McGovern Files The American Appetite Ep 4 The McGovern Moment 24 ชั่วโมงแห่งการเปลี่ยนประวัติศาสตร์อาหาร

แม้จะมีถึง 2 edition ในปีเดียวกัน โลกก็ยังไม่สามารถต้านทานได้
McGovern Files The American Appetite
Ep 4 The McGovern Moment 24 ชั่วโมงแห่งการเปลี่ยนประวัติศาสตร์อาหาร

เช้าวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 1977 ใน Senate Committee Room ของ Capitol Hill กรุงวอชิงตัน D.C. มีการจัดเตรียมที่แปลกตา George McGovern และทีมงานได้ขนของมาวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะยาว ถุงน้ำตาลหนัก 125 ปอนด์ ถุงน้ำมันหมูสีขาวขุ่น 100 ปอนด์ และกระป่องน้ำอัดลม 300 กระป่องที่เรียงราวกับกำแพงเล็กๆ

นี่ไม่ใช่การแสดงละครหรือการสาธิต แต่เป็น visual aid ที่ McGovern คิดขึ้นเพื่อให้สาธารณชนเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าคนอเมริกันคนหนึ่งกินสิ่งเหล่านี้มากแค่ไหนต่อปี เขาต้องการให้ภาพนี้ติดตาคนทั่วประเทศ ต้องการให้พวกเขาตกใจ ต้องการให้พวกเขาเปลี่ยนแปลง

วันนี้ McGovern จะประกาศเอกสารที่เขาเชื่อว่าจะช่วยชีวิตคนอเมริกันนับล้าน เป้าหมายการบริโภคสำหรับสหรัฐอเมริกา (Dietary Goals for the United States) รายงานฉบับแรกของรัฐบาลกลางที่บอกคนอเมริกันทุกคนว่าควรกินอะไร และไม่ควรกินอะไร แต่น้อยคนจะรู้ว่าการประกาศในวันนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์อาหารของโลก

McGovern ไม่รู้ว่าเขากำลังจะเปิดประตูสู่การทดลองทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เขาไม่รู้ว่าคำพูดของเขาจะสร้างอุตสาหกรรมมหาศาลหลายแห่ง ทำลายอุตสาหกรรมเก่าหลายแห่ง และเปลี่ยนแปลงร่างกายของมนุษย์รุ่นหลังๆ อย่างถาวร

ที่เขารู้คือเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง และวันนี้จะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพการงานของเขา นั่นคือ รายงาน “Dietary Goals for the United States” ฉบับแรกถูกเผยแพร่โดยวุฒิสมาชิก George McGovern เมื่อวันที่ 14 มกราคม 1977 ซึ่งกำลังจะมีการจัดแถลงข่าวใหญ่อย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชนในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1977 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโภชนาการยุคใหม่ ที่เริ่มแนะนำให้ประชาชน “ลดไขมันสัตว์ เพิ่มคาร์โบไฮเดรต” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อเมริกา

เมื่อ McGovern ก้าวขึ้นสู่หน้าห้องประชุมแถลงข่าว เขาดูมั่นใจและแน่วแน่ เขารู้ว่าเขากำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ ในคำปราศรัยเปิดงาน เขาประกาศอย่างชัดเจนว่า “ผมหวังว่ารายงานนี้จะทำหน้าที่คล้ายกับรายงานของหัวหน้าแพทย์ประจำชาติเรื่องการสูบบุหรี่” การเปรียบเทียบที่กล้าหาญและเจตนาชัดเจน เขาต้องการให้การเปลี่ยนแปลงวิธีการกินของคนอเมริกันเทียบเท่ากับการเลิกสูบบุหรี่

คำเปรียบเทียบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ McGovern และทีมงานศึกษารายงานของหัวหน้าแพทย์ประจำชาติเรื่องการสูบบุหรี่และสุขภาพ ปี 1964 อย่างละเอียด พวกเขารู้ว่ารายงานนั้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของคนอเมริกันได้อย่างไร และต้องการให้เป้าหมายการบริโภคทำแบบเดียวกัน

Mark Hegsted ผู้อำนวยการศูนย์โภชนาการมนุษย์ของกระทรวงเกษตรอเมริกาและเป็นผู้ร่วมเขียนรายงาน ยืนอยู่ข้าง McGovern ในการแถลงข่าว Hegsted กล่าวว่าอาหารของคนอเมริกันปัจจุบันเป็น “เหตุบังเอิญที่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งของเรา ผลผลิตของเกษตรกร และกิจกรรมของอุตสาหกรรมอาหารของเรา” ไม่ได้วางแผนและไม่มีเหตุผล การกล่าวนี้เป็นการโจมตีอุตสาหกรรมอาหารโดยอ้อม

รายงานเป้าหมายการบริโภคสำหรับสหรัฐอเมริกา ฉบับแรกที่ McGovern ประกาศในวันนี้ (Feb 1977) มี 6 ข้อเสนอแนะหลักที่จะเปลี่ยนวิธีการกินของคนอเมริกัน

  1. เพิ่มการบริโภคคาร์โบไฮเดรตให้เป็น 55 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน (แคลอรี่) ที่ได้รับ
  2. ลดการบริโภคไขมันโดยรวมจากประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ได้รับ
  3. ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวให้เหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมด และสร้างสมดุลด้วยไขมันไม่อิ่มตัวแบบหลายพันธะและไขมันไม่อิ่มตัวแบบพันธะเดียวอย่างละประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์
  4. ลดการบริโภคคอเลสเตอรอลเป็นประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อวัน
  5. ลดการบริโภคน้ำตาลประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมด
  6. ลดการบริโภคเกลือประมาณ 50 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือประมาณ 3 กรัมต่อวัน

รวมถึงการพูดถึงการบริโภคเนื้อว่า ให้ลดการบริโภคเนื้อ และเพิ่มการบริโภคสัตว์ปีกและปลา (decrease consumption of meat and increase consumption of poultry and fish) เพราะ เนื้อเป็นแหล่งของไขมันอิ่มตัวและเป็นแหล่งของคอเลสเตอรอล

ซึ่งตรงนี้ตัวแทนของ American National Cattlemen’s Association ถึงกับกล่าวว่า “Decrease is a bad word, senator”

ข้อเสนอแนะเหล่านี้อ้างอิงโดยตรงจากเอกสารต้นฉบับ “Dietary Goals for the United States” ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1977

หัวใจสำคัญของข้อเสนอแนะเหล่านี้คือการเปลี่ยนจาก “กินมาก” เป็น “กินน้อย” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อเมริกาที่รัฐบาลบอกประชาชนให้กิน “น้อย” แทนที่จะกิน “มาก” และเป็นการโจมตีโดยตรงต่ออุตสาหกรรมอาหารที่ทำเงินจากการขายเนื้อสัตว์ นม ไข่ น้ำตาล และเกลือ

ปฏิกิริยาจากอุตสาหกรรมต่างๆ เกิดขึ้นทันทีและรุนแรง -สมาคมผู้เลี้ยงโคเนื้อแห่งชาติ เรียกรายงานว่าเป็น “การโจมตีที่ไม่ยุติธรรมต่อเนื้อวัวและวิถีชีวิตอเมริกัน” พวกเขาเตรียมแผนการต่อสู้แบบเต็มรูปแบบ รวมถึงการจ้างนักวิทยาศาสตร์และนักกฎหมายเพื่อโต้แย้งข้อเสนอแนะของ McGovern -คณะกรรมการไข่อเมริกัน ประกาศว่า “ไข่ถูกตั้งเป้าโจมตีอย่างไม่ยุติธรรม” และเริ่มแคมเปญปกป้องไข่อย่างเข้มข้น พวกเขาโต้แย้งว่าไข่เป็นโปรตีนคุณภาพสูงและไม่ควรถูกจำกัด -อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม มีปฏิกิริยารุนแรงที่สุด ข้อเสนอแนะของ McGovern จะทำลายยอดขายนมและผลิตภัณฑ์นมโดยตรง สมาคมผลิตภัณฑ์นมอเมริกันเรียกประชุมฉุกเฉินและเริ่มวางแผนการกดดันรัฐสภา

แต่ปฏิกิริยาที่น่าสนใจที่สุดมาจากอุตสาหกรรมน้ำตาล ประธานมูลนิธิวิจัยน้ำตาลนานาชาติเรียกรายงานว่า “น่าเสียดายและไม่ฉลาด” และกล่าวว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “กระแสต่อต้านซูโครส ต่อต้านน้ำตาลทรายอย่างมีอารมณ์” พวกเขาโต้แย้งว่า เรื่องง่ายๆ คือคนชอบของหวาน และเห็นได้ชัดว่าคณะกรรมการ McGovern เชื่อว่าคนควรถูกปฏิเสธสิ่งที่ชอบ มีแนวโน้มเจ้าระเบียบในคนอเมริกันบางคนที่นำพวกเขาไปสู่การเป็น ‘คนทำดี’

สถาบันเกลือก็ไม่ยอมแพ้ ประธานสถาบันกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายการบริโภคที่เรียกร้องให้ลดการบริโภคเกลือ พวกเขาโต้แย้งว่าเกลือเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายและไม่ควรถูกจำกัด แม้กระทั่งสมาคมแพทย์อเมริกันก็ออกมาประท้วง สมาคมแพทย์เชื่อมานานว่าคนป่วยควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคลแทนที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำแบบเหมารวมทั่วไป พวกเขาเห็นว่าเป้าหมายการบริโภคเป็นการล่วงล้ำอำนาจของแพทย์

ในส่วนของความขัดแย้งภายในวงการวิทยาศาสตร์ ปฏิกิริยาที่ทำให้ McGovern กังวลที่สุดมาจาก Dr. Pete Ahrens จาก Rockefeller University ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน lipid metabolism ระดับโลกที่เป็นที่เคารพ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รายงานอย่างรุนแรงว่า “การแนะนำให้คนอเมริกันกินไขมันน้อยลงบนพื้นฐานหลักฐานที่บางเบาเช่นนี้ เท่ากับการทำการทดลองทางโภชนาการโดยใช้ประชาชนอเมริกันเป็นตัวอย่าง”

Ahrens โต้แย้งว่า “หลักฐานยังไม่เพียงพอ” (The proof is not there yet) และการออกคำแนะนำก่อนที่จะมีหลักฐานชัดเจนเป็นสิ่งที่อันตราย เขาเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงอาหารของประชากรในระดับทั้งประเทศโดยไม่มีหลักฐานที่แน่นอนอาจก่อให้เกิดผลเสียที่ไม่คาดคิดอย่างมหาศาล

คำวิพากษ์วิจารณ์ของ Ahrens โดนใจนักวิทยาศาสตร์หลายคน พวกเขาเห็นว่า McGovern และ Hegsted กำลังนำเอาหลักฐานที่ยังไม่สมบูรณ์มาสร้างนโยบายระดับชาติ

Dr. George Mann จาก Vanderbilt University ซึ่งเป็นนักวิจัยโรคหัวใจที่มีชื่อเสียง ได้ใช้คำที่รุนแรงกว่า เรียกสถานการณ์นี้ว่า “การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์” (The Greatest Scam in the History of Medicine)

American Medical Association ออกแถลงการณ์คัดค้านอย่างเป็นทางการ โดยอ้างว่าการให้คำแนะนำด้านโภชนาการควรเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่ประเมินความต้องการเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ข้อแนะนำแบบเหมารวมจากรัฐบาล

แต่ McGovern และ Hegsted มีคำตอบ พวกเขาใช้หลักการป้องกันเชิงรุก (precautionary principle) โดยโต้แย้งว่าแม้หลักฐานจะยังไม่สมบูรณ์ แต่การรอจนกว่าจะมีหลักฐานที่แน่นอนอาจทำให้คนตายไปมากกว่า การกระทำตอนนี้ แม้จะมีความเสี่ยงบ้าง ก็ดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย การตอบสนองของสื่อและประชาชน

สื่อมวลชนตอบสนองต่อเป้าหมายการบริโภคอย่างกว้างขวาง NY Times, Wall Street Journal, LA Times, Chicago Tribune โดยเฉพาะ Washington Post ทำข่าวการแสดง “125 pounds of sugar และ 100 pounds of lard” ของ McGovern กลายเป็นภาพที่น่าจดจำและถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศ

ประชาชนตอบสนองอย่างหลากหลาย กลุ่มที่สนใจสุขภาพต้อนรับเป้าหมายการบริโภคอย่างอบอุ่น พวกเขาเห็นว่าในที่สุดรัฐบาลก็ออกมาบอกความจริงเกี่ยวกับอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่กลุ่มที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในรัฐที่เลี้ยงโคเนื้อและผลิตนม กลับโกรธแค้น McGovern มาจาก South Dakota ซึ่งเป็นรัฐเลี้ยงวัว การที่เขาออกคำแนะนำให้คนกินเนื้อน้อยลงทำให้เกษตรกรในรัฐบ้านเกิดโกรธเขา

ประชาชนตอบสนองอย่างหลากหลาย กลุ่มที่สนใจสุขภาพต้อนรับเป้าหมายการบริโภคอย่างอบอุ่น พวกเขาเห็นว่าในที่สุดรัฐบาลก็ออกมาบอกความจริงเกี่ยวกับอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่กลุ่มที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในรัฐที่เลี้ยงโคเนื้อและผลิตนม กลับโกรธแค้น McGovern มาจาก South Dakota ซึ่งเป็นรัฐเลี้ยงวัว การที่เขาออกคำแนะนำให้คนกินเนื้อน้อยลงทำให้เกษตรกรในรัฐบ้านเกิดโกรธเขา

เมื่อแรงกดดันเพิ่มขึ้น ในสัปดาห์ต่อๆ มา แรงกดดันต่อ McGovern และคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่มกดดันจากทุกอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเริ่มกิจกรรมเต็มรูปแบบ พวกเขาจ้างนักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมาย และบริษัทประชาสัมพันธ์เพื่อโจมตีเป้าหมายการบริโภค สมาคมผู้เลี้ยงโคเนื้อแห่งชาติจัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อต่อสู้กับรายงาน พวกเขาใช้งบประมาณหลายล้านดอลลาร์ในการสร้างงานวิจัยที่โต้แย้งข้อเสนอแนะของ McGovern

สมาคมแพทย์อเมริกันเริ่มแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนขึ้น พวกเขาส่งจดหมายไปยังสมาชิกรัฐสภาโต้แย้งว่าเป้าหมายการบริโภคล่วงล้ำบทบาทของแพทย์และอาจทำอันตรายต่อผู้ป่วย แต่สิ่งที่ทำให้ McGovern เริ่มสงสัยตัวเองคือการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิทยาศาสตร์ที่เขาเคารพ เขาไม่คาดคิดว่าจะมีความขัดแย้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์มากขนาดนี้ เขาคิดว่าหลักฐานวิทยาศาสตร์ชัดเจนกว่านี้

ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายนอกเท่านั้น แม้กระทั่งภายในทีมของ McGovern เองก็เริ่มมีการแตกแยก Nick Mottern ผู้ที่เขียนร่างเป้าหมายการบริโภคหลักและทำงานใกล้ชิดกับ Mark Hegsted ในการปรับแต่งเนื้อหา กลายเป็นตัวแทนของฝ่ายที่ไม่ยอมประนีประนอม

เมื่อ McGovern เริ่มพิจารณาปรับปรุงรายงานเพื่อตอบสนองแรงกดดันจากอุตสาหกรรม Mottern รู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง เขาเรียกร้องขอพบ McGovern เพื่อทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง โดยหวังว่าจะเปลี่ยนใจ McGovern ให้ยืนหยัดกับข้อเสนอแนะเดิม

แต่ McGovern ตัดสินใจแล้ว เขาเชื่อว่าการประนีประนอมบางอย่างจำเป็นเพื่อให้รายงานได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติจริง การต่อสู้กับทุกฝ่ายพร้อมกันอาจทำให้เป้าหมายการบริโภคกลายเป็นเพียงเอกสารที่ไม่มีใครสนใจ

สำหรับ Mottern การประนีประนอมครั้งนี้เป็นการทรยศต่อหลักการที่เขาทุ่มเทให้ ในเดือนพฤศจิกายน 1977 Mottern ตัดสินใจลาออกจากคณะกรรมการด้วยความรู้สึกขมขื่น การที่คนที่เขียนรายงานหลักต้องออกจากทีมก่อนการเผยแพร่ฉบับสุดท้าย แสดงให้เห็นถึงระดับความขัดแย้งภายในที่รุนแรง

ภายใต้แรงกดดันจากทุกทิศทาง McGovern ตัดสินใจปรับปรุงเป้าหมายการบริโภคในเดือนธันวาคม 1977 เขาออกฉบับปรับปรุงที่ผ่อนปรนข้อเสนอแนะบางข้อ โดยเฉพาะเรื่องเนื้อสัตว์และคอเลสเตอรอล

ในฉบับปรับปรุงครั้งที่สอง McGovern เพิ่มข้อความปรองดองเกี่ยวกับโรคหัวใจและการบริโภคเนื้อสัตว์ เขาระบุว่า “ไม่มีที่ไหนในรายงานบอกว่าอาหารหรือการกินเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุของโรคใดๆ” (nowhere in the report does it say that diet or meat consumption causes any disease) และกล่าวว่าเขาถือว่าเนื้อวัวเป็น “แหล่งโปรตีนที่ยอดเยี่ยม” (excellent source of protein)

การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการประนีประนอมที่ทำให้นักสนับสนุนของเขาผิดหวัง แต่ McGovern เชื่อว่าจำเป็นเพื่อให้รายงานได้รับการยอมรับและนำไปใช้จริง หัวใจสำคัญของข้อเสนอแนะ 6 ข้อยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่น้ำเสียงอ่อนลงและมีการอธิบายเพิ่มเติมเพื่อระงับความโกรธของอุตสาหกรรม

ฉบับที่สองนี้จะกลายเป็นฉบับสุดท้ายที่โลกจะนำไปใช้อ้างอิง แม้จะมีการประนีประนอม แต่พลังของการเปลี่ยนแปลงที่ McGovern เริ่มต้นไว้ในฉบับแรกยังคงอยู่ครบถ้วน

McGovern คิดว่าการประนีประนอมจะทำให้รายงานของเขาได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเกินความคาดหมาย Second Edition จะกลายเป็นเอกสารอ้างอิงมาตรฐานที่อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

การเพิ่มเรื่องเกลือโดยเฉพาะจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ บริษัทอาหารจะใช้ข้อนี้เป็นโอกาสสร้างตลาดใหม่ทั้งหมดไม่ว่าจะ ผลิตภัณฑ์ “โซเดียมต่ำ” “ไม่เติมเกลือ” และ “เกลือทดแทน” การที่ McGovern กำหนดเป้าหมายที่ต่ำมาก (1,983 มิลลิกรัม) จะทำให้อาหารแปรรูปเกือบทั้งหมดต้องปรับสูตร

ที่สำคัญที่สุด Second Edition จะเป็นเอกสารที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) นำไปปรับใช้เป็นแนวทางสากล ทำให้ผลกระทบของ McGovern แผ่ขยายไปทั่วโลก แนวทาง “ไขมันต่ำ โซเดียมต่ำ น้ำตาลต่ำ” จะกลายเป็นมาตรฐานสากลที่ประเทศต่างๆ นำไปใช้ในนโยบายสุขภาพของตน

McGovern มองเห็นเพียงชัยชนะทางการเมือง แต่เขาไม่เห็นว่าเขาเพิ่งวางรากฐานสำหรับการทดลองทางสังคมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ การทดลองที่จะใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเห็นผลที่แท้จริง และผลที่ออกมาจะไม่เป็นไปตามที่เขาหวังไว้

การประนีประนอมครั้งประวัติศาสตร์ ก็เกิดขึ้น ภายใต้แรงกดดันที่ทวีความรุนแรงตลอดปี 1977 McGovern ตัดสินใจออก “Dietary Goals for the United States, Second Edition” ในเดือน Dec 1977 การตัดสินใจนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ผู้มีอุดมการณ์แรงกล้าเช่น McGovern ก็ต้องยอมประนีประนอมเมื่อเผชิญกับความเป็นจริงทางการเมือง

การเปลี่ยนแปลงสำคัญใน Second Edition ตามเอกสารต้นฉบับที่ McGovern ออกในเดือนธันวาคม 1977 มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการ

  1. การควบคุมน้ำหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำหนักเกิน ให้บริโภคพลังงานเท่ากับที่ใช้เท่านั้น หากน้ำหนักเกินแล้ว ให้ลดพลังงานที่ได้รับและเพิ่มการออกกำลังกาย
  2. เพิ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ปรับปรุงแล้ว) เพิ่มการบริโภคคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์เป็นประมาณ 48 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ได้รับ
  3. ลดน้ำตาลแปรรูป (เข้มงวดขึ้น) ลดการบริโภคน้ำตาลสกัดและแปรรูปลงประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมด
  4. ลดไขมันโดยรวม (เหมือนเดิม) ลดการบริโภคไขมันโดยรวมจากประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ได้รับ
  5. ลดไขมันอิ่มตัว (เหมือนเดิม) ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวให้เหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั้งหมด และสร้างสมดุลด้วยไขมันไม่อิ่มตัวแบบหลายพันธะและไขมันไม่อิ่มตัวแบบพันธะเดียวอย่างละประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์
  6. ลดคอเลสเตอรอล (เหมือนเดิม แต่เพิ่มคำอธิบาย) ลดการบริโภคคอเลสเตอรอลเป็นประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อวัน (พร้อมคำอธิบายว่า “บทบาทของคอเลสเตอรอลในอาหารและพลาสมาต่อการเกิดโรคหัวใจอาจได้รับความสนใจมากกว่าประเด็นการวิจัยโภชนาการอื่นๆ”)
  7. จำกัดการบริโภคเกลือ (ข้อใหม่ - ผ่อนปรนจาก First Edition) จำกัดการบริโภคโซเดียมโดยลดการบริโภคเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) ให้เหลือประมาณ 5 กรัมต่อวัน

และมีการเพิ่มข้อความปรองดองเรื่องเนื้อสัตว์ จากเดิมประเด็นปัญหาคือคำว่า “decrease consumption of meat and increase consumption of poultry and fish” ได้มีการตัดคำว่า decrease ออก และเปลี่ยนทั้งประโยคด้วยให้เป็น “Choose meats, poultry, and fish which will reduce saturated fat intake” ที่สำคัญที่สุด McGovern เพิ่มข้อความปรองดองที่ชัดเจน ว่า “ไม่มีที่ไหนในรายงานบอกว่าอาหารหรือการกินเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุของโรคใดๆ nowhere in the report DID it say that diet or meat consumption causes any disease) และกล่าวว่าเขาถือว่าเนื้อวัวเป็น “แหล่งโปรตีนที่ยอดเยี่ยม (an excellent source of protein)”

ความแตกต่างสำคัญจาก First Edition -สิ่งที่เข้มงวดขึ้นคือ น้ำตาล: จาก 15% เหลือ 10% ระบุชัดเจนว่าเป็น “refined and processed sugars” -สิ่งที่ผ่อนปรนขึ้นคือ เกลือ: จาก 3 กรัม เป็น 5 กรัม เปลี่ยนจาก “reduce” เป็น “limit” เพิ่มข้อความปรองดองเรื่องเนื้อสัตว์ -สิ่งที่เฉพาะเจาะจงขึ้นคือ คาร์โบไฮเดรต: เน้น “complex carbohydrates” และ “naturally occurring sugars” ลดจาก 55-60% เป็น 48% ที่เฉพาะเจาะจง

นอกจากนี้ยังมีการยอมรับข้อจำกัดด้วยเช่น เพิ่มข้อความเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของวิจัยคอเลสเตอรอล ซึ่งนี่เป็นการยอมรับว่าเรื่องคอเลสเตอรอลยังเป็นประเด็นการวิจัยที่ถกเถียงกันอยู่ และ ระบุว่าไม่มีการกล่าวหาว่าเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุของโรค เพราะอุตสาหกรรมกดดันหนักมาก

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่ McGovern เผชิญคือ -อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ได้รับการผ่อนปรนมากที่สุด -อุตสาหกรรมน้ำตาลกลับต้องเผชิญข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น -อุตสาหกรรมเกลือได้รับการผ่อนปรนบ้าง -ชุมชนวิทยาศาสตร์ได้การยอมรับว่ายังมีความไม่แน่นอน

แต่สิ่งที่ McGovern ไม่คาดคิดคือ Second Edition ที่เขาคิดว่าจะเป็นการประนีประนอมกลับกลายเป็นเอกสารที่มีอิทธิพลมากกว่า First Edition เพราะองค์การระหว่างประเทศจะใช้ Second Edition เป็นต้นแบบไม่ว่าจะเป็น WHO/FAO Guidelines ได้เริ่มพิจารณานำแนวทางของ McGovern ไปใช้ระดับโลก , Dietary Guidelines for Americans 1980 ฉบับแรก, แนวทางโภชนาการ ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก, โรงเรียนทั่วประเทศ เริ่มเปลี่ยนเมนูอาหารกลางวันตาม Dietary Goals

จนมาถึงจุดจบของคณะกรรมการ

การปรับปรุงเป้าหมายการบริโภคครั้งที่สองไม่ได้ช่วยให้คณะกรรมการรอดพ้นจากชะตากรรมที่รอคอย ในช่วงปลายปี 1977 วุฒิสภามีการปฏิรูประบบคณะกรรมการครั้งใหญ่ เนื่องจากมีคณะกรรมการพิเศษมากเกินไป รวม 34 คณะ

McGovern และ Robert Dole พยายามต่อสู้เพื่อรักษา Select Committee on Nutrition and Human Needs ไว้ แต่พวกเขาไม่สำเร็จ ท้ายปี 1977 คณะกรรมการถูกยุบและรวมเข้ากับคณะกรรมการเกษตร โภชนาการและป่าไม้ของวุฒิสภา (Senate Committee on Agriculture, Nutrition and Forestry) ในฐานะคณะอนุกรรมการโภชนาการ

Senator Charles Percy แสดงความรู้สึกว่า “ผมไม่รู้ว่ามีคณะกรรมการไหนที่ต้องเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างและต้องรับผิดชอบต่อวุฒิสภาทั้งหมด อย่างที่เราต้องทำปีแล้วปีเล่า” (I do not know of another committee which had to lay bare its whole soul and have an accountability to the whole Senate, as we have had year after year after year)

Senator Edward Brooke กล่าวว่าคณะกรรมการขาดอำนาจเพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์คือคนจนและไม่มีการจัดระเบียบ และเรียกการยุบคณะกรรมการว่าเป็น “ข้อคิดเห็นที่น่าเศร้าต่อวุฒิสภา” (sad commentary upon the Senate)

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1977 สิ้นสุดลง McGovern คงไม่รู้ว่าเขาเพิ่งปล่อยพลังที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการกินของมนุษยชาติไปตลอดกาล แม้ว่าเขาจะต้องปรับปรุงรายงานอีกครั้งในเดือนธันวาคม แม้ว่าเขาจะต้องประนีประนอมกับอุตสาหกรรม แต่หัวใจสำคัญของการปฏิวัติที่เขาเริ่มต้นในวันนี้ยังคงอยู่

McGovern ได้กลายเป็นบุคคลที่เปลี่ยนแปลงวิธีการกินของมนุษยชาติมากกว่าใครในประวัติศาสตร์โลก การเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อื่นๆ ในประวัติศาสตร์อาหารแสดงให้เห็นขนาดของผลกระทบ การเกิดขึ้นของการเกษตร (10,000 ปีก่อน) ใช้เวลาหลายพันปีในการแพร่กระจาย ส่วนการค้นพบการเก็บรักษาอาหาร ใช้เวลาหลายร้อยปีในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต แต่ Dietary Goals ของ McGovern สร้างการเปลี่ยนแปลงระดับโลกภายในเพียง 5 ปี

อำนาจของรัฐบาลสมัยใหม่ ที่สามารถบังคับใช้มาตรฐานผ่านโรงเรียน โรงพยาบาล และการกำกับดูแลอุตสาหกรรม และ อำนาจของสื่อมวลชน ที่สามารถเผยแพร่ข้อความไปทั่วโลกในเวลาเพียงสั้นๆ ในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมง McGovern ได้สร้างคลื่นที่จะส่งผลต่อ การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมอาหาร low-fat มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์, การเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรจากสัตว์สู่พืช, การพัฒนาและการใช้ high-fructose corn syrup อย่างแพร่หลาย, การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการกินทั่วโลก, การเกิดขึ้นของ epidemic โรคเบาหวานและโรคอ้วนในทศวรรษต่อมา

Dietary Goals ทั้งฉบับแรกและฉบับปรับปรุง จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับแนวทางการบริโภคของทุกประเทศ องค์การอนามัยโลกและองค์การอาหารและเกษตรจะนำข้อเสนอแนะของ McGovern ไปปรับใช้ทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารจะปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดตามแนวทางไขมันต่ำ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นในทุกซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกร้านอาหาร และทุกครัวบ้าน

McGovern ยังไม่รู้ว่าการตัดสินใจของเขาในเดือนกุมภาพันธ์ 1977 จะนำไปสู่การระบาดของโรคอ้วน โรคเบาหวาน และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เขาไม่เคยจินตนาการ เขาไม่รู้ว่าอาหารไขมันต่ำที่เขาแนะนำจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่ใหญ่กว่าปัญหาที่เขาพยายามแก้เสียอีก

เดือนกุมภาพันธ์ 1977 จึงเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์อาหารมนุษยชาติอย่างใหญ่หลวง แต่ไม่ใช่ในทางที่ George McGovern หวังไว้ คำถามที่เหลืออยู่คือ โลกจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะตื่นขึ้นจากการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ที่ McGovern เริ่มต้นขึ้น และแม้ว่าฉบับสุดท้ายที่เขาปรับปรุงจะอ่อนโยนกว่าฉบับแรก แต่พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เขาปลดปล่อยออกมาก็ไม่อาจหยุดยั้งได้อีกแล้ว เป็นจุดเริ่มของ การทดลองโภชนาการระดับชาติ และนำไปสู่ Dietary Guidelines ทุก 5 ปี โดยมีแรงกดดันจากอุตสาหกรรมและนักวิทยาศาสตร์

แต่ในตอนนั้น McGovern เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อว่าเขากำลังช่วยชีวิตคนล้านๆ คน และเขาจะเชื่ออย่างนั้นไปจนถึงวันตาย #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #McGovernFiles


Write a comment
No comments yet.