Oatstrich - How Horse Feed Became Human Hype Ep 2: The Great Deception
Oatstrich - How Horse Feed Became Human Hype Ep 2: The Great Deception อุตสาหกรรมแห่งการหลอกลวง
วันนี้จะเป็นเรื่องราวที่จะพาเพื่อนๆกลับไปสู่ยุคที่การตลาดเพิ่งถือกำเนิด และเรื่องราวเบื้องหลัง Quaker Oats ที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าสนใจระหว่างคุณงามความดีส่วนตัวกับการใช้ประโยชน์จากความศรัทธาของผู้อื่น
ในปี 1881 Henry Parsons Crowell นักธุรกิจหนุ่มอายุ 26 ปี ซื้อโรงสีข้าวโอ๊ตที่ล้มละลายในเมือง Ravenna รัฐโอไฮโอ สิ่งที่เขาพบคือธุรกิจที่กำลังขาดทุนอย่างหนัก เพราะไม่มีใครอยากซื้ออาหารม้า
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเล็กๆ แห่งนั้นในวันนั้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติที่จะเปลี่ยนไม่เพียงแค่อุตสาหกรรมอาหาร แต่ยังเป็นต้นแบบของการใช้ประโยชน์จากสัญลักษณ์ทางศาสนาเพื่อการค้า การกระทำที่จะสร้างความขัดแย้งทางจริยธรรมที่ยังคงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้
Crowell ไม่ใช่นักธุรกิจธรรมดา เขาได้รับการศึกษาจาก Grinnell College และมีประสบการณ์การทำงานในธุรกิจต่างๆ ทำให้เขาเข้าใจดีว่าการขายไม่ใช่เรื่องของสินค้า แต่เป็นเรื่องของการรับรู้ เขารู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่โอ๊ตมีคุณภาพแย่ ปัญหาอยู่ที่คนคิดว่าโอ๊ตเป็นอาหารสัตว์ สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างคือความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับพลังของสัญลักษณ์ทางศาสนา ในสังคมอเมริกาปลายศตวรรษที่ 19 นิกาย Quaker หรือ Religious Society of Friends มีชื่อเสียงในเรื่องความซื่อสัตย์ ความเรียบง่าย และความบริสุทธิ์ พวกเขาไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบยาสูบ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง และมีชื่อเสียงในการค้าขายที่ยุติธรรม
นี่คือจุดที่ Crowell ทำการตัดสินใจที่จะกลายเป็นต้นแบบของ “การปลอมแปลงตัวตนทางศาสนา” ในยุคสมัยใหม่ เขาตัดสินใจใช้ชื่อและภาพลักษณ์ของ Quaker โดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับชุมชนศาสนานี้เลย การเลือกใช้ชื่อ “Quaker” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Crowell และหุ้นส่วนเลือกชื่อนี้อย่างมีเจตนา “เพื่อปลุกเร้าคุณสมบัติเชิงบวกที่พวกเขารู้สึกว่าประชาชนเชื่อมโยงกับ Quakerism เช่น ความซื่อสัตย์ ความสุจริต และความบริสุทธิ์” แต่พวกเขาไม่เคยเป็นสมาชิกของชุมชน Quaker และไม่เคยขออนุญาตใช้ชื่อนี้
สิ่งที่น่าขันขมของเหตุการณ์นี้คือ ขณะที่ Crowell เป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดและใช้ชีวิตตามหลักศาสนา แต่เขากลับยินดีที่จะ “ขโมย” เอกลักษณ์ของกลุ่มศาสนาอื่นมาใช้เพื่อผลกำไร นี่เป็นความขัดแย้งอันน่าสนใจระหว่างการมีจริยธรรมส่วนตัวกับการขาดจริยธรรมในการทำธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1882 เมื่อ Crowell ตัดสินใจลงโฆษณาในนิตยสารใหญ่ครั้งแรก เขาเน้นเรื่องคุณภาพและการใช้คำว่า “guaranteed pure” บนบรรจุภัณฑ์เป็นสัญญาโดยนัยกับผู้บริโภคเรื่องความบริสุทธิ์ นี่เป็นการโฆษณาซีเรียลแบบแรกในประวัติศาสตร์อเมริกา และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สัญลักษณ์ความศรัทธาเป็นเครื่องมือการตลาด
ในช่วงกลางทศวรรษ 1880 Crowell เริ่มใช้กล่องกระดาษ 2 ปอนด์ พิมพ์ภาพชายในชุด Quaker ที่มีรอยยิ้มอ่อนโยน พร้อมคำแนะนำการปรุงอาหารที่ชัดเจน นี่เป็นการปฏิวัติในโลกอาหารเช้า เพราะ Quaker Oats กลายเป็นซีเรียลยี่ห้อแรกในอเมริกาที่มีการตลาดเป็นแบรนด์แทนการขายเป็นสินค้าเทกองไร้เอกลักษณ์ ก่อนหน้านี้ ลูกค้าต้องตักโอ๊ตเองจากถังไม้ขนาดใหญ่ 180 ปอนด์ในร้านขายของชำ ไม่มีตราสินค้า ไม่มีคำแนะนำการทำอาหาร ไม่มีการรับประกันคุณภาพใดๆ
ในปี 1888 Crowell ร่วมมือกับคู่แข่งเก่า Ferdinand Schumacher และครอบครัว Stuart เพื่อก่อตั้ง American Cereal Company โดยการควบรวมกิจการโรงสีโอ๊ตใหญ่ๆ เจ็ดแห่ง นี่เป็นการสร้างจักรวรรดิโอ๊ตที่จะครอบงำตลาดอเมริกา ในทศวรรษ 1890 Crowell บุกเบิกเทคนิคการตลาดหลายอย่างที่ยังใช้กันอยู่ทุกวันนี้ การส่งตัวอย่างฟรีไปทุกบ้านในเมือง Portland, Oregon ด้วยเด็กปั่นจักรยาน การใส่ของรางวัลในกล่อง เช่น จานชาม แก้วน้ำ การจัดการแข่งขันที่ต้องส่งฝากล่องมา การใช้คนดังมาโฆษณา และการข้ามผ้านค้าปลีกไปหาผู้บริโภคโดยตรง
จุดสูงสุดของการโฆษณาที่กล้าแสดงความยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำปี 1893 ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ กว่า 15,000 แห่งล้มละลาย Crowell กลับลงทุนกับการโฆษณาอย่างหนัก เขาใช้สโลแกนที่กล้าหาญ “Quaker Oats, the World’s Breakfast” การอ้างว่าเป็น “อาหารเช้าของโลก” นั้นเป็นการแสดงความมั่นใจที่ชายฟ้าเลยจรดฟ้า สินค้าที่เพิ่งเริ่มขายได้เพียงไม่กี่ปีก็กล้าอ้างตัวเป็นมาตรฐานอาหารเช้าระดับโลก นี่เป็นการโฆษณาที่เกินจริงอย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์
เขาโฆษณา Quaker Oats ว่าเป็น “ทางเลือกที่มีโภชนาการและราคาไม่แพงสำหรับแม่บ้านในการเลี้ยงครอบครัวแทนเนื้อ” เขาใส่ป้ายโฆษณาบนตู้รถไฟทั่วประเทศและลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์นิตยสารอย่างหนัก การอ้างว่าโอ๊ตสามารถ “ทดแทนเนื้อ” ได้นั้นเป็นการโฆษณาที่เกินจริงอย่างชัดเจน แต่ในยุคที่ไม่มีการควบคุมโฆษณาเข้มงวด และผู้บริโภคต้องการทางเลือกที่ถูกกว่าในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ ข้อความเหล่านี้ได้ผลอย่างมาก
ความสำเร็จในอเมริกายังไม่พอ Crowell มีความฝันใหญ่ เขาต้องการให้ Quaker Oats กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 บริษัทเริ่มส่งออกไปหลายประเทศ รวมถึง Latin America, Japan, China, Egypt และ India การขยายไปจีนเป็นพิเศษในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 Crowell ใช้วิธีการที่ละเอียดอ่อน เขาไม่ได้โฆษณาตรงๆ แต่เขาเข้าไปทำงานกับโรงพยาบาลและโรงเรียน เขาบริจาคโอ๊ตให้โรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วย และให้โรงเรียนสำหรับเด็กนักเรียน เมื่อคนเห็นว่าสถาบันที่น่าเชื่อถือใช้โอ๊ต พวกเขาก็เริ่มคิดว่าโอ๊ตคงดีจริง
ในปี 1901 สิ่งที่เขาทำเป็นเวลา 20 ปีได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ Quaker Oats Company กลายเป็นบริษัทมหาชนแรกในอุตสาหกรรมอาหาร มูลค่าหุ้นในวันแรกสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 300% นักลงทุนไว้วางใจในแบรนด์ที่สร้างมาจากการใช้ประโยชน์จากความศรัทธาอย่างเป็นระบบ
ในปี 1915 Crowell ได้สร้างนวัตกรรมที่กลายเป็นสัญลักษณ์อันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นั่นคือกล่องกระดาษแข็งทรงกระบอกที่เราคุ้นตาเห็นอยู่จนทุกวันนี้ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เรียบง่ายแต่โดดเด่นนี้ ไม่เพียงแต่ป้องกันความชื้นได้ดีกว่า แต่ยังช่วยให้สินค้าโดดเด่นบนชั้นวางในร้านค้า
ระหว่างปี 1920-1925 เป็นยุคทองของการขยายตัว Quaker Oats เปิดโรงงานในแคนาดา ออสเตรเลีย และเอเชีย ในจีน บริษัทมีการโฆษณาและส่งเสริมการขายอย่างจริงจังในทศวรรษ 1920s โดยสร้าง “Quaker Oats Book of Health” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเรื่องสุขภาพที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ แสดงให้เห็นถึงการใช้ “วิทยาศาสตร์” เป็นเครื่องมือการตลาดอย่างต่อเนื่อง
การหลอกลวงยังคงพัฒนาไปในรูปแบบใหม่ๆ ตัวอย่างที่โดดเด่นเกิดขึ้นในปี 1955 เมื่อ Quaker Oats ใส่ “โฉนดที่ดิน” ขนาดหนึ่งตารางนิ้วในดินแดน Yukon ของแคนาดาลงในกล่องซีเรียลทุกกล่อง นี่เป็นการส่งเสริมการขายที่เชื่อมโยงกับรายการวิทยุ “Sergeant Preston of the Yukon” ของบริษัท Quaker Oats ซื้อที่ดิน 19.11 เอเคอร์ในราคา 1,000 ดอลลาร์ แล้วแบ่งออกเป็น 21 ล้านแปลงละ 1 ตารางนิ้ว ผู้บริโภคตื่นเต้นมากจนกล่องทั้งหมดขายหมดภายในสัปดาห์ แคมเปญนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “หนึ่งในการส่งเสริมการขายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจอเมริกาเหนือ”
แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้เป็นการหลอกลวงที่มีการวางแผนอย่างพิถีพิถัน บริษัทรู้ตั้งแต่แรกว่าโฉนดเหล่านี้ไม่เคยได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ดังนั้นไม่มีผลทางกฎหมายแต่อย่างใด Quaker Oats ตั้งบริษัทแยกชื่อ “Great Klondike Big Inch Land Company” เพื่อถ่ายความรับผิดชอบและทำให้โฉนดดูเป็นทางการ ในปี 1965 เมื่อไม่มีใครจ่ายภาษีที่ดิน บริษัทจัดการก็ล้มละลาย รัฐบาลแคนาดาจึงยึดที่ดินทั้งหมดคืนในราคาเพียง 37.20 ดอลลาร์
สิ่งที่น่าสะเทือนใจคือทัศนคติของ Quaker Oats ต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค เมื่อผู้คนเริ่มตื่นตัวและเขียนจดหมายสอบถามเรื่องที่ดินของพวกเขา โฆษกของบริษัทตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ในยุค 1950s ว่าเรื่องนี้จะมีคุณค่าและความประทับใจที่ยาวนานแบบนี้” การแก้ตัวแบบนี้เป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่บริษัทเป็นผู้สร้างความหวังเท็จนี้ขึ้นมาเอง โดยดูเหมือนจะมองเป็นเรื่อง “น่าแปลก” และ “น่าอัศจรรย์” มากกว่าจะเป็นปัญหาที่ต้องรับผิดชอบ (จาก CEREAL BOX YUKON DEEDS AREN’T WORTH ANYTHING (Daily Press, August 14, 2019) “No one could have envisioned in the 1950s that this would have the lasting value and impression it has,” said a Quaker Oats spokesman)
ฝ่ายกฎหมายของ Quaker Oats ส่งจดหมายตอบกลับผู้สอบถามว่า “คุณค่าที่แท้จริงของโฉนดอยู่ที่ความโรแมนติกของการเป็นเจ้าของที่ดินใน Yukon Territory มากกว่าคุณค่าที่แท้จริงของที่ดิน 1 ตารางนิ้ว” คำตอบนี้แสดงให้เห็นความหยิ่งยโสและการดูถูกผู้บริโภคที่เชื่อใจบริษัท พวกเขาปฏิเสธที่จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และมองเรื่องนี้เป็นเพียง “ความโรแมนติก” ทั้งที่หลายคนใช้เงินจริงและความคาดหวังจริงกับสิ่งที่บริษัทสัญญา
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างที่บริษัทพยายามทำให้ดู ผู้คนหลายคนเอาเรื่องนี้จริงจัง ชายคนหนึ่งสะสมโฉนดได้ 10,800 ใบ โดยคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของที่ดิน 75 ตารางฟุต และเขียนจดหมายแจ้ง Quaker Oats เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ มีชายอีกคนที่ถูกฟ้องร้องฐานฆ่าภรรยา พยายามใช้โฉนดเหล่านี้เป็นค่าจ้างทนายความ แม้ทนายจะขอถอนตัวเมื่อรู้ว่าที่ดินมีเพียง 1,000 ตารางนิ้ว เด็กคนหนึ่งส่งไม้จิ้มฟันสี่ต้นและเชือกไปให้บริษัท ขอให้ช่วยเขียนขอบเขตที่ดินให้
ที่สำคัญคือปัญหานี้ไม่ได้จบลงในอดีต สำนักงานที่ดินของ Yukon ปัจจุบันยังคงมีแฟ้มเอกสารหนา 18 นิ้วเต็มไปด้วยจดหมายสอบถามเกี่ยวกับโฉนดเหล่านี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาล Yukon ยังคงได้รับจดหมายและโทรศัพท์สอบถามเรื่องโฉนดเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ หลายพันคนที่เชื่อว่าตัวเองเป็นเจ้าของที่ดินยังคงเขียนจดหมายไปสอบถามทุกๆ ไม่กี่เดือน โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาพบโฉนดเก่าในห้องใต้หลังคาหรือของเก่าที่เก็บไว้
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเหลือเชื่อของสถานการณ์นี้คือโฉนดที่ไร้ค่าเหล่านี้กลับมีราคาในตลาดนักสะสมในปัจจุบัน โดยมีราคาอยู่ที่ 25-30 ดอลลาร์สำหรับโฉนดที่อยู่ในสภาพดี นี่เป็นเรื่องขัดแย้งที่น่าขัน สิ่งที่บริษัทให้ฟรีเพื่อหลอกลวงผู้บริโภคกลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากความหายากและคุณค่าทางประวัติศาสตร์
เหตุการณ์นี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่ Quaker Oats สร้างปัญหาระยะยาวแล้วปล่อยให้สังคมแก้ไข บริษัทได้กำไรจากการขายซีเรียลเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้น พวกเขากลับผลักภาระให้กับรัฐบาลแคนาดาและผู้บริโภคที่ถูกหลอก การไม่รับผิดชอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการคิดของบริษัทที่มองผู้บริโภคเป็นเพียงเป้าหมายการตลาด ไม่ใช่มนุษย์ที่มีความรู้สึกและความคาดหวัง นี่เป็นมรดกของการหลอกลวงที่เริ่มต้นจาก Crowell และยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบใหม่ๆ ผ่านทศวรรษต่างๆ
ปี 1925 บริษัท Quaker Oats มีรายได้ปีละ 50 ล้านดอลลาร์ และมีส่วนแบ่งตลาดโอ๊ตในอเมริกาถึง 85% ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากการที่โอ๊ตดีขึ้น แต่มาจากการที่คนเชื่อว่าโอ๊ตดี ความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการใช้ประโยชน์จากความศรัทธาทางศาสนาและการโฆษณาที่เกินจริงอย่างเป็นระบบเป็นเวลากว่า 40 ปี
สิ่งที่ Crowell อาจไม่คาดคิดคือปฏิกิริยาจากชุมชน Quakers จริง ตลอดประวัติศาสตร์ของบริษัท สมาชิกของ Religious Society of Friends ได้แสดงความไม่พอใจต่อการใช้ชื่อและภาพลักษณ์ของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นในปี 1990 เมื่อ Quaker Oats ออกโฆษณาที่แสดงตัวการ์ตูน Popeye แต่งตัวเป็น Quaker โดยใส่หมวกดำและเสื้อผ้าแบบ Quaker แบบดั้งเดิม
ปัญหาคือใน โฆษณานี้ Popeye ที่แต่งตัวเป็น Quaker กลับใช้ความรุนแรงต่อศัตรูต่างๆ เช่น ต่างดาว ปลาฉลาม และ Bluto ตัวร้ายประจำ นี่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับหลักการพื้นฐานของ Religious Society of Friends ที่ยึดมั่นในหลักการสันติภาพและไม่ใช้ความรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตใดๆ ชาว Quakers จริงเป็นกลุ่มที่ต่อต้านสงคราม ส่งเสริมการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ การที่ Quaker Oats ใช้ภาพลักษณ์ Quaker ไปกับตัวละครที่ใช้ความรุนแรงจึงเป็นการบิดเบือนเอกลักษณ์ของพวกเขาอย่างร้ายแรง
ผลที่ตามมาคือ ชาว Quakers หลายคนเริ่มเขียนจดหมายประท้วงไปยังบริษัท พวกเขารู้สึกว่าการโฆษณาแบบนี้ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าชาว Quakers สนับสนุนความรุนแรง ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อและปฏิบัติมาตลอดหลายศตวรรษ นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่บริษัทใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของกลุ่มศาสนาโดยไม่เคารพหรือเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของพวกเขา
มากกว่านั้น ในปี 2022 สมาชิก Religious Society of Friends จำนวน 28 คนได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง Quaker Oats ขอให้เปลี่ยนชื่อ โดยอ้างเรื่อง “cultural appropriation” และชี้ให้เห็นว่า “บริษัทไม่เคยจ่ายค่าสิทธิ์ใดๆ ให้กับ Religious Society of Friends สำหรับการใช้ชื่อและภาพ Quaker” ที่น่าขันคือ Quaker Oats กลับพยายามป้องกันไม่ให้ Quakers จริงใช้ชื่อตัวเอง เมื่อชาว Quakers จาก Orange County ใช้ชื่อ “Quaker OAKS Christmas Tree Farm” ทนายความของ Quaker Oats ส่งจดหมายขู่ฟ้องร้อง แสดงให้เห็นถึงการ “กลับหัวกลับหาง” ของสถานการณ์
สิ่งที่น่าสนใจคือ Crowell เองเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดและเป็นนักการกุศลที่บริจาคมากกว่า 70% ของความมั่งคั่งให้การกุศล เขาสนับสนุน Moody Bible Institute และองค์กรคริสเตียนมากมาย แต่เขากลับไม่เห็นปัญหาทางจริยธรรมในการ “ขโมย” เอกลักษณ์ของกลุ่มศาสนาอื่นมาใช้เพื่อผลกำไร นี่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการที่บุคคลสามารถมีคุณงามความดีในด้านหนึ่งขณะเดียวกันก็กระทำผิดทางจริยธรรมในอีกด้านหนึ่ง การกระทำของ Crowell แสดงให้เห็นว่าการเป็น “คนดี” ในชีวิตส่วนตัวไม่ได้รับประกันว่าจะมีจริยธรรมในการทำธุรกิจ
การที่ Crowell ทำให้อาหารสัตว์กลายเป็นอาหารมนุษย์สำเร็จได้ เพราะเขาเข้าใจหลักการว่าคนเราไม่ได้ซื้อสินค้า เราซื้อเรื่องเล่า เราซื้อความรู้สึก เราซื้อความไว้วางใจ และสิ่งที่มีอำนาจมากที่สุดในการสร้างความไว้วางใจคือสัญลักษณ์ทางศาสนา แต่การใช้สัญลักษณ์ทางศาสนาโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่แบ่งปันผลประโยชน์กลับคืนให้ชุมชนเจ้าของนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของการหลอกลวง การหลอกลวงที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าการโกหกตรงๆ แต่ทำลายล้างความไว้วางใจของผู้บริโภคได้เช่นเดียวกัน
วันนี้ PepsiCo ซึ่งเป็นเจ้าของ Quaker Oats ยังคงใช้สัญลักษณ์ Quaker และยังคงไม่จ่ายค่าสิทธิ์ใดๆ ให้กับชุมชน Religious Society of Friends การหลอกลวงที่เริ่มต้นเมื่อ 140 ปีที่แล้วยังคงดำเนินต่อไป เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตั้งคำถามว่าใครเป็นเจ้าของ “ความศักดิ์สิทธิ์” และใครมีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์จากการใช้มัน
#Oatstrich #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr
Write a comment