาะสม
หนึ่งในบุคคลสำคัญคือ Dr. Brock Chisholm ผู้อำนวยการคนแรกของ WHO ซึ่งเคยทำงานใกล้ชิดกับ War Department ของสหรัฐฯ ในช่วงสงคราม Chisholm มองเห็นคุณค่าของข้อมูลจาก Minnesota Starvation Experiment และเห็นว่าสามารถนำไปใช้ในการ “จัดการปัญหาอาหารของโลกหลังสงคราม” ได้
นอกจากนี้ยังมี Sir John Boyd Orr ผู้อำนวยการคนแรกของ FAO ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการใช้อาหารเป็น “เครื่องมือสำหรับสร้างสันติภาพโลก” Boyd Orr เชื่อว่าการควบคุมการแจกจ่ายอาหารจะช่วยป้องกันสงครามในอนาคต และข้อมูลของ Keys เป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจว่า “อาหารแบบไหนที่ทำให้คนมีความสุขและไม่ก่อจลาจล”
ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือบทบาทของ Rockefeller Foundation ที่ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้ Keys มาโดยตลอด มูลนิธิแห่งนี้มีเป้าหมายใน “การสร้างมาตรฐานสุขภาพโลก” และเห็นว่าการควบคุมอาหารเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้
ข้อมูลจากผลการทดลองของเขาในห้องแล็บที่ Minnesota ไม่ได้ถูกส่งไปยัง USDA และ War Department ตรงๆ แต่ผ่าน “ช่องทางพิเศษ” ที่เรียกว่า Scientific Intelligence Unit ซึ่งเป็นหน่วยงานลับที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ หน่วยงานนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1943 โดยมีภารกิจในการ “รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างอิทธิพลระหว่างประเทศ” ข้อมูลจาก Minnesota Starvation Experiment ถูกจัดเป็น “Strategic Scientific Intelligence” เพราะสามารถใช้ในการออกแบบโปรแกรมช่วยเหลือที่สร้างการพึ่งพิงทางการเมือง
เอกสารที่ปลดลับในปี 1998 เผยให้เห็นว่ามีการประชุมลับในเดือนตุลาคม 1946 ระหว่าง Keys กับตัวแทนจาก Office of Strategic Services (OSS) ซึ่งเป็นหน่วยงานสืบราชการลับของสหรัฐฯ ก่อนที่จะกลายเป็น CIA ในภายหลัง
ในการประชุมนี้ Keys ได้นำเสนอแนวคิด “Nutritional Dependency Strategy” ซึ่งเป็นการใช้อาหารและโภชนาการเป็นเครื่องมือในการสร้างการพึ่งพิงทางการเมือง ประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือด้านอาหารจะต้องปฏิบัติตามแนวทางโภชนาการที่กำหนด และซื้อวัตถุดิบอาหารจากประเทศที่เป็นพันธมิตร
ก่อนจะถูกส่งต่อไปยัง FAO และ WHO ข้อมูลของ Keys ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาอะไรบางอย่าง ที่เราเรียกเล่นๆว่า Fiat Nutrition System ซึ่งเป็นระบบการกำหนดมาตรฐานโภชนาการที่ไม่ได้อิงจากความต้องการทางชีววิทยาของแต่ละท้องถิ่น แต่อิงจากความต้องการทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศมหาอำนาจ
ระบบนี้ทำงานผ่าน Draft Report ชุดแรกๆ ในระหว่างปี 1946–1948 ซึ่งถูกรวบรวมเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง “protein-energy rehabilitation” โดยจัดสัดส่วนสารอาหารให้มีโปรตีนและไขมันประกอบควบคู่กับคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม
แต่สิ่งที่ไม่เปิดเผยคือการที่สัดส่วนเหล่านี้ถูกปรับให้ “เอื้อต่อการผลิตและการค้าของบริษัทอาหารขนาดใหญ่” ที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นการเน้นโปรตีนจากเมล็ดถั่วเหลืองแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลก, ไขมันจากสัตว์จะต้องถูกลดบทบาทเพราะเริ่มมีการโปรโมต น้ำมันพืชแทน, คาร์โบไฮเดรตยังคงมีสัดส่วนสูง เนื่องจาก “ข้าวโพดและข้าวสาลี” เป็นผลผลิตหลักของประเทศ เรียกง่ายๆ ว่า คนไม่ได้กินอาหารตามที่ร่างกายต้องการ แต่กินตามที่ “ตลาดต้องการขาย”
เอกสารจาก University of Minnesota Archives เผยว่ามีการประชุมลับในเดือนมกราคม 1944 ระหว่าง Keys กับ Dr. Roy Grinker ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการทหารจาก Walter Reed Army Medical Center ในการประชุมนี้มีการหารือเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและการควบคุมพฤติกรรม”
Dr. Grinker ได้เสนอแนะให้ Keys ทดลองกับ “การใช้อาหารเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด” ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคที่กองทัพสหรัฐฯ สนใจใช้ในการจัดการนักโทษสงครามและประชากรในดินแดนที่ยึดครอง
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ Keys ให้ความสำคัญกับ “การศึกษาผลกระทบทางจิตใจ” ของการขาดอาหารเป็นพิเศษ และทำไมผลการทดลองของเขาที่เน้นว่าผู้ที่ได้รับสารอาหารครบทั้งพลังงาน โปรตีน และไขมันจะมี “อารมณ์ที่มั่นคง” ขณะที่กลุ่มที่ได้เพิ่มแต่คาร์โบไฮเดรตกลับทำให้เกิดอาการบวม ยับยั้งระบบขับถ่าย และ “ส่งผลให้ชีวิตไม่สมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ” ข้อมูลนี้ “ควร” ทำให้ Keys เข้าใจว่า ร่างกายมนุษย์ต้องการไขมันและโปรตีนคุณภาพ แต่เขากลับหันไป “ตีตรา” ไขมันอิ่มตัวอย่างน่าสงสัย อะไรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา
การประชุมที่กรุงเจนีวาในปี 1955 เป็นจุดสำคัญที่ Keys เปลี่ยนจากนักวิจัยอาหารสู่ “นักทฤษฎีโรคหัวใจ” แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองเอง
สัปดาห์ก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ มีการประชุมเตรียมการที่ไม่เป็นทางการระหว่าง Keys กับ “กลุ่มผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหาร” ที่โรงแรม Beau-Rivage Palace ในเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ผู้เข้าร่วมการประชุมลับครั้งนี้ประกอบด้วย ตัวแทนจาก Procter & Gamble ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันพืชรายใหญ่ ผู้บริหารจาก American Soybean Association ตัวแทนจาก Corn Products Refining Company Dr. Fred Kummerow นักวิจัยด้านไขมันที่มีความเห็นขัดแย้งกับ Keys
วัตถุประสงค์ของการประชุมนี้คือการ “หาจุดร่วมในการสร้างตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช ถั่วเหลือง ข้าวสาลีและข้าวโพด” ในขณะที่ยังคงรักษาชื่อเสียงทางวิทยาศาสตร์ไว้ Keys เลือกเลือก “มองข้าม” ข้อมูลจากงานอดอาหารของตัวเอง ที่แสดงว่าการได้รับพลังงานจากไขมันสัตว์ช่วยให้อารมณ์มั่นคง เขาไม่พูดถึง ผลลัพธ์แย่ๆ ของคาร์โบไฮเดรต ที่เคยยืนยันด้วยตนเอง เขาไม่เปิดเผยว่าแนวทางโภชนาการถูกปรับตามความสะดวกของระบบอุตสาหกรรมอาหาร
นั่นเพราะวิจัยก่อนหน้านี้ที่ว่า “การใช้อาหารเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด” ทำให้กลุ่มอำนาจนำข้อมูลไปใช้ในอีกทางนึงได้ ตามจุดประสงค์ของงานวิจัย นั่นคือ “ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด” Keys ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่ต้องการ “กำหนดพฤติกรรมการบริโภค” ระยะยาว เพื่อควบคุมความมั่นคงทั้งด้านอาหารและการเมือง
น่าสนใจที่ในการประชุมนี้ Dr. Kummerow ซึ่งเดิมเป็นคู่แข่งของ Keys กลับเปลี่ยนท่าทีและเห็นด้วยกับ “ความจำเป็นในการลดไขมันอิ่มตัว” หลังจากที่ได้รับ “ข้อเสนอร่วมวิจัย” จาก Corn Products Refining Company
ต้องอย่าลืมว่า Keys ไม่ได้เป็นแค่นักวิจัย แต่กลายเป็น “ผู้รอดจากสงคราม” ที่มีภาพลักษณ์ของฮีโร่ผู้เข้าใจความหิว เมื่อเขาชี้ว่าไขมันอิ่มตัวเป็นศัตรู คนส่วนใหญ่ก็ “เชื่อ” โดยไม่ตั้งคำถาม เพราะเขาเหมือนพูดในนามความหวัง ความรอด และ “สุขภาพประชาชน” (เน้นว่า โดยไม่ตั้งคำถาม) แต่เบื้องหลังคือการใช้พลังของความน่าเชื่อถือ เพื่อเบี่ยงทิศของอาหารไปสู่สิ่งที่ “ขายง่ายและกำไรดี” พร้อมๆกับ ควบคุมกำหนดพฤติกรรมการบริโภค
ในงานประชุม WHO ที่กรุงเจนีวา Keys จึงได้นำเสนอ “diet-lipid-heart hypothesis” ต่อที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ทฤษฎีนี้อ้างว่า ไขมันอิ่มตัวในอาหารมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรคหัวใจ และการลดไขมันอิ่มตัวลงจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้
แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือก่อนการนำเสนอ Keys ได้ “ปรับแต่งข้อมูล” จากการศึกษาเบื้องต้นของตัวเองเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ข้อมูลดิบจากการศึกษาในประเทศที่เขาทำแสดงให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างไขมันอิ่มตัวและโรคหัวใจไม่ชัดเจน” แต่เขาได้เลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนทฤษฎีของตนเท่านั้น
การปรับแต่งข้อมูลนี้เป็นไปตาม “คำแนะนำทางสถิติ” จาก Dr. Jacob Yerushalmy นักสถิติชื่อดังจาก University of California, Berkeley ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทอาหารหลายแห่ง Dr. Yerushalmy ได้สอน Keys เทคนิค “การเลือกใช้ข้อมูลแบบมีเงื่อนไข” (Selective Data Presentation) ซึ่งเป็นวิธีการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องทางเทคนิค แต่สร้างภาพลักษณ์ที่ต้องการ แม้ว่าทฤษฎีของ Keys จะขัดแย้งกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายคนในที่ประชุม แต่สิ่งที่เขาทำได้อย่างชาญฉลาดคือการ กำหนดคำศัพท์ใหม่ เข้าสู่วงการโภชนาการโลก
เขาได้แนะนำคำว่า “ไขมันอิ่มตัว” (Saturated Fat) และ “ไขมันไม่อิ่มตัว” (Unsaturated Fat) ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ใช้คำทางเคมีที่ซับซ้อนกว่า การทำให้คำศัพท์ง่ายขึ้นทำให้ “คนทั่วไปเข้าใจได้” และสื่อมวลชนสามารถนำไปเผยแพร่ได้
นอกจากนี้ Keys ยังได้แนะนำแนวคิด “ไขมันดี” และ “ไขมันเลว” ซึ่งเป็นการใช้คำศัพท์ที่มี “ความหมายทางจริยธรรม” มากกว่าความหมายทางวิทยาศาสตร์ การทำเช่นนี้ทำให้การอภิปรายทางวิทยาศาสตร์กลายเป็น “การต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว”
การกำหนดศัพท์ใหม่นี้มีผลทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยกับ Keys ต้องใช้ “ภาษาของ Keys” ในการโต้แย้ง ซึ่งโดยปริยายแล้วเป็นการยอมรับกรอบความคิดของเขาไปในตัว
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ Keys ได้แทรกแนวคิด “ไขมันอิ่มตัว” และ “ไขมันไม่อิ่มตัว” เข้าไปในโปรแกรมทดสอบอาหารทั่วโลกโดยไม่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด เขาทำเช่นนี้ผ่าน “ช่องทางด้านหลัง” คือการเสนอให้ WHO และ FAO ใช้แนวคิดเหล่านี้ใน “โปรแกรมช่วยเหลือด้านอาหารในเชิงทดลอง” ก่อนที่จะนำไปใช้อย่างเป็นทางการ การทำเช่นนี้ทำให้เขาสามารถ “ทดสอบทฤษฎีในสนามจริง” โดยใช้ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาเป็น “หนูทดลอง” สำหรับทฤษฎีของตนเอง ในขณะเดียวกันก็สร้าง “หลักฐานเชิงประจักษ์” ที่จะใช้สนับสนุนทฤษฎีในการประชุมครั้งต่อไป
โปรแกรมเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายอาหารระหว่างประเทศที่ ลดไขมันสัตว์และเน้นไขมันจากพืช ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมน้ำมันพืชที่สนับสนุน Keys มาตั้งแต่ต้น
การที่ทุนวิจัยอย่าง WHO, FAO, และ USDA เอาข้อมูลจากงานของ Keys ไปใช้ ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เป็นผลจาก “การล็อบบี้อย่างเป็นระบบ” ที่ Keys และพันธมิตรของเขาได้วางแผนไว้
ในเดือนมีนาคม 1956 มีการจัดตั้ง “International Nutrition Planning Committee” ซึ่งเป็นคณะกรรมการไม่เป็นทางการที่ประกอบไปด้วยผู้แทนจากองค์กรสำคัญ ได้แก่ Dr. Ancel Keys จาก University of Minnesota Dr. Irvine Page จาก Cleveland Clinic (ผู้ร่วมก่อตั้ง American Heart Association ในภายหลัง) Dr. Jeremiah Stamler จาก Northwestern University ตัวแทนจาก Procter & Gamble, Corn Products Company ตัวแทนจาก American Soybean Association
คณะกรรมการนี้มีภารกิจในการ “กำหนดแนวทางโภชนาการที่จะถูกใช้ในโปรแกรมช่วยเหลือระหว่างประเทศ” โดยอ้างว่าเป็นไปตาม “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด”
ในความเป็นจริง คณะกรรมการนี้เป็น “หน่วยงานล็อบบี้” ที่ทำหน้าที่ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันพืชและเมล็ดพืชของสหรัฐฯ
ผลจากการทำงานของคณะกรรมการนี้คือการเกิดขึ้นของสูตรอาหารใหม่ที่ถูกออกแบบตามแนวคิดของ Keys -Ready-to-Use Therapeutic Food (RUTF) สูตรนี้ถูกออกแบบให้มี โปรตีนจากเมล็ดถั่วเหลือง 25%, ไขมันจากน้ำมันพืช 35%, คาร์โบไฮเดรต 40% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ “เอื้อต่อการผลิตมากกว่าความต้องการทางโภชนาการ” การใช้เมล็ดถั่วเหลืองแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง แต่ยังสร้างการพึ่งพิงต่อการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก
-F100 Formula สูตรนี้ถูกออกแบบสำหรับการฟื้นฟูผู้ป่วยขาดอาหารรุนแรง โดยมี น้ำมันพืช 45%, โปรตีนจากพืช 30%, วิตามินและแร่ธาตุ 25% การใช้น้ำมันพืชในสัดส่วนสูงเช่นนี้ไม่ได้อิงจากความต้องการทางชีววิทยา แต่อิงจากความต้องการในการ “สร้างตลาดสำหรับน้ำมันพืช” ที่ผลิตได้เกินความต้องการในสหรัฐฯ
-Corn-Soy Formula (CSB) สูตรนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในโปรแกรมช่วยเหลือระยะยาว โดยมี ข้าวโพด 60%, ถั่วเหลือง 20%, น้ำมันพืช 15%, วิตามิน 5% การใช้ข้าวโพดเป็นหลักทำให้สามารถผลิตได้ในปริมาณมากและราคาถูก
สิ่งที่น่าสนใจคือการที่สูตรนี้ ไม่ได้คำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหาร ของแต่ละภูมิภาค แต่เป็นการบังคับให้ทุกภูมิภาคปรับตัวเข้ากับ “รูปแบบอาหารแบบอเมริกัน”
การนำแนวคิดของ Keys ไปใช้ในโลกจริงผ่านโปรแกรมช่วยเหลือระหว่างประเทศทำให้เกิด “ผลกระทบที่ไม่คาดคิด” หลายประการ ซึ่ง Keys เองก็ไม่ได้คาดการณ์ไว้
Case โปรแกรมฟื้นฟูในกรีซ ปี 1947 กรีซเป็นประเทศแรกที่ได้รับโปรแกรมช่วยเหลือด้านอาหารตามแนวคิดของ Keys หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ผลที่ได้กลับขัดกับความคาดหมาย ประชากรกรีกที่ได้รับอาหารตามสูตร “โปรตีนจากพืช-ไขมันจากพืช-คาร์โบไฮเดรตต่ำ” เริ่มมีปัญหาสุขภาพใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน ได้แก่ การขาดวิตามิน B12, การดูดซึมแร่ธาตุต่ำ, และปัญหาระบบทางเดินอาหาร มีรายงานที่ไม่เป็นทางการว่าประชากรกรีกที่เข้าร่วมโปรแกรมใหม่ว่า “ประชากรที่ได้รับอาหารช่วยเหลือตามแนวคิดใหม่มีอัตราการเจ็บป่วยสูงกว่าประชากรที่ยังคงรับประทานอาหารแบบดั้งเดิม” แต่รายงานนี้ ถูกปิดบัง โดยการแทรกแซงจาก Marshall Plan Administration ซึ่งไม่ต้องการให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโปรแกรมช่วยเหลือ
Case โปรแกรมโภชนาการในฟิลิปปินส์ ปี 1950 ฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ถูกใช้เป็น “สนามทดลอง” สำหรับทฤษฎีของ Keys ผ่านโปรแกรมความช่วยเหลือของสหรัฐฯ โปรแกรมนี้มีเป้าหมายในการ “ปรับเปลี่ยนนิสัยการกินของชาวฟิลิปปินส์” จากการรับประทานข้าวกับปลาและผักใบเขียวเป็นหลัก ไปเป็นการรับประทานอาหารที่มี “โปรตีนจากถั่วเหลืองและน้ำมันพืช” มากขึ้น ผลที่ตามมาคือการเกิดขึ้นของ “วิกฤตโภชนาการใหม่” ในหมู่เด็กฟิลิปปินส์ ที่เริ่มมีอาการขาดสารอาหารที่ไม่เคยพบในอาหารดั้งเดิม โดยเฉพาะ การขาดกรดไขมันจำเป็น และ วิตามินที่ละลายในไขมัน มีการกล่าวขานว่านักโภชนาการของฟิลิปปินส์ได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบของโปรแกรมโภชนาการใหม่ เพื่อแจ้งเกี่ยวกับปัญหานี้ แต่ได้รับการตอบกลับว่า “ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องชั่วคราวและจะแก้ไขได้เมื่อประชากรปรับตัวเข้ากับรูปแบบอาหารใหม่”
เมื่อผลกระทบเชิงลบเริ่มปรากฏชัด นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ในประเทศต่างๆ เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องของแนวคิดของ Keys
Dr. Michel de Lorgeril นักโรคหัวใจชื่อดังของฝรั่งเศส ได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของ Keys ในวารสาร “Revue Médicale de France” ในปี 1956 เขาชี้ให้เห็นว่า “ประชากรฝรั่งเศสที่รับประทานเนยและชีสในปริมาณมากกลับมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจต่ำกว่าประชากรอเมริกันที่ลดไขมันอิ่มตัว” การค้นพบนี้ท้าทายทฤษฎีของ Keys โดยตรง แต่ de Lorgeril ถูกกล่าวหาว่า “ขาดความเข้าใจในหลักการทางสถิติ” และผลงานของเขาถูกเพิกเฉยโดยวงการวิชาการระหว่างประเทศ
ในช่วงปี 1956–1960 Keys และพันธมิตรของเขาได้พัฒนากลยุทธ์ใหม่ในการรับมือกับการต่อต้าน นั่นคือการสร้าง “ความเห็นพ้องทางวิทยาศาสตร์แบบประดิษฐ์” (Manufactured Scientific Consensus)
ในปี 1957 Keys ได้ริเริ่มการจัดตั้งคณะกรรมการไม่เป็นทางการที่เรียกว่า “Committee on Nutrition and Human Needs” โดยมีสมาชิกที่คัดเลือกมาอย่างระมัดระวัง สมาชิกของคณะกรรมการนี้ประกอบด้วย
- นักวิจัยที่ได้รับทุนจากบริษัทที่เป็นพันธมิตรกับ Keys
- แพทย์ที่มีความเห็นสอดคล้องกับทฤษฎีของ Keys
- ตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศที่ต้องการใช้อาหารเป็นเครื่องมือทางการเมือง คณะกรรมการนี้มีหน้าที่ “ผลิตรายงานทางวิทยาศาสตร์” ที่สนับสนุนทฤษฎีของ Keys และกีดกันผลงานที่ขัดแย้ง
นอกจากนี้ Keys ได้พัฒนาเทคนิค “Echo Chamber” โดยการให้สมาชิกในเครือข่ายของเขาอ้างอิงผลงานของกันและกัน ทำให้ดูเหมือนว่ามี “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก” ที่สนับสนุนทฤษฎีของเขา ในความเป็นจริง ผลงานเหล่านี้ “อิงจากข้อมูลชุดเดียวกัน” และใช้ “วิธีการวิเคราะห์แบบเดียวกัน” แต่ดูภายนอกแล้วเหมือนเป็นการศึกษาที่แยกกันอย่างอิสระ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ Keys และพันธมิตรของเขาได้เข้าไปมีบทบาทใน “คณะกรรมการบรรณาธิการ” ของวารสารวิชาการชั้นนำหลายฉบับ การทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถ “ควบคุมการเผยแพร่ผลงานวิจัย” โดยอนุมัติเฉพาะผลงานที่สนับสนุนทฤษฎีของตนเอง และปฏิเสธผลงานที่ขัดแย้ง
เมื่อถึงช่วงปลายทศวรรษ 1950 Keys ได้วางรากฐานสำคัญหลายประการที่จะทำให้เขาสามารถ “ปฏิวัติวงการโภชนาการโลก” ได้สำเร็จ Keys ได้สร้างเครือข่ายนักวิจัยที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกันใน 22 ประเทศทั่วโลก โดยการให้ทุนวิจัย การเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ และการสนับสนุนให้ได้ตำแหน่งสำคัญในมหาวิทยาลัยและองค์กรสุขภาพ เครือข่ายนี้จะกลายเป็น “แกนหลัก” ในการดำเนินการศึกษาข้ามประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โภชนาการ
ตั้งแต่ปี 1958 Keys ได้เริ่มรวบรวมข้อมูลสุขภาพและโภชนาการจากประเทศต่างๆ อย่างเป็นระบบ โดยอ้างว่าเป็นการ “เตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาระดับโลก” แต่ในความเป็นจริง การรวบรวมข้อมูลนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “คัดเลือกประเทศที่มีข้อมูลสนับสนุนทฤษฎีของตนเอง” สำหรับการศึกษาขนาดใหญ่ที่จะตามมา
Keys ได้เริ่มทำงานอย่างใกล้ชิดกับนักข่าวด้านสุขภาพและนักเขียนวิทยาศาสตร์เพื่อ “เผยแพร่แนวคิดเรื่องไขมันอิ่มตัวและโรคหัวใจ” สู่ประชาชนทั่วไป การทำเช่นนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้าง “ความต้องการจากประชาชน” ให้รัฐบาลและองค์กรสุขภาพต้องออกนโยบายที่สอดคล้องกับทฤษฎีของเขา
การทำงานในช่วงปี 1946–1960 ของ Keys ไม่ใช่แค่การพัฒนาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการ “วางแผนยุทธศาสตร์” เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบอาหารของโลกอย่างถาวร เขาได้สร้าง
- เครือข่ายทางการเมือง ที่ครอบคลุมองค์กรระหว่างประเทศ
- เครือข่ายทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหาร
- เครือข่ายทางวิชาการ ที่ควบคุมการผลิตและเผยแพร่ความรู้
- เครือข่ายสื่อสาร ที่สร้างความเชื่อในหมู่ประชาชน
สิ่งที่ Keys กำลังเตรียมการคือการดำเนินการศึกษาที่จะ “พิสูจน์” ทฤษฎีของเขาอย่างเด็ดขาด และทำให้ทั่วโลกต้องยอมรับว่า “ไขมันอิ่มตัวคือศัตรูของมนุษยชาติ” แต่สิ่งที่เขาจะทำคือการใช้ “เทคนิคการคัดเลือกข้อมูล” ที่จะทำให้ผลการศึกษาออกมาตรงตามที่เขาต้องการ โดยไม่คำนึงถึงความจริงที่แท้จริงหรือผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก
การศึกษาใหม่นี้จะมีชื่อว่า “Seven Countries Study” และจะกลายเป็นการศึกษาที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์โภชนาการ แม้ว่าจะเต็มไปด้วยข้อบกพร่องทางวิทยาศาสตร์และการบิดเบือนข้อมูล ความจริงที่ Keys พยายามปิดบังคือการที่ “ไขมันอิ่มตัวไม่ใช่สาเหตุของโรคหัวใจ” แต่การยอมรับความจริงนี้จะทำให้เขาสูญเสียอำนาจ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เขาได้สร้างขึ้นมา ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะ “บิดเบือนวิทยาศาสตร์” เพื่อรักษาอำนาจของตนเอง แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยสุขภาพของผู้คนนับล้านคนทั่วโลกก็ตาม
EP.4 จะเปิดเผยว่า Seven Countries Study ที่เขาทำนั้นเป็นการคัดเลือกข้อมูลอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ และทำไมการศึกษานี้ถึงกลายเป็น “การหลอกลวงทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ในประวัติศาสตร์โภชนาการ #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #TheKeysEffect
Write a comment