แสงสีเหลือง 590nm
มีเรื่องน่าสนใจมากเกี่ยวกับแสงแดดช่วงเย็นมาเล่าให้สนุกกันครับ โดยเฉพาะช่วงที่เรียกว่า Golden Hour แสงนวลๆ ที่ทอดผ่านหน้าต่างบ้าน เหลือไว้แต่ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ใครจะไปรู้ว่า…ในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้ มีคลื่นแสงชนิดหนึ่งซ่อนอยู่ที่ชื่อว่า แสงสีเหลือง 590 นาโนเมตร ซึ่งหลายคนไม่เคยรู้ว่ามันมีผลดีต่อทั้งผิวกาย จิตใจ และจังหวะชีวิตของเราโดยตรง
แสงสีเหลือง 590nm อยู่ในช่วงกลางๆ ระหว่างสีเขียวกับสีแดงบนสเปกตรัมของแสงที่ตามองเห็น เป็นแสงที่อ่อนโยน สบายตา ไม่แรงเหมือนแสงฟ้า และไม่ดุดันแบบแสงแดง ในธรรมชาติ แสงนี้จะปรากฏชัดเจนที่สุดในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เพราะแสงต้องผ่านชั้นบรรยากาศที่หนาขึ้น แสงสีฟ้าและม่วงจะกระจัดกระจายไปก่อน เหลือไว้แต่สีเหลือง ส้ม แดง ซึ่งมักเป็นแสงที่ทำให้เรารู้สึกสงบ อุ่นใจ คล้ายแสงเทียนหรือแสงจากกองไฟครับ
ในวงการดูแลผิว แสงความยาวคลื่นใกล้เคียงกับ 590nm (หรือที่เรียกว่า amber light) เริ่มมีการนำมาใช้ในรูปแบบของ LED Therapy เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูผิว ลดรอยจุดด่างดำ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในระดับผิว และส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่ แม้ยังไม่มีงานวิจัยจำนวนมากที่ยืนยันประสิทธิภาพของแสง 590nm ในทุกด้านแบบตรงๆ แต่หลายข้อมูลบอกว่ามันมีศักยภาพช่วยให้ผิวหน้าดูสดใสขึ้น เพราะเลือดไหลเวียนดีขึ้น เซลล์ผิวได้รับสารอาหารมากขึ้น ผิวจึงไม่เหี่ยวเฉาเร็ว
สิ่งหนึ่งที่คนยุคใหม่เริ่มลืมไปคือ ผลของแสงธรรมชาติต่ออารมณ์และสมอง มีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนว่าแสงโทนอุ่น เช่น สีเหลืองและส้ม มีผลต่อระบบประสาทพาราซิมพาเธติก ช่วยลดความเครียด ส่งเสริมการหลั่ง เซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข และยังสัมพันธ์กับการนอนหลับดีขึ้นด้วย นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำไมเวลาเรานั่งมองพระอาทิตย์ตก หรือนั่งล้อมวงรอบกองไฟ เราถึงรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้น
หลายคนกลัวแดดเพราะโฆษณาสอนให้เรากลัว “รังสี UV” และนั่นทำให้เรา…พลาดช่วงแสงที่ดีที่สุดของวัน จริงๆ แล้วช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก แม้จะเป็นเวลาที่แสงแดดอ่อนที่สุด ยังอุดมไปด้วยแสงโทนอุ่นอย่าง แสงสีเหลือง 590nm ที่มีโอกาสช่วยให้เรานอนดีขึ้น ผิวดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น และระบบภายในทำงานเป็นจังหวะปกติ
เฮียไม่เถียงว่าแสงไฟสมัยใหม่ให้ความสะดวก แต่แสงไฟสีขาวจ้าในห้องประชุมหรือจอมือถือ กลับส่งผลเสียถ้าใช้ผิดเวลา โดยเฉพาะในตอนกลางคืนที่ควรเป็นเวลาพัก แสงสีฟ้าในไฟ LED หรือหน้าจอ จะไปรบกวนการหลั่ง เมลาโทนิน ทำให้เรานอนไม่ลึก ตื่นง่าย และในระยะยาวอาจส่งผลต่อสมอง ฮอร์โมน และอารมณ์โดยรวม กลับกัน แสงเหลืองอ่อนๆ ไม่รบกวนจังหวะการนอน ช่วยให้สมองเข้าสู่สถานะ alpha wave ซึ่งเป็นจังหวะคลื่นสมองที่เกิดเมื่อเราผ่อนคลาย กำลังมีสมาธิ หรืออยู่ในสภาวะฝันกลางวันแบบสุขๆ
แสงธรรมชาติโดยเฉพาะช่วงเย็น ยังสัมพันธ์กับจังหวะชีวิต (Circadian Rhythm) ที่ควบคุมทั้งการหลั่งฮอร์โมน ความหิว ความสดชื่น ความจำ และการทำงานของตับลำไส้ งานวิจัยในคนที่อยู่แต่ในที่มืดหรือแสงประดิษฐ์ พบว่ามีโอกาสสูงที่จะมีปัญหาความจำ สมาธิสั้น ซึมเศร้า และปัญหาภูมิคุ้มกัน ซึ่งหลายอย่างเหล่านี้ไม่ต้องพึ่งยา แต่เริ่มจาก “ออกไปรับแสงธรรมชาติช่วงเย็น” แค่วันละ 15-30 นาที ก็อาจเปลี่ยนชีวิตได้
เฮียเชื่อว่าแสงจากพระอาทิตย์ตกดิน มีพลังบางอย่างที่ทำให้เรากลับมาเป็นมนุษย์ที่สมดุลอีกครั้ง เราไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่อง LED Light Therapy แพงๆ หรือเสียเงินทำเลเซอร์เพื่อให้หน้าใส บางทีสิ่งที่ผิวหน้าเราต้องการ…อาจเป็นเพียงแค่แสงธรรมชาติที่นุ่มนวลและอบอุ่นเท่านั้น แต่ถ้าคุณอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่สามารถพบกับแสงแดดได้จริงๆ อุปกรณ์เหล่านี้ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้ครับ แต่ที่สำคัญคือ mindset ของเราว่าหากสามารถพบเจอแดดได้เป็นปกติ เรายังต้องการแสงสังเคราะห์อยู่อีกหรือ การใช้เครื่องเป็นเสมือน supplement จึงแตกต่างกับอาหารหลักจากธรรมชาติ
เราอาจไม่ได้ถูก “ปิดบัง” ว่าแสงเหลืองมีประโยชน์… แต่เราแค่ถูก “ละเลย” ให้หลงลืมความเรียบง่ายที่ธรรมชาติให้เราฟรีๆ ทุกวัน
ลองเปิดใจ ลองเปิดหน้าต่าง ลองเดินเล่นตอนเย็น ลองปล่อยให้แสงเหลือง 590nm แทรกผ่านผิว แทรกเข้าไปในหัวใจดูบ้าง บางทีมันอาจไม่ใช่แค่แสง…แต่มันคือ ความหวัง ที่เราลืมรับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #SundaySpecialเราจะไปเป็นหมูแดดเดียว
Write a comment