เมื่อเครื่องดื่มจากอวกาศ นิยมในบ้านคนบนโลก
เครื่องดื่ม Tang ไม่ได้ถือกำเนิดมาบนดาวอังคาร แต่กลับโด่งดังเพราะคนที่ไปใกล้ดาวอังคารที่สุดในยุคนั้นต่างดื่มมันแทนน้ำผลไม้…ใช่แล้วจ้ะ เรากำลังพูดถึง “NASA” และภารกิจอวกาศที่เปลี่ยน Tang จากเครื่องดื่มสังเคราะห์ธรรมดา ให้กลายเป็นไอคอนของอนาคต ที่บางครั้ง…ดูดีเกินกว่าความจริง
ย้อนกลับไปปี 1957 สหรัฐฯ กำลังแข่งขันในสงครามอวกาศกับโซเวียต บริษัท General Foods (ถ้าจำได้บริษัทนี้เขาผลิต ซีเรียล Grape-Nuts โดย Charles William Post หรือ C.W. Post ชายหนุ่มที่เคยเข้ารับการรักษาตัวที่ Battle Creek Sanitarium ของหมอ John Harvey Kellogg นั่นไงครับ) บริษัทนี้เป็นผู้ผลิต Tang ได้พัฒนาเครื่องดื่มผงสังเคราะห์นี้ขึ้นมาในปี 1957 โดยนักเคมีชื่อ William A. Mitchell ซึ่งเขาไม่ได้แค่คิดค้น Tang เท่านั้น แต่เขายังคิดค้น Cool Whip, Pop Rocks, Jell-O ที่เซ็ตตัวเร็ว, ไข่ขาวผง และผลิตภัณฑ์ทดแทนมันสำปะหลังยอดนิยม รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย (รวมสิทธิบัตรทั้งหมด 70 ฉบับ) แต่ละตัวนี่ทุกวันนี้ยังขายในซุปเปอร์อยู่เลยครับ ผลิตภัณฑ์หลักชิ้นแรกที่มิตเชลล์คิดค้นคือผลิตภัณฑ์ทดแทนมันสำปะหลังซึ่งได้รับการพัฒนาเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนมันสำปะหลังอันเป็นผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมมันสำปะหลังจึงบางครั้งถูกเรียกว่า “Mitchell’s Mud”
Tang นั้นตอนแรกกลับขายไม่ค่อยออก เพราะคนยุคนั้นยังเชื่อใน “น้ำส้มสด” ที่บีบจากผลไม้มากกว่าอะไรที่ชงจากผง แน่นอนมันเหมือนที่ทุกวันนี้เราพร่ำบอกว่า “ฉันเลือกอาหารธรรมชาติ” นั่นแหละครับ แทบไม่ต่างกันเลย
จนกระทั่ง NASA เข้ามา
ปี 1962 องค์การ NASA ต้องเผชิญปัญหาใหญ่ที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง นั่นคือ น้ำในอวกาศรสชาติ “แย่มาก” เพราะระบบกรองน้ำรีไซเคิลทำให้น้ำมีรสโลหะอ่อนๆ ปนน้ำยาฆ่าเชื้อ จะให้มนุษย์อวกาศดื่มแบบนั้นทุกวันคงทำให้ภารกิจเสียสมาธิได้ง่ายกว่าการหลุดวงโคจรเสียอีก
นั่นคือจุดที่ Tang ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดย John Glenn ในภารกิจ Mercury-Atlas 6 ซึ่ง Tang ถูกเพิ่มไว้ในเมนูของภารกิจ Mercury ของ John Glenn ในปี 1962 ซึ่งเขาได้โคจรไปรอบโลกและทำการทดลองรับประทานอาหารในอวกาศ Mercury-Atlas 6 เป็นภารกิจที่ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของมนุษย์เมื่ออยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก ภารกิจนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ NASA ว่าเทคโนโลยีของตนพร้อมก้าวต่อไปสู่ภารกิจที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น นำไปสู่ โครงการ Gemini และ โครงการ Apollo ตามลำดับ
เมื่อ NASA ตัดสินใจเติมผง Tang ลงในน้ำเพื่อปรับรสชาติให้น่าดื่มขึ้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตลาดที่แทบจะ “ยึดโลก” ได้ในชั่วข้ามคืน เพราะหลังภารกิจนั้น Tang โฆษณาโดยใช้คำว่า “เครื่องดื่มที่นักบินอวกาศดื่มจริง” เห็นไหมครับว่านั่นแหละคือพลังของวาทกรรม
ทีนี้หล่ะพี่เอ้ยยยย เด็กๆ แห่กันดื่ม Tang กันทั่วอเมริกา เพราะรู้สึกว่าการชงน้ำส้มผงในบ้านทำให้ตัวเองเข้าใกล้ดวงจันทร์ได้สักนิด ผู้ปกครองก็สบายใจ เพราะฉลากเขียนว่ามีวิตามิน C และ “ไม่ต้องแช่เย็น” เหมาะกับยุคโมเดิร์นที่ตู้เย็นก็ยังแพงอยู่ ใครจะไปนั่งทำน้ำส้มคั้นกันให้ลำบาก เห็นไหมครับว่าวัฒนธรรมการพึ่งพา “อาหารสำเร็จรูปเพื่ออนาคต” ก็เริ่มตั้งไข่จากตรงนี้อีกจุดนึง
ถ้าหากเราลองส่องลึกลงไปในสูตรของ Tang จะพบว่ามันคือของผสมของ น้ำตาล, กลิ่นแต่งสังเคราะห์, วิตามิน C ที่เติมเข้าไปภายหลัง และกรดซิตริกเพื่อเลียนแบบความเปรี้ยวของผลไม้ เรียกง่ายๆ ว่า “ไม่มีอะไรที่่ได้คุณค่าแบบส้มธรรมชาติเลย” ยกเว้นจินตนาการ
ถึงกระนั้น ผู้บริโภคก็ไม่ได้โวยวายอะไรแถมยังโห่ร้องตอบรับ Tang เป็นอย่างดี เพราะอิทธิพลของ NASA ทำให้คนรู้สึกว่า “ต้องดีแน่ๆ ถ้าแม้แต่ NASA ยังใช้” แม้ว่า NASA เองจะไม่เคยพูดว่า Tang ดีต่อสุขภาพและมันเป็นเครื่องมือชั่วคราวเพื่อทำให้น้ำดื่มได้ ไม่ได้ใช้เพราะว่า Tang ดีกว่าน้ำส้ม…แต่นั่นแหละ ความเงียบของ NASA ถูกตลาดตีความจนเกินจริงไป เพราะการไม่ปฎิเสธนั่นหมายถึงการตอบรับ การตลาดและผู้บริโภคจึงตีความไปในทางเดียวกันว่า มันวิเศษกว่าส้มธรรมดา เพราะมันคือเครื่องดื่มระดับอวกาศเลือกใช้
หลายปีต่อมา เมื่อนักโภชนาการหลายคนเริ่มออกมาเตือนว่า Tang คือน้ำตาลล้วน ไม่มีเส้นใย ไม่มีประโยชน์ใดที่เทียบได้กับผลไม้จริง ผู้ผลิตก็หันมาใส่ “วิตามินเสริม” เพิ่มอีกให้แทนเพื่อล้างภาพลักษณ์เดิมประมาณว่า อ่ะอยากได้วิตามินอะไรเราเติมให้เทผสมในสูตร กลายเป็นสคริปต์ซ้ำของอาหารยุค “อาหารอนาคตปลอม” ที่เอาสารอาหารเดี่ยวๆ มาเติมแล้วโฆษณาว่า “เหมือนธรรมชาติ” หรือดีกว่าเสียอีก
เราอ่านถึงตรงนี้ก็ไม่ต้องตลกหรือขำเลยครับ หันมามองอาหารปัจจุบัน ของบางอย่างมีวิตามินสูงเพราะเทวิตามินผงลงไปผสม เช่นนมพืชต่างๆ ที่อยู่ดีๆก็มีวิตามินระดับซุปเปอร์ฟู้ดขึ้นมาเฉยเลย หรือแม้แต่พืชบางชนิดที่อุ้มน้ำได้ดี ก็มีวิตามินสูงระดับหลายสิบถึงร้อยเท่าของธรรมชาติของมัน ด้วยการเติมวิตามินลงไปในอาหารพืช ที่เพาะเลี้ยงกัน และยิ่งถ้ามองแบบเตรียมพร้อมไปถึงอนาคต อยู่ที่ใครแล้วครับว่าจะมองเห็นใส้ในของอาหารเหล่านี้ไหม เชื่อไหมว่าหลายต่อหลายคนมองว่ามันดี มันงาม มันซุปเปอร์ฟู้ด แล้วหันกลับไปมอง Tang ครับ อดีตมันเคยเป็น Super Orange Juice มาก่อน แล้ววันนี้คุณตลกกับมันไหม? แล้วคุณตลกกับวันนี้ไหม? แล้วคุณตลกกับอนาคตที่กำลังจะมาไหม? นั่นคือคำตอบที่คุณต้องเอาภาพร่างเหล่านี้ มาวางทับกัน แล้วตั้งคำถามกับซุปเปอร์ฟู้ดหรือฟิวเจอร์ฟู้ด ที่คุณกำลังเทิดทูนว่า “ดีต่อสุขภาพ” แล้วไหม?
Tang คือผลผลิตของยุคที่ความสะดวก = ความดี และความโมเดิร์น = ความน่าเชื่อถือ เราจึงเห็นว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับซีเรียล, นม, หรือแม้แต่ Spam ก็ล้วนมีแก่นเดียวกันคือ “ทำให้ง่ายขึ้น ถูกลง เก็บได้นานขึ้น แล้วสร้างภาพว่าเหนือกว่าของเดิม”
Tang ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่มันคือตัวละครสำคัญในยุคที่วิทยาศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือของตลาด ไม่ใช่เพื่อค้นหาความจริง แต่เพื่อผลิตความรู้สึกปลอดภัยแบบสังเคราะห์ให้กับสังคม
และทั้งหมดนี้…เริ่มจากความพยายามทำให้น้ำอวกาศดื่มได้ ไม่มีกลิ่นเหล็กๆ เท่านั้นเอง
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr
Write a comment