The Keys Effect EP.4 Seven Countries Study – ตัดต่อโลกให้ตรงใจ
ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ชายคนหนึ่งได้ก้าวเข้าสู่เวทีโลกด้วยโครงการวิจัยที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการกินของมนุษยชาติไปตลอดกาล ชื่อของเขาคือ Ancel Keys และโครงการของเขาคือ Seven Countries Study หรือ “การศึกษาเจ็ดประเทศ” ที่กลายเป็นรากฐานของแนวคิดที่ว่า “ไขมันอิ่มตัวเป็นศัตรูของหัวใจ”
แต่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของการวิจัยนี้ กลับซ่อนเงื่อนงำและผลประโยชน์ที่ไม่มีใครเล่าให้ฟัง นี่คือเรื่องราวที่ไม่เคยมีใครเปิดเผย เรื่องราวของการ “ตัดต่อโลกให้ตรงใจ” ของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งและเครือข่ายผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่
ย้อนรอยกันก่อน Ancel Keys ไม่ได้เป็นนักวิจัยธรรมดา เขาเคยเป็นผู้คิดค้น K-Ration อาหารสำหรับทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นนักวิจัยที่ทำการทดลองอดอาหารกับมนุษย์ในโครงการ Minnesota Starvation Experiment ที่โด่งดังโหดร้าย ชื่อเสียงและประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในวงการโภชนาการ
Keys เริ่มโครงการ Seven Countries Study ในปี 1958 ด้วยการนำเสนอแนวคิดใหม่ในการใช้การศึกษาประชากรขนาดใหญ่เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและสุขภาพ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ที่ไม่มีใครรู้คือ Keys มีวาระซ่อนเร้น เขาต้องการพิสูจน์สมมติฐานใหม่ของตัวเองว่า “ไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ”
Keys เริ่มต้นด้วยการศึกษานำร่องในหลายประเทศระหว่างปี 1952-1957 ในอิตาลี กรีซ และฟินแลนด์ เพื่อสำรวจความหลากหลายของอาหาร แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือ เขาเลือกประเทศเหล่านี้ได้อย่างไร?
จากนั้นระหว่างปี 1958-1964 Keys ได้เก็บข้อมูลหลักจากประเทศเจ็ดแห่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ ยูโกสลาเวีย และญี่ปุ่น โดยมีชายอายุ 40-59 ปี จำนวนกว่า 12,760 คนเข้าร่วม
โครงการนี้ถือเป็นความพยายามร่วมกันของนักวิจัยจากทั่วโลก ภายใต้การนำของ Keys ซึ่งเป็นนักสรีรวิทยาจากมินนิโซตา แต่ความจริงคือ Keys มีอำนาจในการควบคุมทิศทางการวิจัยและการตีความผลลัพธ์เกือบทั้งหมด
ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ ตำนานยอดฮิตเกี่ยวกับ Seven Countries Study คือ Ancel Keys เลือกประเทศเฉพาะเจาะจงที่จะพิสูจน์ทฤษฎีของเขาเกี่ยวกับไขมันอิ่มตัว นักวิจารณ์ยังอ้างว่า Keys มีข้อมูลจาก 22 ประเทศ แต่เผยแพร่ข้อมูลเพียง 7 ประเทศเท่านั้น
Keys ตัดประเทศที่มีไขมันสูงแต่โรคหัวใจต่ำออกไป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ “French Paradox” นอกจากนี้ เขายังไม่รวมประเทศที่มีไขมันต่ำแต่โรคหัวใจสูง ทำให้ข้อมูลดูเหมือนสนับสนุนสมมติฐานของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อถูกตั้งคำถาม Keys และเครือข่ายนักวิจัยของเขาออกมาแก้ตัวว่าการเลือกประเทศมีเป้าหมายเพื่อความหลากหลายของอาหาร ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนสมมติฐาน แต่หลักฐานชี้ให้เห็นว่าการเลือกนั้นมีความตั้งใจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่าง Keys กับ American Heart Association (AHA) ซึ่ง Keys ยังชักจูงแพทย์ใน AHA ให้ยอมรับเงินทุนจากบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์ไขมันจากน้ำมันพืช Ancel Keys เป็นผู้มีอิทธิพลใน American Heart Association และเป็นเพื่อนสนิทของ Paul Dudley White หนึ่งในผู้ก่อตั้งองค์กร
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ใน AHA มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในปี 1948 ได้รับเงินบริจาค 1.7 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ในค่าเงินปัจจุบัน จาก Procter & Gamble ผู้ผลิตน้ำมันพืช Crisco การบริจาคนี้ทำให้ AHA ที่เคยเป็นองค์กรเล็ก ๆ กลายเป็นองค์กรใหญ่และมีอิทธิพล
ในปี 1961 Ancel Keys ได้ตำแหน่งในคณะกรรมการโภชนาการของ American Heart Association ในปีเดียวกันนั้น AHA แนะนำให้ชาวอเมริกันเปลี่ยนจากไขมันอิ่มตัวมาใช้ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตัวแทน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันพืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
Seven Countries Study ได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนแก่ Ancel Keys และนักวิจัยหลัก รวมถึงเงินทุนที่ได้รับในประเทศต่าง ๆ ในช่วง 10 ปีแรกของการศึกษา การสนับสนุนหลักมาจาก U.S. Public Health Service, U.S. National Heart, Lung and Blood Institute และ American Heart Association
แต่ที่ไม่มีใครพูดถึงคือเครือข่ายผลประโยชน์ที่ซับซ้อนระหว่างองค์กรเหล่านี้กับอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมันพืชและธัญพืช ที่ได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากคำแนะนำให้ลดไขมันอิ่มตัว
หลังจากการติดตาม 25 ปี Keys ประกาศผลการวิจัยที่ว่า “ไขมันอิ่มตัวสัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอล และคอเลสเตอรอลสัมพันธ์กับอัตราเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ผลลัพธ์นี้ดูสวยงามและเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการสื่อสารไปยังประชาชน
Keys เปรียบไขมันอิ่มตัวว่าเป็น “ตัวร้าย” และชี้ให้เห็นว่าประเทศที่คนกินไขมันอิ่มตัวมาก เช่น อเมริกาและฟินแลนด์ มีอัตราโรคหัวใจสูง ขณะที่ประเทศที่คนกินน้ำมันมะกอก ผัก และธัญพืช เช่น กรีซและอิตาลี มีอัตราโรคหัวใจต่ำ
แต่ความจริงที่ Keys ไม่ได้พูดถึงคือ ในประเทศเมดิเตอร์เรเนียนเหล่านั้น ผู้คนยังกินไขมันอิ่มตัวจากชีส เนื้อแกะ และผลิตภัณฑ์จากนมในปริมาณไม่น้อย และที่สำคัญ พวกเขามีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากชาวตะวันตกอย่างมาก หรือพูดง่ายๆคือ มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน แม้แต่ปริมาณการเคลื่อนไหวตัวในกิจกรรมต่างๆ
Keys กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการแพทยศาสตร์ที่ชื่อเสียงของเขาลงไปถึงระดับประชาชนคนอเมริกันทั่วไป ในปี 1961 ภาพของเขาได้ขึ้นปกนิตยสาร TIME ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการสร้างเครือข่ายและการมีอิทธิพลในองค์กรสำคัญ ๆ
หลังจากที่ AHA ประกาศแนะนำให้ลดไขมันอิ่มตัวในปี 1961 ก็ตามมาด้วยนโยบายระดับชาติ ในปี 1980 USDA ประกาศแนวทางอาหารที่จำกัดไขมันไม่เกิน 30% ของพลังงานในมื้ออาหาร นโยบายนี้แพร่กระจายไปทั่วโลกผ่านองค์กรระหว่างประเทศ เช่น FAO, WHO
ผลที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารอย่างรวดเร็ว นี่คือยุคที่อาหารซีเรียล น้ำมันพืช margarine และธัญพืชกลายเป็นอาหาร ‘แกนกลาง’ โดยมีนโยบายระหว่างประเทศหนุนพลังงานคาร์โบไฮเดรตจำนวนมาก แนวคิดว่า “อาหารที่มีไขมันน้อยคือดี” ถูกกลืนเข้าสู่ educational material โรงเรียน คู่มือโครงการช่วยเหลือโลก จนเกือบถาวร แต่ที่สำคัญที่สุดคือคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นว่าเบื้องหลังนั้นคือ “ความสัมพันธ์ระหว่างโมเดลอาหาร, อุตสาหกรรมอาหาร ขณะที่เนย ไข่ และเนื้อสัตว์ถูกตีตราว่าเป็นอาหารที่ “เป็นอันตราย” และอำนาจของ Keys ที่ส่งผ่านทุนวิจัย” ไม่ว่าจะ FAO, USDA, WHO, AHA ผลประโยชน์และอำนาจเหล่านั้นกลายเป็นกลไกที่ controllor อาหารของมนุษยชาติได้
แม้จะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ตั้งคำถามต่อ Seven Countries Study เช่น Minnesota Coronary Survey และ Harvard Nurses’ Health Study ที่พบว่าการลดไขมันอิ่มตัวแล้วเพิ่มคาร์โบไฮเดรตกลับไม่ได้ลดอัตราการตาย แต่ผลวิจัยเหล่านี้มักถูกละเลย หรือถูกโจมตีโดยกลุ่มที่สนับสนุน Keys
โดยรวมแล้ว แม้ว่า Seven Countries Study จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการบริโภคอาหารและนโยบายสาธารณสุข แต่ก็ถูกวิจารณ์เรื่องวิธีการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเลือกสรร และอคติที่อาจมี นักวิจัยที่พยายามเสนอมุมมองทางเลือกมักจะถูกตัดทุนวิจัย หรือถูกกีดกันจากวารสารวิชาการชั้นนำ ขณะที่งานวิจัยที่สนับสนุนแนวคิดของ Keys ได้รับการสนับสนุนและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
การที่ไขมันอิ่มตัวถูกตีตราว่าเป็นตัวร้าย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารอย่างมหาศาล ผู้ได้ประโยชน์ -บริษัทน้ำมันพืช เช่น Procter & Gamble, Unilever -อุตสาหกรรมธัญพืชและซีเรียล -บริษัทอาหารแปรรูปที่สามารถผลิตอาหาร “low-fat” ได้ราคาถูก -องค์กรสุขภาพที่ได้รับเงินบริจาคจากอุตสาหกรรมเหล่านี้
ผู้เสียประโยชน์ -เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์และผลิตผลิตภัณฑ์จากสัตว์ -อุตสาหกรรมนมและเนย -ประชาชนทั่วไปที่ถูกเบี่ยงเบนไปบริโภคอาหารแปรรูปมากขึ้น
หลังจากนโยบาย “low-fat” แพร่หลาย อัตราโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในอเมริกาและประเทศที่ปฏิบัติตามแนวทางนี้ เหตุผลหลักคือเมื่อคนลดไขมัน พวกเขาจะเพิ่มคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะน้ำตาลและแป้งแปรรูปเข้าไปในอาหาร เพราะต้องปรับรสชาติให้น่ากินเหมือนเดิม
อุตสาหกรรมอาหารใช้ประโยชน์จากแนวทางนี้โดยการผลิตอาหาร “low-fat” ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลและสารเคมี เพื่อให้มีรสชาติที่ดี ทำให้คนกินอาหารแปรรูปมากขึ้น และนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงกว่าเดิม
Seven Countries Study ไม่เพียงแต่เป็นงานวิจัยที่มีอคติ แต่ยังเป็นการออกแบบให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของมนุษยชาติ
Keys ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่บริสุทธิ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผลประโยชน์ที่ซับซ้อน ที่รวมถึงองค์กรสุขภาพ หน่วยงานรัฐบาล และอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่
การที่ AHA ได้รับเงินจาก Procter & Gamble ก่อนหน้านี้ และการที่ Keys มีอิทธิพลในองค์กรนี้ ทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของการวิจัย
ในปัจจุบัน การดูไม่เชื่อถือวิธีการ เจตนา และข้อสรุปของ Seven Countries Study กำลังได้รับการพูดถึง วิเคราะห์ ตีแผ่จุดบกพร่องเป็นอย่างมาก โดยปรากฏในหนังสือและคำแสดงความคิดเห็นออนไลน์ และข้อมูลเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในแนวโน้มและการอภิปรายเรื่องอาหารในปัจจุบันก็ตาม
แต่ความจริงที่ปรากฎก็คือ อิทธิพลของ Seven Countries Study ยังคงแข็งแกร่งและโค่นไม่ลง เพราะมันซึมลึกลงไปในเบื้องลึกกของผู้บริโภค ซึ่งถ้ายังจำกันได้ งานวิจัยของ Keys เกี่ยวกับ “การควบคุมพฤติกรรมมนุษย์” ได้มีการทำและวางรากฐานไว้ตั้งแต่สงครามโลก ผสมกับ อัจฉริยภาพในการตั้งชื่อไขมัน ก็มีส่วนมาก
นโยบายอาหารของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกยังคงยึดติดกับแนวคิดที่ว่า “ไขมันอิ่มตัวเป็นอันตราย” แม้จะมีหลักฐานมากมายที่ขัดแย้งกับแนวคิดนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงจะกระทบต่อผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่โตเกินไป
Seven Countries Study ไม่ใช่เพียงแค่งานวิจัยที่มีข้อบกพร่อง แต่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสร้างผลประโยชน์ให้กับกลุ่มเฉพาะ Keys สำเร็จในการ “ตัดต่อโลก” ให้เดินตามแนวคิดของเขา โดยใช้ชื่อเสียงทางวิชาการ เครือข่ายผลประโยชน์ และการควบคุมข้อมูล
ผลที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลงวิถีการกินของมนุษยชาติในทิศทางที่อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพ แต่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป
วันนี้ เมื่อเราเข้าใจเบื้องหลังของ Seven Countries Study แล้ว เราจึงควรตั้งคำถามกับคำแนะนำทางโภชนาการที่เราได้รับ และพิจารณาว่าใครคือผู้ได้ประโยชน์จริง ๆ จากคำแนะนำเหล่านั้น
สำหรับ Keys มันคือชัยชนะแห่งยุคสมัย จากนักโภชนาการทดสอบอาหารในสนามรบเขาได้กลายเป็นผู้นำทิศทางอาหารในระดับโลกระบบทุนรับรองว่าอาหารที่มีไขมันน้อยคือแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง และแนวทางนี้ได้ฝังตัวอย่างลึกในระบบอาหาร การตลาด วัฒนธรรม และสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้
ทั้งหมดจึงไม่ใช่แค่งานวิจัย แต่เป็น “การตัดต่อโภชนาการโลก” ให้เดินตามโครงเรื่องที่ Keys เรียกว่า ‘Dietary Goals’ และนี่คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจให้ลึกยิ่งขึ้น
หลังจากที่เรารู้เรื่องแต่ละชิ้นส่วนแล้ว ต่อไปเราจะนำมาต่อภาพรวมให้เห็นว่า มันคืออะไรและสืบทอดมาสู่ปัจจุบันและจะไปสู่อนาคตอย่างไร #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #TheKeysEffect
Write a comment