BURN - The History of Calories EP1: Fire in a Can

ย่อนประวัติแคลอรีกันว่า เครื่อง แคลอรีบอมบ์ เกิดมายังไง
BURN - The History of Calories 
EP1: Fire in a Can

ในปี 1780 นักเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อ Antoine Lavoisier นั่งอยู่ในห้องทดลองที่ปารีส กำลังมองดูเปลวไฟที่ลุกโชนในเครื่องมือวัดแปลกๆ ที่เขาเพิ่งสร้างขึ้น เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นจะกลายเป็นรากฐานของความเชื่อที่จะครอบงำโลกนี้เป็นเวลากว่า 200 ปี

Lavoisier กำลังศึกษาเรื่องการเผาไหม้ เขาต้องการทราบว่าเมื่อสิ่งต่างๆ ถูกเผาไหม้ จะปล่อยพลังงานออกมาเท่าไหร่ และพลังงานนั้นไปไหน นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่เรียกว่า “แคลอรี” ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นเพียงหน่วยวัดความร้อนทางฟิสิกส์เท่านั้น

เรื่องราวที่น่าสนใจคือ Lavoisier ไม่เคยคิดเลยว่าการค้นพบนี้จะถูกนำไปใช้กับอาหารที่เรากินในวันนี้ เขาแค่อยากเข้าใจธรรมชาติของการเผาไหม้ และวิธีการวัดพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้น แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็พาเราไปในทิศทางที่ไม่เคยคาดคิด

หลังจากที่ Lavoisier วางรากฐานเรื่องการวัดพลังงานความร้อน วิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 นักฟิสิกส์เริ่มพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า “Bomb Calorimeter” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ดูเหมือนถังเหล็กขนาดเล็กที่สามารถวัดพลังงานความร้อนได้

เนื่องจากว่าตอนนั้น โลกตะวันตกกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “คลั่งตัวเลข” ทุกอย่างต้องวัดได้ ต้องคำนวณได้ ต้องแปลงเป็นสูตรที่ใส่ในสมการฟิสิกส์ได้หมด โดยเฉพาะหลักการของเทอร์โมไดนามิก ซึ่งเป็นรากฐานใหม่ที่กำลังอธิบายทุกอย่างบนโลก ตั้งแต่ไอน้ำยันแรงงานคน

นักวิทยาศาสตร์จึงเริ่มมองว่าร่างกายมนุษย์เองก็ควรถูกอธิบายด้วยหลักเดียวกัน ถ้าเราคิดว่าร่างกายเป็นเหมือนเครื่องจักร แล้วอาหารคือเชื้อเพลิง ก็ต้องมีวิธีวัดพลังงานจากอาหารให้ได้เหมือนกับการวัดถ่านหินหรือฟืน และเครื่องมือที่ตอบโจทย์นี้ก็คือ Bomb Calorimeter ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาได้ไม่กี่สิบปี เป็นหม้อเหล็กที่ออกแบบมาเพื่อเผาอะไรสักอย่างให้มอดไหม้ แล้ววัดความร้อนที่ออกมาด้วยความแม่นยำสุดๆ ในน้ำที่อยู่ล้อมรอบมัน

เท่าที่มีการพูดคุยกัน Bomb Calorimeter ไม่ได้มีคนคิดคนเดียวแบบชัดเจน แต่มีต้นทางมาจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในแวดวง ฟิสิกส์ความร้อนและเคมีพลังงาน ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 แต่ถ้าจะกล่าวถึงบุคคลที่มีชื่อเสี่ยงเกี่ยวกับสิ่งนี้ จะสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้

นักวิทยาศาสตร์ที่ถือว่าเป็นผู้ “บุกเบิก” แนวคิดของ calorimeter คนแรกของโลก คือตัว Antoine Lavoisier (อ็องตวน ลาวัวซิเยร์) เองและ Pierre-Simon Laplace (ปิแอร์-ซีมง ลาปลาส) ในช่วงปี ค.ศ. 1780s สร้างเครื่องมือที่ชื่อว่า ice calorimeter เครื่องนี้ไม่ได้วัดด้วยเหล็กหนาหรือไฟเผา แต่วัดด้วยการดูว่าน้ำแข็งละลายไปเท่าไหร่เมื่อสัตว์หายใจเข้าออกในโดมที่ปิดสนิท มันคือการพิสูจน์ว่า “การหายใจ” และ “การเผาไหม้” มีคุณสมบัติทางความร้อนเหมือนกัน จุดประกายแนวคิดว่าเราสามารถวัดพลังชีวิตได้ด้วยความร้อน และวางรากฐานให้กับ calorimeter รุ่นต่อๆมา

ร้อยปีผ่านไปหลังจากยุคน้ำแข็งของ Lavoisier ก็ถึงคราวของ Marcellin Berthelot นักเคมีสายแข็งแห่งฝรั่งเศส ผู้สร้างเครื่องวัดความร้อนจากการเผาไหม้แบบ “เต็มสูบ” ด้วยถังเหล็กแรงดันสูงที่เรียกว่า bomb calorimeter เครื่องของเขาทำให้สามารถเผาสารตัวอย่างในสภาพที่ควบคุมได้แน่นหนา เหมือนระเบิดลูกเล็กๆ ที่อยู่ในห้องทดลอง ซึ่งพอเผาแล้วจะวัดอุณหภูมิของน้ำที่ล้อมรอบถังเพื่อนำไปคำนวณพลังงานได้ นี่คือครั้งแรกที่มนุษย์สามารถวัดค่าพลังงานจากการเผาไหม้ของสารต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ และเครื่องนี้เองที่กลายเป็น รุ่นต้นแบบของ bomb calorimeter ที่ใกล้เคียงกับที่ใช้วัดอาหาร สมัยใหม่ที่ใช้วัดแคลอรีของอาหาร

Wilbur Olin Atwater (นักโภชนาการชาวอเมริกัน) ร่วมกับนักฟิสิกส์ Edward Bennett Rosa พัฒนา bomb calorimeter เวอร์ชันสำหรับงานโภชนาการที่ Wesleyan University ในปี 1890s และต่อมาเป็นพื้นฐานของระบบการวัดพลังงานอาหารที่เรียกว่า Atwater System ที่ยังใช้กันจนทุกวันนี้

ดังนั้นความหลงใหลนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเอาทุกอย่างโยนเข้าไปในเครื่อง Bomb Calorimeter ไม่ใช่แค่อาหาร แต่รวมถึงไม้ หนังสือ ถ่านหิน ขี้สัตว์ และแม้แต่ขี้คน Wilbur Atwater นักโภชนาการผู้บุกเบิกของสหรัฐอเมริกา (ที่เราจะกล่าวถึงภายหลัง) ถึงขั้นเผาทั้งข้าว เนื้อ และอุจจาระของผู้ทดลอง เพื่อหาว่าอาหารที่กินเข้าไปจริงๆ ร่างกายเอาไปใช้เท่าไหร่ และปล่อยทิ้งออกมาแค่ไหน

เป้าหมายไม่ใช่ความเข้าใจเชิง “ชีววิทยา” แต่มุ่งหาค่าพลังงานสุทธิที่จะป้อนเข้าไปในสูตร “พลังงานเข้า - พลังงานออก” แบบที่ใช้กับเครื่องจักรกลโรงงาน ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนคำว่า “ถ้า” … ถ้าร่างกายคือระบบปิด ถ้ามันทำงานเหมือนเครื่องยนต์ ถ้าทุกการเคลื่อนไหววัดได้ด้วยแคลอรี… แต่ไม่มีใครหยุดถามว่า แล้ว “ถ้าไม่ใช่ล่ะ?”

หลักการทำงานของ Bomb Calorimeter นั้นเรียบง่าย เขาจะใส่ตัวอย่างอาหารลงไปในหม้อเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยออกซิเจน จากนั้นจะจุดระเบิดเผาไหม้ตัวอย่างนั้นให้หมด ความร้อนที่เกิดขึ้นจะถูกวัดโดยการดูการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำที่ล้อมรอบหม้อ

Bomb Calorimeter จึงเป็นแค่เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อวัดพลังงานของวัตถุอย่างในระบบปิด (closed system) ภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมไว้ เช่น ออกซิเจนเต็มที่ อุณหภูมิคงที่ แต่ไม่มีปัจจัยชีวภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง มันเหมาะสำหรับการวัดพลังงานความร้อนในห้องทดลอง แต่ไม่สามารถจำลองระบบที่ซับซ้อนของร่างกายมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

นี่คือจุดที่เรื่องราวเริ่มน่าสนใจ เมื่อนักวิทยาศาสตร์เอาอาหารชิ้นเล็กๆ ใส่เข้าไปในเครื่อง Bomb Calorimeter แล้วจุดระเบิดมัน พวกเขาพบว่าอาหารแต่ละชนิดให้พลังงานความร้อนที่แตกต่างกัน คาร์โบไฮเดรต 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี โปรตีน 1 กรัมให้ 4 แคลอรี และไขมัน 1 กรัมให้ 9 แคลอรี

ตัวเลขเหล่านี้ดูเหมือนจะแม่นยำมากและเป็นกฎเหล็กทางวิทยาศาสตร์ แต่มีอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่ได้คิดถึงในตอนนั้น นั่นคือความแตกต่างระหว่างการเผาไหม้ในเครื่อง Bomb Calorimeter กับสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์จริงๆ

ในเครื่อง Bomb Calorimeter อาหารจะถูกเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ มีออกซิเจนเต็มที่ อุณหภูมิคงที่ และไม่มีตัวแปรอื่นๆ เข้ามาแทรกแซง แต่ร่างกายมนุษย์นั้นซับซ้อนกว่านี้มาก

เมื่อเรากินอาหาร ร่างกายไม่ได้เผาไหม้อาหารเหมือนในเครื่อง Bomb Calorimeter อาหารจะผ่านกระบวนการย่อยในกระเพาะอาหาร ลำไส้ และระบบต่างๆ ที่มีเอนไซม์ ฮอร์โมน และจุลินทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้อง สารอาหารบางส่วนจะถูกดูดซึมได้ดี บางส่วนจะผ่านออกไป และบางส่วนจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยแบคทีเรียในลำไส้

นี่คือจุดสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นเริ่มตั้งคำถามว่า “แคลอรีในห้องทดลอง” อาจไม่เท่ากับ “แคลอรีที่ร่างกายใช้ได้จริง” พวกเขาเริ่มสังเกตเห็นความไม่สอดคล้องระหว่างค่าที่วัดได้ในเครื่องมือทางฟิสิกส์ กับผลลัพธ์ทางชีวภาพในร่างกาย แต่ในขณะนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีหรือความรู้มากพอที่จะอธิบายหรือวัดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้เรื่องฮอร์โมนซึ่งเพิ่งเริ่มต้นจะเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 เท่านั้น

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือการที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นเชื่อว่าร่างกายมนุษย์เป็นเหมือนเครื่องจักรที่ทำงานตามกฎฟิสิกส์แบบง่ายๆ พวกเขาคิดว่าหาก “พลังงานเข้า” (อาหารที่กิน) มีค่าเท่ากับ “พลังงานออก” (การเผาผลาญและกิจกรรม) ร่างกายจะไม่อ้วนหรือผอม

แนวคิดนี้ดูสมเหตุสมผลมากในตอนนั้น เพราะเป็นไปตามกฎการอนุรักษ์พลังงานที่ว่า “พลังงานไม่สามารถสูญหายไปได้” ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์ที่ถูกต้อง แต่ปัญหาคือการนำเอาหลักการนี้มาใช้กับร่างกายมนุษย์โดยไม่คำนึงถึงความซับซ้อนของระบบชีวภาพ

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มมีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่ตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วร่างกายมนุษย์ใช้พลังงานจากอาหารอย่างไร และแคลอรีที่วัดได้จากเครื่อง Bomb Calorimeter นั้นสะท้อนความเป็นจริงของร่างกายมนุษย์หรือไม่

คำถามเหล่านี้เริ่มกระตุ้นให้เกิดการวิจัยในทิศทางใหม่ นักวิทยาศาสตร์เริ่มสังเกตว่า คนที่กินอาหารประเภทเดียวกันในปริมาณเดียวกัน แต่มีองค์ประกอบของสารอาหารที่แตกต่างกัน จะมีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักที่ต่างกันด้วย

ตัวอย่างเช่น คนที่กินอาหารที่มีแคลอรีเท่ากันแต่อันหนึ่งมาจากน้ำตาลล้วนๆ อีกอันหนึ่งมาจากโปรตีนและไขมันจากเนื้อสัตว์ จะมีผลต่อร่างกายแตกต่างกันอย่างชัดเจน แม้ว่าตามทฤษฎีแคลอรีแล้วควรจะให้ผลเหมือนกัน

ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มสงสัยว่า บางทีอาจมีอะไรมากกว่าแค่การคำนวณแคลอรีเข้าออกแบบง่ายๆ บางทีร่างกายอาจมีกลไกที่ซับซ้อนกว่าที่คิดไว้

ในช่วงเวลาเดียวกัน การศึกษาเรื่องฮอร์โมนก็เริ่มพัฒนาขึ้น นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าร่างกายมีสารเคมีพิเศษที่เรียกว่าฮอร์โมนที่ควบคุมกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงการเผาผลาญและการเก็บสะสมไขมัน ซึ่งในยุคก่อนหน้าการค้นพบนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก

การค้นพบนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะมันชี้ให้เห็นว่าร่างกายไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรที่เผาไหม้เชื้อเพลิงแบบง่ายๆ แต่เป็นระบบที่มีการควบคุมที่ซับซ้อนมาก ระบบที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้พลังงานได้ตามสถานการณ์ต่างๆ

แต่ในขณะที่ความรู้ใหม่เหล่านี้กำลังเกิดขึ้น แนวคิดเรื่องแคลอรีก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะมันง่ายต่อการเข้าใจและสามารถใช้ในทางปฏิบัติได้ ที่สำคัญคือมันได้แพร่กระจายไปแล้ว ความเรียบง่ายของแนวคิดแคลอรีทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับการวางแผนอาหารและการบริหารจัดการโภชนาการ โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมและต้องการมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการผลิตและจัดจำหน่ายอาหาร

ขณะเดียวกัน การศึกษาเรื่องโภชนาการก็เริ่มต้องการความเป็นระบบมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ต้องการเครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถวัดและเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของอาหารได้ และแคลอรีดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลานี้เองที่เริ่มมีเสียงเตือนจากนักวิทยาศาสตร์บางคนที่ว่า การใช้แคลอรีเป็นเครื่องมือวัดหลักอาจไม่เพียงพอ พวกเขาเตือนว่าควรมองที่คุณภาพของอาหารด้วย ไม่ใช่แค่ปริมาณแคลอรี

ความกังวลเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการที่พวกเขาไม่เชื่อในกฎฟิสิกส์ แต่เพราะพวกเขาเริ่มเข้าใจว่าร่างกายมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่าเครื่อง Bomb Calorimeter มาก

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้เผาไหม้อาหารในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้เหมือนในห้องทดลอง แต่จะผ่านกระบวนการย่อยที่ซับซ้อน มีเอนไซม์มากมายที่ต้องทำงานร่วมกัน มีระบบดูดซึมที่อาจทำงานได้ดีหรือไม่ดีขึ้นกับหลายปัจจัย และมีระบบเผาผลาญที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์

ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายยังมีระบบควบคุมที่ซับซ้อนผ่านฮอร์โมนต่างๆ ที่สามารถส่งสัญญาณให้ร่างกายเร่งการเผาผลาญ ลดการเผาผลาญ เพิ่มการเก็บสะสมไขมัน หรือลดการเก็บสะสมไขมันได้

สิ่งเหล่านี้ทำให้การคำนวณแคลอรีเข้าออกแบบง่ายๆ เริ่มดูไม่เพียงพอ เพราะ “แคลอรีออก” ไม่ใช่ตัวเลขคงที่ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามหลายปัจจัย รวมถึงชนิดของอาหารที่กิน ความถี่ในการกิน สุขภาพของระบบฮอร์โมน และแม้กระทั่งชนิดของแบคทีเรียในลำไส้

แต่แม้จะมีความกังวลเหล่านี้ แนวคิดเรื่องแคลอรีก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะมันง่ายต่อการเข้าใจและใช้งาน และที่สำคัญคือมันให้ความรู้สึกว่าเรามีเครื่องมือที่แม่นยำสำหรับการควบคุมอาหารและสุขภาพ

ความน่าสนใจก็คือ ในช่วงเวลานี้เองที่เริ่มมีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งชื่อ Wilbur Atwater ที่กำลังมองหาวิธีที่จะนำแนวคิดเรื่องแคลอรีมาใช้ในทางปฏิบัติเพื่อช่วยแก้ปัญหาโภชนาการของคนอเมริกัน เขาเป็นคนแรกที่พยายามสร้างระบบแคลอรีที่สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ Atwater ทำได้แตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ตรงที่เขาไม่ได้แค่วัดแคลอรีจากเครื่อง Bomb Calorimeter แต่พยายามปรับตัวเลขให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์มากที่สุดที่จะทำได้ด้วยเทคโนโลยีในยุคนั้น

เขาตระหนักดีว่าร่างกายไม่สามารถดูดซึมหรือใช้พลังงานจากอาหารได้ 100% เหมือนการเผาไหม้ในเครื่อง Bomb Calorimeter ดังนั้นเขาจึงพยายามหาตัวเลขที่เป็น “ค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้จริง” มากกว่าค่าที่แม่นยำในห้องทดลอง

นี่คือจุดที่เรื่องราวของแคลอรีเริ่มซับซ้อนขึ้น เพราะสิ่งที่ Atwater สร้างขึ้นไม่ใช่ค่าที่แม่นยำ 100% แต่เป็นค่าประมาณที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับอาหารธรรมชาติในยุคนั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระบบของ Atwater กลับถูกนำไปใช้ในทางที่เขาไม่เคยคาดคิด และกลายเป็นเครื่องมือที่ทั้งช่วยเหลือและสร้างปัญหาให้กับมนุษยชาติในเวลาเดียวกัน

เรื่องราวของการที่แคลอรีเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือวัดความร้อนในห้องทดลองกลายเป็นหน่วยวัดที่ใช้ในการบริหารจัดการอาหารและสุขภาพทั่วโลก เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและซับซ้อนมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของแคลอรีในตอนแรกนี้คือ แคลอรีเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก แต่มันก็มีข้อจำกัดที่เราต้องเข้าใจ มันเป็นค่าประมาณที่ทำงานได้ดีในบริบทหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะสมในบริบทอื่น

ความเข้าใจนี้จะกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำความเข้าใจเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไป เมื่อ Wilbur Atwater ได้นำแนวคิดเรื่องแคลอรีมาพัฒนาเป็นระบบที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และเมื่อระบบนี้ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลและกลายเป็นมาตรฐานสำหรับการวางแผนอาหารและโภชนาการ

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเราเจาะลึกเข้าไปในผลงานของ Atwater เราจะพบว่าเขาเองก็ไม่ได้คิดว่าแคลอรีเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับทุกปัญหาเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ เขาเข้าใจดีว่ามันเป็นเครื่องมือที่มีข้อจำกัด และควรใช้ร่วมกับความรู้อื่นๆ ด้วย

นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่จะพาเราไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความซับซ้อนของร่างกายมนุษย์ ความจริงเกี่ยวกับการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม และเหตุผลที่ทำให้การนับแคลอรีอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคนและทุกสถานการณ์

ในตอนต่อไป เราจะติดตามเรื่องราวของ Wilbur Atwater ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งระบบแคลอรี” และจะได้เรียนรู้ว่าเขาได้สร้างระบบที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างไร รวมถึงเจตนาที่แท้จริงของเขาซึ่งอาจจะแตกต่างจากสิ่งที่คนเรามักเข้าใจกัน

ติดตามตอนต่อไป: “The Atwater Doctrine” เพื่อเรียนรู้ว่าระบบแคลอรีที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร และเหตุใดผู้คิดค้นเองจึงเตือนว่ามันเป็นเพียง “ค่าประมาณ” ที่ใช้ได้กับอาหารธรรมชาติเท่านั้น

#pirateketo #siripun #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #Burn #TheHistoryofCalories


Write a comment
No comments yet.