from CURE to CONTROL EP2: Polio, Vaccines, and the Promise of Eradication
(1950s–1960s)
“Could you patent the sun?” นี่คือประโยคที่ Jonas Salk ตอบนักข่าว CBS เมื่อปี 1955 หลังจากที่เขาและทีมประกาศผลการทดลองวัคซีนโปลิโอที่สร้างความฮือฮาไปทั้งโลก ในการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ วันนั้นผู้คนถึงกับปรบมือและน้ำตาไหลเพราะความกลัวที่กดทับชีวิตมานานเหมือนถูกยกออกไปในทันที คำถามของนักข่าวคือ “ใครเป็นเจ้าของสิทธิบัตรวัคซีนที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ครั้งนี้” และคำตอบของ Salk ก็คือ “วัคซีนนี้เป็นของประชาชนทั้งหมด เหมือนกับแสงอาทิตย์ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้”
ก่อนหน้านั้นหลายสิบปี โรคโปลิโอเป็นเหมือนฝันร้ายของครอบครัวอเมริกัน ทุกฤดูร้อนจะมีการระบาดในเมืองใหญ่และชานเมือง สวนสนุก โรงหนัง และสระว่ายน้ำมักถูกปิดเพราะผู้คนกลัวลูกหลานจะติดเชื้อ ข่าวหน้าหนึ่งของ New York Times และ Chicago Tribune มักมีภาพเด็กๆ ถูกขังอยู่ใน iron lung เครื่องช่วยหายใจเหล็กขนาดใหญ่ที่ใช้แทนปอด ภาพเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสิ้นหวังในยุคก่อนวัคซีน
การที่วัคซีนโปลิโอของ Jonas Salk ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผลจริงในปี 1955 จึงเป็นมากกว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคือการประกาศว่ามนุษย์สามารถควบคุมโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิผลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สาธารณสุขสมัยใหม่ คำแถลงของเขาจึงไม่ใช่เพียงข่าววิทยาศาสตร์ แต่คือ “opening document” ที่บันทึกความหวังของยุคสมัย
เพียงไม่กี่ปีหลังการแจกจ่ายวัคซีน ตัวเลขผู้ป่วยโปลิโอในสหรัฐลดลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยมีผู้ป่วยอัมพาตมากกว่า 21,000 รายในปี 1952 ลดเหลือ 2,525 รายในปี 1960 และเหลือเพียง 61 รายในปี 1965 ตามรายงานของ U.S. Public Health Service และ CDC ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่าวัคซีนกำลังเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของโรคติดเชื้อ และทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเวลานั้นกล้าพูดว่าสหรัฐ “ใกล้ควบคุมโปลิโอได้แล้ว” แม้ยังไม่ถึงขั้นกำจัดหมดไป
ก่อนหน้าวัคซีนของ Salk จะถูกใช้จริง สหรัฐและหลายประเทศก็พยายามหาทางป้องกันโปลิโอมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งานวิจัยที่ Rockefeller Institute จนถึงการทดลองวัคซีนแบบ live virus ของ Albert Sabin ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 การที่สหรัฐเลือกใช้งานทั้งวัคซีนชนิดฉีดของ Salk และวัคซีนชนิดกินของ Sabin ในเวลาต่อมา จึงทำให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพสูงสุด
ความสำเร็จนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่โปลิโอ วงการสาธารณสุขและการเมืองในเวลานั้นเริ่มมองว่าวัคซีนอาจเป็น “cure for life” หรือการป้องกันตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย หลังจากนั้นจึงเกิดโครงการวัคซีนหัดที่เริ่มใช้ในปี 1963 และแคมเปญกำจัดไข้ทรพิษที่ WHO เดินหน้าเต็มที่ในปี 1967 ซึ่งในเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ อัตราตายจากไข้ทรพิษลดลงกว่าครึ่ง และท้ายที่สุดโรคนี้ถูกประกาศกำจัดในปี 1980
ในเชิงนโยบายสาธารณสุข สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ว่ารัฐสามารถลงทุนครั้งเดียวแล้วได้ผลยาวนาน ต่างจากยาปฏิชีวนะที่ต้องผลิตและขายซ้ำทุกครั้งที่คนป่วย ถ้ามองจากแง่เศรษฐศาสตร์ นี่คือ “โมเดลสาธารณสุขเชิงลงทุน” ที่ตรงข้ามกับโมเดลธุรกิจยาซึ่งอิงการใช้ซ้ำ แต่สำหรับประชาชนในเวลานั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือความหวังว่าจะมีโลกที่ปลอดจากโรคร้ายแรงได้จริง
บรรยากาศในสังคมก็สะท้อน narrative ของ “วิทยาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้า” อย่างเข้มข้น การที่เด็กๆ กลับไปเล่นสระว่ายน้ำได้โดยไร้ความกลัว หรือครอบครัวที่ไม่ต้องกังวลกับ iron lung อีกต่อไป ถูกเล่าซ้ำในหนังสือพิมพ์และสารคดีในยุคนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลเชิง fact โดยตรง แต่สะท้อนความรู้สึกของสังคมที่เชื่อว่าพลังวิทยาศาสตร์สามารถสร้างโลกใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม
แน่นอนว่าความสำเร็จครั้งนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด เหตุการณ์ “Cutter Incident” ในปี 1955 ที่บริษัทผู้ผลิตบางรายปล่อยวัคซีนปนเปื้อนไวรัสที่ยังมีชีวิตจนทำให้มีผู้ป่วยอัมพาตและเสียชีวิต เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ระบบกำกับดูแลเข้มงวดขึ้น และกลายเป็นต้นแบบของมาตรฐานความปลอดภัยวัคซีนในเวลาต่อมา
ในอีกมุมหนึ่ง บางนักประวัติศาสตร์การแพทย์ตีความว่าการที่วัคซีนเป็นการลงทุนครั้งเดียวเพื่อผลระยะยาว ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นอย่างเงียบๆ ระหว่างภาครัฐที่ต้องการลดภาระโรคกับอุตสาหกรรมยาที่อาศัยรายได้จากการใช้ซ้ำ นี่คือความต่างที่ทำให้ช่วงทศวรรษ 1950–1960 ถูกมองว่าเป็น “ยุคทองของ Cure” อย่างแท้จริง เพราะโมเดลวัคซีนยังคงยึดแนวคิดการกำจัดโรค ไม่ใช่การควบคุมอาการ
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1960 สหรัฐและแคนาดารายงานว่ากรณีผู้ป่วยโปลิโอเหลือเพียงกระจัดกระจาย และส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสที่กลายพันธุ์จากวัคซีนเองมากกว่าการระบาดจากไวรัสดั้งเดิม ข้อมูลนี้สร้างความเชื่อมั่นว่าการกำจัดโรคในระดับโลกไม่ใช่เพียงความฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่จับต้องได้
ปลายทศวรรษ 1960 ผู้คนรุ่นใหม่ในสหรัฐเริ่มเติบโตมาโดยไม่เคยเห็นการระบาดใหญ่ของโปลิโออีกแล้ว ความทรงจำของ iron lung ค่อยๆ จางหายไปจากสังคม CDC ระบุว่าหลังปี 1979 ไม่มีผู้ป่วยโปลิโอจากไวรัสดั้งเดิมเกิดขึ้นในประเทศอีกเลย และองค์การอนามัยโลกประกาศให้ทวีปอเมริกาปลอดโปลิโอในปี 1994
นี่คือจุด climax ของ EP2 หลักฐานประวัติศาสตร์ยืนยันว่ามนุษย์สามารถใช้วัคซีนเพื่อทำให้โรคที่เคยคร่าชีวิตนับแสนหายไปจากภูมิภาคขนาดใหญ่ได้จริง ความสำเร็จนี้ไม่เพียงยืนยันพลังของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ แต่ยังหล่อหลอมความเชื่อและนโยบายสุขภาพในยุคถัดมา ทว่าในอีกมุมหนึ่ง มันก็สร้างมาตรฐานความคาดหวังใหม่ว่ามนุษย์สามารถ “กำจัดโรคได้เสมอ” เมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 1970 ความเชื่อนี้ถูกท้าทายด้วยการเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยวัคซีนเพียงครั้งเดียว เรื่องราวของโปลิโอจึงปิดฉากยุคทองของ Cure และเปิดทางไปสู่คำถามใหม่ว่า เมื่อโรคเปลี่ยนรูปแบบจากการติดเชื้อไปสู่ความเรื้อรัง อุตสาหกรรมสุขภาพจะเดินไปทางไหนต่อ
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #fromCUREtoCONTROL
Write a comment