ImPossible Food
ย้อนกลับไปปี 2014 ชายชื่อ Patrick O. Brown ศาสตราจารย์ชีววิทยาเชิงโมเลกุลแห่งมหาวิทยาลัยแตนฟอร์ด ตัดสินใจลาออกจากเส้นทางวิชาการสายหลัก เพื่อมาก่อตั้งบริษัทที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลก Impossible Foods
ดร. แพทริค โอ. บราวน์ (Patrick O. Brown) เป็นนักชีวเคมีและนักธุรกิจชาวอเมริกันและศาสตราจารย์กิตติคุณด้านชีวเคมีแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เขาได้รับปริญญาตรี แพทยศาสตรบัณฑิต และปรัชญาดุษฎีบัณฑิตด้านชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยชิคาโก หลังจากนั้น เขาได้เข้ารับการฝึกอบรมด้านกุมารเวชศาสตร์ที่โรงพยาบาล Children’s Memorial ในชิคาโก ในช่วงหลังปริญญาเอก เขาได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับกลไกที่ไวรัส HIV และเรโทรไวรัสอื่น ๆ แทรกยีนของพวกมันเข้าสู่จีโนมของเซลล์ที่ติดเชื้อ ซึ่งช่วยนำไปสู่การพัฒนายาใหม่ในการต่อสู้กับโรคนี้
ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ดร. บราวน์และทีมงานของเขาที่สแตนฟอร์ดได้พัฒนาเทคโนโลยี DNA microarray ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์การแสดงออกของยีนทั้งหมดในจีโนมได้พร้อมกัน เทคโนโลยีนี้มีบทบาทสำคัญในการวิจัยทางชีววิทยาและการแพทย์ โดยเฉพาะในการจำแนกประเภทของมะเร็งและการพยากรณ์โรค
นอกจากนี้ ดร. บราวน์ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Public Library of Science (PLOS) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าถึงได้ฟรีและเปิดกว้างต่อสาธารณะ
ในปี 2011 ดร. บราวน์ได้ก่อตั้ง Impossible Foods โดยมีเป้าหมายในการสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืชที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์จริง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเลี้ยงสัตว์ เขาและทีมงานได้ค้นพบว่าโมเลกุล heme ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ให้รสชาติและกลิ่นเฉพาะของเนื้อสัตว์ สามารถผลิตจากพืชได้ โดยเฉพาะจากรากถั่วเหลือง พวกเขาใช้เทคนิคทางวิศวกรรมชีวภาพในการผลิต heme จากยีสต์ที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม และนำมาผสมกับโปรตีนจากพืชเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายเนื้อสัตว์
ดร. บราวน์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยได้รับรางวัลและเกียรติคุณหลายรายการ รวมถึงการเป็นสมาชิกของ National Academy of Sciences และ National Academy of Medicine ของสหรัฐอเมริกา ด้วยความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านนวัตกรรมทางอาหาร ดร. แพทริค โอ. บราวน์ ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวิธีการบริโภคอาหารของโลกในศตวรรษที่ 21
เป้าหมายของเขาไม่ใช่เพียงแค่ทำอาหาร แต่คือ “ยุติการทำปศุสัตว์ให้หมดสิ้นภายในปี 2035”
เขาไม่ได้พูดลอย ๆ เขาลงมือ “ทำเนื้อจากพืช” ด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนระดับวิศวกรรมชีวภาพ นำโปรตีนจากถั่วเหลือง + น้ำมันมะพร้าว + เทคเจอร์ + สารเติมแต่งอีกชุดใหญ่ มาผ่านกระบวนการแปรรูปจนดูคล้ายเนื้อย่าง แต่ที่ทำให้ “มันดูเหมือนเนื้อจริง” คือการเติม ฮีม (Heme) เข้าไปสารประกอบที่อยู่ในเลือดและเนื้อสัตว์จริง ๆ
Impossible Foods คือบริษัทที่ไม่ได้เพียง “ปลอมรสชาติเนื้อ” แต่พยายามสร้างเนื้อจากพืช ให้เหมือนเนื้อจริงที่สุดเท่าที่วิทยาศาสตร์จะเอื้อมถึง จุดขายที่ทำให้แบรนด์นี้ดังเปรี้ยงก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ฮีม” (heme) หรือโมเลกุลเหล็กในเลือด ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้เนื้อวัวมีกลิ่นและรสเฉพาะตัวเวลาถูกย่างจนหอมฉุย
ดร.แพทริค บราวน์ และทีมนักวิจัยของเขาเริ่มจากการค้นหาว่า “อะไรในพืช” ให้กลิ่นคล้ายเลือด พวกเขาพบว่า “Leghemoglobin” ซึ่งอยู่ในรากถั่วเหลือง มีโครงสร้างใกล้เคียงกับ Hemoglobin ในเลือดสัตว์มากที่สุด จุดพลิกของเทคโนโลยีนี้คือ การผลิตเลกฮีโมโกลบินจากพืชจำนวนมาก ทำไม่ได้โดยการถอนรากถั่วมาทุบคั้น แต่ต้องอาศัยวิศวกรรมชีวภาพขั้นสูง
พวกเขาจึงใช้กระบวนการที่เรียกว่า “fermentation by genetically modified yeast” หรือการหมักโดยยีสต์ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม โดยนำยีนของพืชที่สร้าง leghemoglobin ไปใส่ในยีสต์ (Pichia pastoris) แล้วเลี้ยงยีสต์นั้นในถังหมักขนาดใหญ่แบบเดียวกับโรงเบียร์ พอยีสต์ขยายตัว มันจะผลิตเลกฮีโมโกลบินออกมาจำนวนมาก จากนั้นจึงสกัดออกมาผสมกับโปรตีนจากพืช เช่น โปรตีนจากถั่วเหลือง หรือโปรตีนจากมันฝรั่ง
เพื่อให้เนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อจริง ทีม Impossible Foods ยังใช้เทคนิคอื่นร่วมด้วย เช่น -Coconut Oil และ Sunflower Oil เป็นแหล่งไขมันที่ให้สัมผัส “ฉ่ำๆ” คล้ายไขมันเนื้อวัว -Methylcellulose สารที่ช่วยทำให้ส่วนผสมเกาะตัวเป็นก้อน คล้ายเนื้อบดจริง -Natural Flavors กลิ่นที่สกัดจากพืชหลายชนิด เพื่อเลียนแบบกลิ่นไหม้จากเนื้อย่าง
ทุกอย่างถูกผสมให้เข้ากัน ผ่านเครื่องอัดขึ้นรูป (extrusion) ที่ทำให้เนื้อออกมามี “เส้นใย” คล้ายกล้ามเนื้อวัว หรือหมู เมื่อโดนความร้อน โปรตีนจะเปลี่ยนโครงสร้าง (denature) และมีกลิ่นออกมาคล้ายๆ เนื้อย่างจริงๆ พร้อมน้ำสีแดงคล้ายเลือด (จาก heme) ไหลเยิ้ม ซึ่งคือไอเดียที่ทำให้ Impossible Burger เป็นมากกว่าแค่ “เบอร์เกอร์ผัก”
ผลลัพธ์คือ… เบอร์เกอร์พืชที่มีเลือดซึม สีชมพูดู juicy และกลิ่นไหม้ติดกระทะ จนคนกินรู้สึกเหมือนกำลังย่างเนื้อจริง ๆ
ฟังดูอัศจรรย์ใช่ไหม? แต่…การเติมฮีมจากยีสต์ตัดต่อพันธุกรรมลงในอาหาร ไม่เคยมีในธรรมชาติมาก่อน ในปี 2017 Impossible Foods ต้องยื่นเรื่องต่อ FDA เพื่อขออนุมัติว่า leghemoglobin จากยีสต์ GMO “ปลอดภัย”
แต่ในตอนนั้น FDA ตอบว่า “ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ” ว่าจะไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้หรือผลข้างเคียงในระยะยาว (ใช่แล้วจ้ะ… สารที่อยู่ในเบอร์เกอร์ชื่อดัง ถูกขายก่อนที่ FDA จะสรุปว่าปลอดภัยเต็มร้อย)
แล้วในที่สุด ปี 2019 FDA ก็ให้ผ่านแบบ “GRAS” (Generally Recognized As Safe) โดยใช้ข้อมูลจากการทดลองภายในของบริษัทเอง ไม่ใช่การทดสอบอิสระจากภายนอก
เฮียว่าอันนี้ต้องมีใครสะกิดในใจแล้วล่ะว่า “เรากำลังเอาอะไรเข้าปากกันแน่?”
แม้จะฟังดูเท่ ไฮเทค และดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีคำถามจากนักวิจารณ์มากมายว่า… แท้จริงแล้วอาหารเหล่านี้เป็นอาหาร “เพื่อสิ่งแวดล้อม” หรือเป็นเพียง “ภาพฝันที่ควบคุมโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่”?
มันเต็มไปด้วยคำถาม คำถาม และ คำถามนะสิครับ
ในเมื่อ Impossible Foods ได้รับเงินลงทุนหลายรอบจากบริษัทยักษ์อย่าง Google Ventures, UBS, และ Temasek (ของรัฐบาลสิงคโปร์) บอกตรง ๆ ว่า เงินแบบนี้ไม่ได้หวังแค่เปลี่ยนโลกแต่มันมาพร้อมเป้าหมายที่ชัดมาก การสร้างสิทธิบัตรอาหารใหม่ ที่ควบคุมการผลิตจากต้นน้ำยันปลายน้ำ อย่าลืมว่า ยีสต์ที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMO yeast นั้นถือเป็นสิทธิบัตร ถ้าใครจะผลิต Heme แบบเดียวกันก็ต้องขออนุญาตจาก Impossible Foods หรือไม่ก็โดนฟ้องได้เลย แปลว่า “เทคโนโลยีรสชาติเนื้อ” ไม่ได้เป็นมรดกของโลก แต่อยู่ในมือบริษัทไม่กี่แห่ง
ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์การผลิตต้องลงทุนสูง ต้องมีโรงหมัก ปฏิบัติการชีวภาพ การควบคุมความปลอดภัยที่เข้มข้น จึงไม่ใช่ใครๆ ก็ทำได้ ที่น่ากลัวคือ ถ้าเมื่อวันหนึ่งเนื้อสัตว์ธรรมชาติถูกทำให้กลายเป็น “ปีศาจสิ่งแวดล้อม” หรือ “ตัวเชื้อโรคผ่านอาหาร” โดยนโยบายรัฐและการตลาดของกลุ่มเทคฯ อาหารที่ประชาชนกินได้อาจเหลือแค่ “สิ่งที่ผลิตโดยมีสิทธิบัตร” เท่านั้น
เมื่อถึงวันนั้น ประชาชนจะสิ้นความชอบธรรมในการ “เลี้ยงวัวไว้กินเอง” ไม่ได้อีกต่อไป เพราะอาจโดนห้ามจากข้อกฎหมายคาร์บอน กฎหมายการกักกันเชื้อ ประชาชนจะ “เก็บพืชริมรั้วมาทำอาหาร” ไม่ได้อีกต่อไป เพราะกลิ่นไม่เหมือนเนื้อแลปที่เคยชิน และประชาชนจะ “ทำอาหารเองในบ้าน” ไม่ได้อีกต่อไป เพราะระบบเสพติดรสเนื้อเทียมจะทำให้คนเบือนหน้าจากอาหารจริง
ในขณะที่ Impossible Foods โฆษณาว่า “เราแค่อยากช่วยโลก” แต่เทคโนโลยีนี้อาจเปลี่ยน “อาหาร” ให้กลายเป็น “สิทธิบัตร” ที่ประชาชนเช่ากินจากบริษัท และเปลี่ยน “สิทธิในการเข้าถึงอาหาร” ให้กลายเป็น “อภิมหาอำนาจควบคุมโลก” โดยไม่ต้องยิงแม้แต่นัดเดียว หรือเปล่า???
เพราะเมื่อคุณควบคุมอาหารได้… คุณไม่ต้องควบคุมประชาชนอีกเลย
เฮียไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่เฮียอยากให้เราหยุดคิดนิดนึง แล้วตั้งคำถามในขณะที่เรายังเฝ้ามองว่า ถ้าของกินที่ดูน่าเชื่อถือ กินแล้วเหมือนเนื้อแท้ ๆ มันต้องมาจากกระบวนการที่ซับซ้อน แพง และถูกควบคุมโดยบริษัทที่มีสิทธิบัตรล้อมรอบ แล้ววันหนึ่ง ถ้าบริษัทนั้นล่มล่ะ? ถ้าถูกซื้อโดยบริษัทยักษ์ใหญ่? หรือถ้าพวกเขาขึ้นราคาจนยังไงเราก็ต้องทำงานหาเงินมาซื้อมันเพื่อกินประทังชีวิต?
อาหารจะยังเป็นของเราหรือเปล่า?
เราจะยัง “กินเพื่ออยู่” หรือแค่ “อยู่เพื่อจ่ายค่าเช่าระบบกิน”?
เราคงไม่ผิดที่จะตั้งคำถามใช่ไหม เพราะถ้ามันมีทางออก มันคงไม่น่ากลัว
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr
Write a comment