EPISODE 8: The Global Foundation (2005–2010) ตอนที่ 2 Sponsored Authority

เมื่ออำนาจ ได้รับการสนับสนุนโดยอาหารที่เป็นบริษัทระดับโลก
EPISODE 8: The Global Foundation (2005–2010)
ตอนที่ 2  Sponsored Authority

อำนาจของ ADA ภายใต้การสนับสนุนจากบริษัทอาหาร

รายงานประจำปีของ American Dietetic Association (ADA) ปี 2007 เปิดเผยรายชื่อ “Corporate Sponsors” อย่างเป็นทางการ ในบรรดานั้นปรากฏชื่อบริษัทใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็น PepsiCo, Kellogg’s, General Mills และ Coca-Cola ข้อมูลจากรายงานดังกล่าวระบุว่าการสนับสนุนเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อ “สร้างความร่วมมือในการส่งเสริมสุขภาพและโภชนาการ” แต่คำถามที่ตามมาคือ เมื่อองค์กรวิชาชีพที่ถือครองสิทธิการกำหนดใบอนุญาตโภชนาการของทั้งประเทศรับเงินสนับสนุนจากบริษัทอาหารขนาดใหญ่ ความเป็นอิสระของวิชาชีพจะยังคงอยู่หรือไม่

สื่อท้องถิ่นและวารสารอิสระหลายฉบับเริ่มตั้งคำถาม เช่น Chicago Tribune ปี 2008 รายงานการวิจารณ์จากนักโภชนาการอิสระที่ระบุว่า “การที่ ADA อนุญาตให้บริษัทที่ขายน้ำอัดลมและอาหารแปรรูปมาเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ย่อมทำให้คำแนะนำโภชนาการของ ADA ถูกตั้งข้อสงสัย” เอกสารการประชุมภายในของ ADA เองก็สะท้อนความตึงเครียด เมื่อสมาชิกบางส่วนโต้แย้งว่าการรับเงินจากอุตสาหกรรมที่เป็นสาเหตุหลักของโรคอ้วนและเบาหวานจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กร

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือโครงสร้างการผูกขาดวิชาชีพของ ADA ไม่ได้ถูกสั่นคลอนมากนัก เนื่องจากกฎหมายของรัฐยังคงระบุชัดว่า ผู้ที่จะให้คำปรึกษาด้านโภชนาการต้องเป็น Registered Dietitian (RD) ที่ผ่านระบบของ ADA เท่านั้น ข้อมูลจาก Institute for Justice ปี 2009 ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้คดีในนอร์ทแคโรไลนาและโอไฮโอ ระบุว่ากฎหมายเหล่านี้ถูกใช้เพื่อฟ้องร้องผู้ที่ให้คำแนะนำแม้เพียงผ่านบล็อกส่วนตัวหรือการจัดสัมมนาเล็ก ๆ โดยไม่มีใบอนุญาตจาก ADA

ในช่วงเวลาเดียวกัน เอกสารของ International Confederation of Dietetic Associations (ICDA) แสดงให้เห็นว่า ADA ไม่เพียงแต่มีบทบาทในสหรัฐ แต่ยังเข้าร่วมผลักดัน “International Dietetic Standards” ที่กำหนดกรอบการศึกษาและการฝึกอบรมของนักโภชนาการทั่วโลก ร่างรายงานการประชุม ICDA ปี 2008 ในญี่ปุ่น ระบุว่า ADA ได้นำเสนอโมเดลการรับรอง RD ของสหรัฐให้ชาติอื่นพิจารณาใช้เป็นต้นแบบ

เมื่อพิจารณาย้อนกลับไป Lenna Cooper ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นนักโภชนาการที่ Battle Creek Sanitarium ได้ก่อตั้งองค์กรวิชาชีพเพื่อสนับสนุนแนวคิดมังสวิรัติและการดูแลสุขภาพแบบ SDA โมเดลที่เธอและเพื่อนร่วมงานวางไว้ในปี 1917 ได้กลายเป็นเครื่องมือเชิงกฎหมายที่กำหนดว่าใครสามารถพูดเรื่องโภชนาการได้หรือไม่ได้ในศตวรรษที่ 21

กระแสวิพากษ์วิจารณ์จึงมีสองด้าน ด้านหนึ่ง ADA อ้างว่าการมีระบบวิชาชีพที่เข้มแข็งช่วยปกป้องประชาชนจากคำแนะนำที่ผิดพลาดและไม่มีหลักฐาน อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากสื่อและงานวิชาการอิสระจำนวนมากกลับระบุว่าระบบนี้ทำให้เกิด “regulatory capture” หรือการที่องค์กรวิชาชีพถูกครอบงำโดยบริษัทที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก

เอกสารการประชุมของ U.S. House Committee on Small Business ปี 2009 ยังมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นอภิปราย โดยผู้แทนบางคนตั้งคำถามว่า การที่รัฐบังคับให้ผู้ประกอบอาชีพต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอบรมและสอบให้แก่องค์กรที่มีผู้สนับสนุนจากบริษัทขนาดใหญ่ จะเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการทำธุรกิจและการประกอบอาชีพหรือไม่

ในระดับโครงสร้าง SDA Thread ในช่วงนี้จึงปรากฏอย่างซับซ้อนกว่าช่วงก่อนหน้า ไม่ได้อยู่เพียงที่การสร้างสถาบันอย่าง ADA แต่รวมถึงการที่สถาบันดังกล่าวเปิดประตูรับการสนับสนุนจากบริษัทอาหารในทศวรรษ 2000 ขณะที่ยังคงรักษาโครงสร้างการผูกขาดวิชาชีพผ่านกฎหมายของรัฐ ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่าความเชื่อที่เริ่มจากกลุ่มศาสนาเล็ก ๆ ได้วิวัฒนาการเป็นกลไกกฎหมายและเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมระดับโลก

เมื่อ ADA เริ่มถูกวิจารณ์เรื่อง Corporate Sponsorship บางฝ่ายก็ชี้ว่าปัญหานี้อาจทำให้ความน่าเชื่อถือขององค์กรลดลง แต่จากมุมมองเชิงโครงสร้าง ADA ยังคงแข็งแรงเพราะกฎหมายของรัฐเป็นเสาหลักที่ปกป้องสถานะการผูกขาดไว้ได้

#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #ThePlantBasedEmpire

=====================

🍫 บราวนีทางเลือก จาก ตำรับเอ๋ 🍫

https://www.facebook.com/share/p/1Euxc7S6fE

ทางเลือกของคนจำกัดคาร์โบไฮเดรต


Write a comment
No comments yet.