from CURE to CONTROL EP2.1 Cutter Incident, The Shadow of Polio’s Cure

เบื้องหลังการก้าวสู่ CONTROL
from CURE to CONTROL EP2.1 Cutter Incident, The Shadow of Polio’s Cure

ตอนที่แล้ว เราดีอกดีใจกับยาวิเศษและแนวคิดแห่งการ CURE กันไปแล้ว ตอนนี้เรามาลองดูกันต่อว่าเบื้องหลังนั้นคืออะไร

กลางศตวรรษที่ 20 ไม่มีครอบครัวอเมริกันไหนที่ไม่รู้จักคำว่าโปลิโอ โรคนี้กลายเป็นเงาดำที่ปกคลุมฤดูร้อนของทุกปี พ่อแม่จำนวนมากไม่กล้าให้ลูกไปสระว่ายน้ำหรือสนามเด็กเล่น เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เชื้อไวรัสที่มองไม่เห็นจะทำให้ลูกน้อยเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต ภาพเด็ก ๆ ที่ต้องอยู่กับ “iron lung” เครื่องช่วยหายใจขนาดใหญ่ที่คล้ายโลงเหล็ก กลายเป็นสัญลักษณ์ความโหดร้ายของยุคสมัยนั้น สื่ออเมริกันรายงานอย่างต่อเนื่อง และทุกครอบครัวต่างรู้สึกได้ถึงความใกล้ตัวของโรคระบาดนี้

12 เมษายน 1955 เป็นวันที่ประวัติศาสตร์อเมริกันบันทึกไว้ด้วยความปลาบปลื้ม วันนั้นผลการทดลองวัคซีนโปลิโอของ Jonas Salk ถูกประกาศว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สื่อทุกสำนักรายงานตรงกันว่าประชาชนทั้งประเทศหลั่งน้ำตาและโห่ร้องด้วยความดีใจ ราวกับความกลัวที่กดทับมาตลอดหลายสิบปีถูกยกออกไปในพริบตา โรงเรียนโห่ร้องราวกับชนะสงคราม โรงพยาบาลเต็มไปด้วยพ่อแม่ที่ถามหาวัคซีนให้ลูก และโทรศัพท์ตามหน่วยสาธารณสุขก็ดังไม่หยุดตลอดทั้งวัน

แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้คือ การเตรียมการสำหรับ “วันชัยชนะ” ครั้งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องทดลองของ Salk แต่อยู่ในแผนการของ Basil O’Connor ประธาน March of Dimes นักบริหารที่มีวิสัยทัศน์และเชื่อมั่นเต็มร้อยว่าเมื่อผลการทดลองออกมาเป็นบวก สังคมต้องพร้อมที่จะได้รับวัคซีนทันทีโดยไม่เสียเวลาแม้แต่วันเดียว สำหรับ O’Connor ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์จะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มีระบบที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

Basil O’Connor ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แพทย์ แต่เขาคือทนายผู้มากด้วยฝีมือ และที่สำคัญคือ เพื่อนสนิทของ Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีสหรัฐผู้ป่วยโปลิโอจนต้องใช้รถเข็นตลอดชีวิต ทั้งคู่เคยทำงานร่วมกันในสำนักงานกฎหมายเดียวกัน ก่อนที่เส้นทางของ Roosevelt จะก้าวสู่การเมืองและนำประเทศผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วน O’Connor ก็เลือกยืนเคียงข้างในฐานะผู้จัดการและที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้ ความสัมพันธ์นี้ทำให้ O’Connor ไม่เพียงมีบารมีในวงการกฎหมาย แต่ยังเข้าถึงเครือข่ายการเมืองระดับชาติ เมื่อ Roosevelt ก่อตั้ง National Foundation for Infantile Paralysis ในปี 1938 O’Connor จึงเป็นผู้ลงมือบริหารจริง เขาใช้ความถนัดด้านการจัดการและการระดมทุน แปลงโครงการนี้ให้กลายเป็น March of Dimes ที่ดึงพลังจากคนทั้งประเทศเข้ามามีส่วนร่วม และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้วัคซีนโปลิโอของ Salk มีโอกาสเกิดขึ้นจริง

ดังนั้นก่อนที่ผลการทดลองจะถูกประกาศเสียอีก O’Connor ได้เดินเกมล่วงหน้า เขาติดต่อกับบริษัทเอกชนรายใหญ่ให้เข้ามามีบทบาทในสายการผลิตวัคซีน โดยเลือกบริษัททั้งหมดห้าแห่งที่จะได้รับสิทธิในการผลิตทันทีหากวัคซีนได้รับการรับรอง ความกล้าหาญในการวางแผนเชิงรุกเช่นนี้ทำให้สหรัฐพร้อมกระจายวัคซีนทั่วประเทศแทบจะทันทีหลังการประกาศผล ทุกอย่างถูกเตรียมราวกับจะเปิดประตูระบายน้ำ เมื่อประชาชนเรียกร้อง วัคซีนก็พร้อมเสิร์ฟโดยไม่ต้องรอช้า

บรรยากาศในสังคมจึงเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความมั่นใจเพียงชั่วข้ามคืน รัฐบาลได้รับการยกย่องว่าใช้วิทยาศาสตร์ปกป้องชีวิตพลเมืองได้จริง นักวิทยาศาสตร์ถูกยกขึ้นเป็นวีรบุรุษ และอุตสาหกรรมยากลายเป็นกลไกสำคัญในการสานต่อความหวังให้เป็นจริง ทุกฝ่ายดูเหมือนจะเดินไปในทิศทางเดียวกันคือการทำให้โปลิโอกลายเป็นโรคที่ถูกกำจัดไปจากหน้าประวัติศาสตร์มนุษย์

แต่ความรีบเร่งที่ดูเหมือนเป็นชัยชนะนี้ กำลังจะเปิดทางให้โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วัคซีนอุบัติขึ้น

เพียงไม่กี่วันหลังจากเสียงปรบมือและการเฉลิมฉลองกึกก้องทั่วอเมริกา ความเงียบงันก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างน่าประหลาด วันที่ 25 เมษายน 1955 มีรายงานจากแพทย์ท้องถิ่นว่ามีเด็กที่เพิ่งได้รับวัคซีนโปลิโอไม่นานกลับมีอาการของ paralytic poliomyelitis หรืออัมพาตคล้ายกับการติดเชื้อไวรัสโปลิโอตามธรรมชาติ ข่าวนี้ในตอนแรกอาจดูเหมือนกรณีประปราย แต่ไม่นานก็มีรายงานลักษณะเดียวกันทยอยตามมา จนไม่อาจปัดตกว่าเป็นเรื่องบังเอิญได้

สิ่งที่ทำให้แพทย์และนักระบาดวิทยาเริ่มสงสัยอย่างหนักคือรูปแบบของอาการที่แตกต่างจากการติดเชื้อโปลิโอทั่วไป ข้อแรก เดือนเมษายนไม่ใช่ฤดูกาลระบาดของโปลิโอตามธรรมชาติ โรคนี้มักพุ่งสูงในฤดูร้อน ดังนั้นการที่มีเด็กเริ่มเป็นอัมพาตในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิจึงผิดสังเกตอย่างมาก ข้อสอง รยางค์ที่อยู่ใกล้ตำแหน่งที่ฉีดวัคซีนคือจุดแรกที่เริ่มอ่อนแรงและกลายเป็นอัมพาต ตัวอย่างเช่น เด็กโตที่ได้รับวัคซีนที่ต้นแขนก็เริ่มมีอาการที่แขนข้างนั้นก่อน หรือในเด็กเล็กที่ฉีดที่สะโพก ขาข้างที่ถูกฉีดกลับกลายเป็นจุดที่อ่อนแรงมากที่สุด ลักษณะนี้ไม่ตรงกับการติดเชื้อตามธรรมชาติที่มักเริ่มต้นกระจายไม่เฉพาะเจาะจง

ข้อสาม ระยะฟักตัวของอาการสั้นผิดปกติ เด็กหลายคนเริ่มมีอาการเพียงเจ็ดวันหลังจากได้รับวัคซีน ทั้งที่ตามปกติการติดเชื้อจากไวรัสโปลิโอชนิดป่า (wild type virus) จะมีระยะฟักตัวตั้งแต่เจ็ดถึงยี่สิบเอ็ดวัน ความเร็วในการแสดงอาการเช่นนี้เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ได้ชัดว่าอาจไม่ใช่การติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมธรรมดา แต่เป็นผลโดยตรงจากวัคซีนที่ฉีดเข้าไป

และข้อสุดท้ายที่ทำให้ทุกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธได้คือ การพบ contact cases หรือผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้รับวัคซีนเอง แต่ป่วยเพราะอยู่ใกล้ชิดกับเด็กที่ได้รับวัคซีน เช่น พี่น้องหรือเพื่อนที่อยู่บ้านเดียวกัน ปรากฏว่าเด็กกลุ่มนี้เริ่มมีอาการราวยี่สิบสองวันหลังจากอีกฝ่ายได้รับวัคซีน นี่คือหลักฐานชัดเจนว่ามีไวรัสมีชีวิตแพร่กระจายออกจากผู้ที่ได้รับวัคซีนไปยังผู้อื่นได้จริง ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นหากวัคซีนผ่านกระบวนการทำลายเชื้อสมบูรณ์

จากเหตุผลทั้งหมดนี้ แพทย์และนักวิทยาศาสตร์จึงสรุปตรงกันว่านี่ไม่ใช่การระบาดตามธรรมชาติ แต่เป็นการติดเชื้อที่มาจากวัคซีนเอง สังคมที่เพิ่งเฉลิมฉลองการค้นพบทางการแพทย์ครั้งยิ่งใหญ่จึงเริ่มตั้งคำถามอันน่าหวาดหวั่น ว่าเกราะป้องกันที่พวกเขาหวังพึ่งพาอาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ด้วยมือของตัวเอง

เมื่อการสอบสวนเริ่มลงลึก คำตอบที่ไม่มีใครอยากได้ก็ปรากฏขึ้น วัคซีนที่ทำให้เด็กหลายร้อยคนป่วยและบางคนเสียชีวิตนั้นผลิตโดย Cutter Laboratories บริษัทเอกชนในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ได้รับสิทธิ์จาก March of Dimes ให้ผลิตวัคซีนตามสูตรของ Salk เหตุผลที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่สูตรวิทยาศาสตร์ แต่เกิดจาก ความบกพร่องในการผลิต ของโรงงานเอง

วัคซีนชนิดฉีดของ Salk ใช้ไวรัสจริงที่ถูกเพาะในเซลล์ไตลิง ก่อนจะผ่านกระบวนการ formalin inactivation คือใช้สารฟอร์มาลินทำให้ไวรัสตายหรือหมดฤทธิ์ กระบวนการนี้ต้องทำอย่างพิถีพิถันในเรื่องความเข้มข้นของสาร อุณหภูมิ และเวลา ถ้าทำได้พอดี ไวรัสจะหมดฤทธิ์และไม่ก่อโรค แต่ยังคงโครงสร้างโปรตีนที่ร่างกายใช้จดจำเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันในอนาคต

ปัญหาคือ Cutter ผลิตวัคซีนล็อตแรก ๆ ด้วยความรีบร้อนและไม่สามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้อย่างสม่ำเสมอ ผลก็คือบางขวดวัคซีนยังคงมีไวรัสที่มีชีวิตหลงเหลืออยู่จริง เด็กที่ได้รับวัคซีนเหล่านี้จึงไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน แต่กลับถูกฉีดเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ทำให้ป่วยเป็นโปลิโอแท้ ๆ ทั้งที่ตั้งใจมาป้องกัน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่เพียงทำให้เด็กหลายร้อยคนล้มป่วยและกลายเป็นอัมพาตถาวร แต่ยังมีผู้เสียชีวิต และที่น่าตกใจกว่าคือผู้ที่ติดเชื้อจากเด็กเหล่านี้ต่อไป กลายเป็นการแพร่ระบาดที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เป็นผลพวงจากวัคซีนที่ผิดพลาดโดยตรง ครอบครัวที่เคยเดินเข้าคลินิกด้วยความหวังว่าจะได้การปกป้อง กลับต้องออกมาพร้อมความสูญเสียที่ไม่มีวันเยียวยา

เสียงสังคมเดือดพล่าน สื่อมวลชนประโคมข่าว สภาคองเกรสถูกกดดันให้สอบสวนทันที และ Cutter กลายเป็นเป้าโกรธแค้นของทั้งประเทศ ครอบครัวผู้เสียหายพากันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่เมื่อคดีเข้าสู่ศาล กลับเกิดการตีความที่สร้างดราม่าไม่แพ้กัน ผู้พิพากษาตัดสินว่า Cutter ไม่ได้ “ละเลย” หรือ negligent ในขั้นตอนการผลิต เพราะพวกเขาทำตามมาตรฐานที่มีอยู่ในขณะนั้นแล้ว แต่ก็ยังต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายตามหลัก “implied warranty” หรือ “การรับประกันโดยนัย” หมายความว่า เมื่อบริษัทผลิตวัคซีนออกมาวางขาย ย่อมมีนัยว่าปลอดภัยต่อการใช้ แม้จะไม่เขียนรับประกันชัด ๆ ก็ตาม

การตัดสินเช่นนี้จุดไฟในใจประชาชน บางคนมองว่าศาลอ่อนข้อให้บริษัทยาเกินไป Cutter ไม่ถูกลงโทษทางอาญาใด ๆ เลย ทั้งที่เป็นต้นเหตุให้เด็กจำนวนมากเสียอนาคตและชีวิต แต่ในเชิงโครงสร้างกฎหมาย คำตัดสินนี้กลับสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่สำคัญต่อไปในอนาคต เพราะมันยืนยันว่าบริษัทผลิตวัคซีนหรือยาที่วางขายแล้ว ต้องถูกถือว่า “รับประกันความปลอดภัย” โดยอัตโนมัติ

แม้ Cutter Laboratories จะรอดพ้นจากการถูกลงโทษทางอาญา แต่เสียงสะท้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้กลับเปลี่ยนโครงสร้างการแพทย์และการกำกับดูแลไปตลอดกาล สหรัฐอเมริกาไม่อาจกลับไปเชื่อมั่นเพียงแค่วิทยาศาสตร์ในห้องทดลองอีกต่อไป ทุกคนตระหนักว่าความหวังในการ “รักษา” ต้องมีระบบ “ควบคุม” ประกบอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นหายนะจะเกิดขึ้นซ้ำอีก

สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือการสร้าง surveillance system เพื่อติดตามผลหลังการฉีดวัคซีนอย่างเป็นระบบ เหตุการณ์ Cutter แสดงให้เห็นว่าปัญหาอาจไม่ได้โผล่ขึ้นในห้องทดลอง แต่จะปรากฏในโลกจริงเมื่อวัคซีนถูกฉีดให้เด็กนับล้าน Surveillance system นี้จึงกลายเป็นสายตาที่คอยเฝ้าระวัง ไม่เพียงแต่ใช้กับโปลิโอ แต่ยังถูกขยายไปยังโรคติดเชื้อชนิดอื่น และท้ายที่สุดถูกใช้กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วย กลายเป็นรากฐานของระบบติดตามสุขภาพที่เราคุ้นเคยในยุคต่อมา

ต่อมา CDC ซึ่งก่อนหน้านั้นมักถูกมองว่าเป็นเพียง “หน่วยควบคุมมาลาเรีย” ก็เริ่มได้รับความสำคัญในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนและรัฐบาลเห็นความจำเป็นในการมีหน่วยงานกลางที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ อธิบายรูปแบบโรค และคาดการณ์การระบาดได้อย่างจริงจัง จากจุดเล็ก ๆ CDC จึงค่อย ๆ เติบโตเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลระดับโลกในด้านสาธารณสุข

ในมิติทางกฎหมาย เหตุการณ์ Cutter ทำให้หลัก “implied warranty” กลายเป็นเครื่องมือใหม่ ศาลสหรัฐชี้ว่า แม้บริษัทจะไม่ได้ละเลยโดยเจตนา แต่สินค้าที่วางขายย่อมถูกเข้าใจโดยสาธารณะว่า “ปลอดภัยในการใช้” ดังนั้นหากเกิดความเสียหาย บริษัทต้องรับผิดชอบโดยอัตโนมัติ หลักการนี้ถูกนำไปใช้กับวัคซีนและยารุ่นต่อ ๆ มา และขยายผลไปสู่สินค้าทางการแพทย์เกือบทั้งหมด เป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์แบบใหม่ระหว่างผู้บริโภค บริษัท และรัฐ

ท้ายที่สุด แนวคิดเรื่องการควบคุมผลิตภัณฑ์ชีววิทยาโดยตรงก็ถือกำเนิดขึ้น biological control program ถูกพัฒนาขึ้นและต่อมากลายเป็นหน่วยงานสำคัญของ FDA ที่เรารู้จักในชื่อ CBER – Center for Biologics Evaluation and Research ที่ทำหน้าที่กำกับวัคซีน เลือด เซลล์บำบัด และชีววัตถุทุกประเภท บทเรียนราคาแพงจาก Cutter คือเชื้อที่ยังมีชีวิตเพียงไม่กี่หยด สามารถทำลายความเชื่อมั่นของทั้งประเทศได้

Cutter Incident จึงเป็นมากกว่าโศกนาฏกรรมในหน้าประวัติศาสตร์ มันคือจุดเปลี่ยนที่แสดงให้เห็นชัดว่า เส้นทางจาก Cure ไปสู่ Control เริ่มต้นตรงนี้เอง ความฝันในการกำจัดโปลิโอสำเร็จจริงในทศวรรษต่อมา แต่ไม่ใช่เพราะการค้นพบเพียงอย่างเดียว หากเพราะสังคมสร้างระบบควบคุมที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ความหวังแปรเปลี่ยนเป็นหายนะอีก

#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #fromCUREtoCONTROL


Write a comment
No comments yet.