อะไรคือ Ration
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราคุยกันเรื่องสารพัด Future food จากอดีต ไม่ว่าจะจากโรงพยาบาล สงครามหรืออวกาศ ทั้งหมดมีความแตกต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อย แต่เราก็พอจะเห็นภาพรวมได้ว่า สงคราม คือ ต้นกำเนิดของทั้งอาหารและการควบคุมพฤติกรรม ที่ส่งต่อถึงปัจจุบันมากมายโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือไม่ทันฉุกคิดด้วยซ้ำไป
นั่นเพราะในสงคราม ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากำลังใจและกำลังกายของทหาร และสิ่งที่หล่อเลี้ยงทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ดีที่สุดก็คือ “อาหาร” แต่ในสนามรบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ไม่มีครัวกลาง ไม่มีโต๊ะกินข้าว และไม่มีเวลาจะมานั่งปรุงอาหารสดใหม่ตามสั่ง สิ่งที่เรียกว่า “ration” จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะอาหารสำหรับสงคราม เป็นการออกแบบอาหารเพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่เพื่อความอร่อย และไม่ใช่เพื่อสุขภาพตามนิยามพลเมือง แต่เพื่อให้ทหารรอดชีวิต ทำภารกิจได้ และไม่ถ่วงภาระระบบขนส่งของกองทัพ
ration มีความหมายว่าส่วนแบ่งหรือปริมาณที่กำหนดให้ต่อคนในช่วงเวลาหนึ่งโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทรัพยากรมีจำกัด
ต้นกำเนิดของ ration ย้อนกลับไปได้ไกลถึงยุคสงครามนโปเลียน ที่ฝรั่งเศสถึงขั้นจัดประกวดหาอาหารที่เก็บได้นานเพื่อใช้ในภารกิจทหาร แต่ ration ที่เป็นระบบชัดเจน เริ่มต้นจริงจังในกองทัพสหรัฐฯ ช่วงสงครามกลางเมือง โดยจัดอาหารแห้งง่ายๆ เช่น เบคอน เกลือ แป้ง และกาแฟใส่ถุงให้ทหารหิ้วไปสนามรบเอง ซึ่งแม้จะดูหยาบกระด้าง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอาหารภาคสนามที่มีโครงสร้างและสเปกแน่นอน
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพเริ่มมีการจัด “ration ประเภทต่างๆ” ตามสถานการณ์การใช้งาน และปรับให้เหมาะกับเงื่อนไขของสนามรบแต่ละแห่ง ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้น หรือระยะเวลาการเดินทาง อาหารทหารจึงไม่ได้มีแค่ “ข้าวกล่อง” แบบเดียว แต่แยกย่อยออกเป็นหลายแบบและมีชื่อเรียกของแต่ละ ration ตามประเภทของมัน เช่น G-ration สำหรับการกินในค่าย C-ration สำหรับภารกิจกลางแจ้งระยะสั้น หรือ Emergency ration ที่ใช้เฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น
หนึ่งใน ration ที่เก่าแก่ที่สุดคือ Iron Ration ซึ่งใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ประกอบด้วยของพื้นฐานสามอย่างคือ เนื้อวัวแห้ง ( beef jerky) ขนมปังแห้ง และช็อกโกแลต มันไม่ได้อร่อย แต่มันรอด และนั่นคือจุดประสงค์หลักของมัน ความพยายามต่อมาคือการทำให้ ration มีสารอาหารครบโดยใช้พื้นที่ในกล่องน้อยลง อย่างเช่น
A-Ration คือรูปแบบ “อาหารสดปรุงใหม่” สำหรับแนวหลังหรือฐานทัพใหญ่ ซึ่งมีครัวสนามและอุปกรณ์เพียงพอในการประกอบอาหารได้จริง โดยใช้วัตถุดิบสด เช่น เนื้อสัตว์ ผักสด ไข่ นม และขนมปัง ซึ่งจะถูกจัดส่งถึงพื้นที่เป็นรอบๆ ผ่านระบบขนส่งของทหาร A-Ration จึงถือเป็นอาหารที่ “คล้ายบ้าน” มากที่สุดในสนามรบ ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ แม้จะอยู่ในภาวะสงคราม แต่ข้อเสียคือ ต้องใช้เวลาปรุง ต้องมีทีมครัว และพึ่งพาโครงสร้างโลจิสติกส์มากพอสมควร ทำให้ไม่เหมาะกับแนวหน้าหรือภารกิจที่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อย
B-Ration คือเวอร์ชันที่ลดทอนความสดของ A-Ration ลงมาเล็กน้อย โดยยังคงรูปแบบ “ทำอาหารได้เอง” แต่ใช้วัตถุดิบแบบกึ่งแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง เนื้อแห้ง ผักแห้ง ถั่วอบ และเครื่องปรุงต่างๆ ซึ่งต้องมีการประกอบอาหารก่อนกิน แต่ไม่ต้องแช่เย็นหรือขนส่งแบบวัตถุดิบสด B-Ration จึงเป็น “อาหารทำเองในสนาม” สำหรับหน่วยที่มีเวลาพอจะตั้งครัวเล็กๆ ได้ เช่น ในจุดพัก หรือแนวหลังไม่ลึกมาก ข้อดีคือ อยู่ได้นาน ประหยัดพื้นที่ และยืดหยุ่นในการจัดเมนู แต่ข้อเสียคือ ต้องใช้แรงคนปรุง และถ้าขาดน้ำหรือเชื้อเพลิง ก็อาจกลายเป็นภาระมากกว่าความสะดวก
C-Ration ซึ่งเริ่มมีในยุค 1930s และใช้หนักมากในสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกว่าเป็น “มื้อที่กินได้จริงในสนามรบ” ครั้งแรกเลยก็ว่าได้ เป็นกระป๋องอาหารพร้อมกิน (Ready-to-Eat) สำหรับแนวหน้า โดยภายใน 1 ชุดจะประกอบไปด้วยกระป๋อง 3 กระป๋อง ครอบคลุม main course, bread/dessert, และเครื่องดื่ม เช่น สตูว์เนื้อ สตูว์ไก่ หรือถั่วต้มกับหมูรมควัน พร้อมกาแฟผง น้ำตาล บุหรี่ และหมากฝรั่ง ข้อดีคือ พกพาง่าย ไม่ต้องปรุง ข้อเสียคือ หนักมาก กินซ้ำๆ จะเบื่อเพราะสูตรเดิมซ้ำหลายวัน
ขณะที่ D-Ration หรือ “ช็อกโกแลตฉุกเฉิน” ได้รับการพัฒนาให้ทนร้อน และให้พลังงานสูงในขนาดกะทัดรัด เป็นผลงานร่วมมือระหว่างกองทัพกับบริษัท Hershey’s โดยมีข้อแม้ว่า “ต้องไม่อร่อยเกินไป ไม่เช่นนั้นทหารจะกินเล่นหมดก่อนถึงเวลาจำเป็น” จึงได้ช็อกโกแลตแท่งรสแปลก เคี้ยวลำบาก แต่ให้พลังงาน 600 แคลอรีต่อแท่ง และพกง่ายเหมือนลูกอม การออกแบบนี้เอง ที่วางรากฐานให้เกิด power bar ในปัจจุบัน
นอกจากนั้นยังมี Mountain Ration พัฒนาเพิ่มเติมสำหรับภารกิจในพื้นที่พิเศษ ที่ใช้สำหรับหน่วยรบเช่นในพื้นที่สูง ภูเขา ป่า ซึ่งเน้นอาหารที่ให้พลังงานสูง เบาและทนสภาพแวดล้อมต่างๆโดยเฉพาะความชื้น ความเย็นได้ เช่น เนยแข็งแห้ง ซุปผง และเครื่องดื่มร้อนผง อีกตัวอย่างคือ Jungle Ration สำหรับพื้นที่ร้อนชื้นอย่างแปซิฟิกใต้ ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงอาหารกระป๋องหนักๆ เพราะการแบกเป้ในป่ารกถือเป็นภาระ การออกแบบจึงเน้นอาหารที่เบา แห้ง และเก็บง่าย เช่น ข้าวอบแห้ง ลูกเกด แฮมหั่นบาง และกะทิผง
10-in-1 Ration เป็นหนึ่งในระบบเสบียงที่ของกองทัพสหรัฐฯใช้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ออกแบบมาเพื่อให้ “หน่วยขนาดเล็ก” อย่างทีมลาดตระเวน หมู่ทหาร หรือกลุ่มปฏิบัติการพิเศษจำนวน 10 คน สามารถมีอาหารครบ 3 มื้อ ต่อคน ต่อวัน ได้ถึง 1 วันเต็ม โดยไม่ต้องพึ่งระบบครัวสนามหรือโลจิสติกส์ที่ยุ่งยาก ชื่อเต็มๆ ของมันก็คือ “10-in-1 Individual Ration” ซึ่งแปลว่า “เสบียงที่เลี้ยง 10 คนได้แบบครบจบในชุดเดียว” ออกแบบโดย Quartermaster Corps ของกองทัพบกสหรัฐฯ และเริ่มใช้จริงในปี 1943 ช่วงกลางสงคราม สิ่งที่ทำให้ 10-in-1 โดดเด่นคือ ความสามารถในการรวมอาหารเช้า กลางวัน เย็น เครื่องดื่ม ผงชงร้อน ของหวาน ขนมปัง เนยเทียม เครื่องปรุง และแม้แต่บุหรี่ ไว้ในกล่องเดียวแบบแยกหมวดหมู่ดีมากๆ โดย 1 กล่องจะมี 5 ชุดซ้อน (1 ชุดเลี้ยงได้ 2 คน) เพื่อให้จัดสรรง่าย และเหมาะกับหน่วยขนาดเล็กที่ต้องเคลื่อนย้ายเร็ว ตัวอย่างอาหารในกล่อง 10-in-1 ได้แก่ เนื้อกระป๋อง เช่น hash, ham & eggs แครกเกอร์ ขนมปังอบแห้ง เนยเทียม ผลไม้กระป๋อง ช็อกโกแลตแท่ง ลูกอม หมากฝรั่ง ผงโกโก้ ผงกาแฟ น้ำตาล เกลือ กระดาษทิชชู่ และบุหรี่ซองเล็ก (เพราะสมัยนั้นเขาเชื่อว่าบุหรี่คลายเครียด) 10-in-1 Ration ยังกลายเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนา MRE (Meal, Ready-to-Eat) ยุคต่อมาด้วย
แต่ทว่า ท่ามกลาง ration เหล่านี้ยังมีอีก ration นึงที่โดดเด่นแยกแปลกออกมา แถมยังมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก นั่นคือ K-Ration
K-Ration ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนแนวคิดการให้อาหารทหารไปอีกขั้น มันถูกออกแบบโดยนักวิจัยคนหนึ่งที่ไม่ได้มาจากสายทหาร แต่เป็นนักวิจัยชื่อ Ancel Keys แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ซึ่งกองทัพเรียกตัวมาพัฒนา “อาหารสำหรับทหารพลร่มและหน่วยพิเศษ” ที่ต้องการอาหารครบ 3 มื้อในกล่องเล็กๆ พกได้ในเสื้อเกราะ K-Ration จึงประกอบด้วยอาหารเช้า กลางวัน เย็น ในรูปแบบแท่งพลังงาน แครกเกอร์ เนื้อแห้ง ขนมหวาน และกาแฟแบบผง พร้อมบุหรี่ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมด้านการจัดสรรอาหารที่ทั้ง “ครบ” “พกง่าย” และ “ใช้ได้ทันที”
แม้ K-Ration จะไม่ได้อร่อยนัก และมีเสียงวิจารณ์เรื่องคุณค่าทางอาหารในภายหลัง แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า มันคือจุดเริ่มต้นของการใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาควบคุมวิธีการกินของมนุษย์ในระดับมหภาค เพราะมันเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจาก “อาหารจานร้อน” มาเป็น “อาหารแพ็กสำเร็จ” ที่เน้นความสะดวก ความอยู่รอด และการบริโภคตามแบบแผนที่กำหนดไว้ และชื่อของ Ancel Keys ก็เริ่มเป็นที่รู้จักจากผลงานนี้เป็นครั้งแรก
ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องอาหารทหาร แต่คือบทเรียนทางสังคมว่า “อาหาร” สามารถกลายเป็นเครื่องมือกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งโลกได้ หากผู้ออกแบบมีอำนาจมากพอ พร้อมทั้งกอบโกยผลประโยชน์ได้มหาศาลตลอดกาล และเมื่อ ration จากสนามรบถูกนำมาขยายแนวคิดสู่ตลาดพลเรือนในรูปแบบ power bar, survival pack หรือแม้แต่ superfood สำเร็จรูป ก็ทำให้เราต้องย้อนมองว่า พฤติกรรมการกินของเราในวันนี้ ถูกหล่อหลอมจากอะไรบ้าง เพราะการควบคุมที่ดีที่สุดคือการที่เหยื่อไม่รู้ตัวว่าตนเองถูกควบคุม แถมยังต่อสู้กับผู้ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านกฎหรือการครอบงำนั้นๆเสียเอง โดยที่ผู้ควบคุมไม่ต้องเหนื่อยอะไรเลย
และเรื่องราวของ K-Ration ยังไม่จบแค่นี้ เพราะมันคือก้าวแรกของชายชื่อ Ancel Keys ที่ต่อมาได้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โภชนาการโลก เฮียจะพาไปเจาะลึกแบบเข้มข้นในซีรีส์ใหม่ “The Keys Effect” ที่จะเปิดเผยว่า ชายคนนี้ไม่ได้แค่คิดสูตรอาหารรอดชีวิตในสงคราม แต่เขายัง “ตัดต่อ” โภชนาการโลกให้เป็นไปในแบบที่เขาเชื่อ ติดตามได้ในตอนต่อไป…
ใครคุมอาหาร คนนั้นคุมโลก #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr
Write a comment