The Triangle Trap Episode 1: The Swedish Crisis
ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ประเทศสวีเดนเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่เคยมีมาก่อน ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนประชาชนเริ่มไม่สามารถซื้อของกินได้ตามปกติ สถานการณ์เลวร้ายจนรัฐบาลสวีเดนต้องรีบหาทางออกเพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ในราคาที่ไม่แพง
สิ่งที่เกิดขึ้นในสวีเดนในช่วงเวลานั้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิธีการกินของคนทั่วโลก แม้ว่าผู้ที่สร้างมันจะไม่เคยคิดว่าสิ่งที่พวกเขาคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะกลายเป็นแบบแผนที่โลกจะปฏิบัติตามมาจนถึงปัจจุบัน
การติดตามเอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสวีเดนเผยให้เห็นว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1970 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติสวีเดน (Swedish National Board of Health and Welfare) ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้หาวิธีช่วยประชาชนเลือกซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในราคาที่เข้าถึงได้
คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเริ่มต้นด้วยแนวคิดเรื่องการแบ่งอาหารออกเป็น “basic foods” (อาหารพื้นฐาน) และ “supplementary foods” (อาหารเสริม) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าอาหารใดสำคัญต่อการดำรงชีวิตและอาหารใดเป็นการเสริมเพิ่มเติม
แต่การสื่อสารด้วยคำศัพท์เหล่านี้ยังไม่ได้ผล ประชาชนยังคงสับสนเรื่องการเลือกซื้ออาหาร
Anna-Britt Agnsäter นักโภชนาการที่ทำงานให้กับคณะกรรมการจึงได้คิดค้นวิธีการสื่อสารใหม่ เธอต่อยอดจากแนวคิด basic และ supplementary foods ที่มีอยู่แล้ว แล้วพัฒนาเป็นรูปแบบภาพที่เข้าใจได้ง่ายกว่า dietary circle (วงกลมอาหาร) ที่รัฐบาลใช้อยู่ในขณะนั้น
ตามบันทึกการประชุมของคณะกรรมการที่เก็บไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติสวีเดน Agnsäter ได้นำเสนอแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ปฏิวัติ โดยการใช้รูปแบบพีรามิดแทนคำอธิบายยาวๆ เกี่ยวกับโภชนาการ
เธออธิบายในรายงานที่ยื่นต่อคณะกรรมการว่า “ประชาชนสวีเดนส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านคู่มือโภชนาการที่ยาวหลายหน้า แต่พวกเขาสามารถเข้าใจภาพได้ทันที”
สิ่งที่ Agnsäter คิดค้นขึ้นมาคือรูปแบบพีรามิดที่แบ่งอาหารออกเป็นชั้นๆ โดยอาหารที่ควรกินมากที่สุดอยู่ที่ฐานของพีรามิด และอาหารที่ควรกินน้อยที่สุดอยู่ที่ยอดของพีรามิด
การตรวจสอบเอกสารต้นฉบับของ Agnsäter เผยให้เห็นว่าปิรามิดอาหารสวีเดนฉบับแรกถูกออกแบบด้วยเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อสุขภาพหรือการป้องกันโรคอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกันในปัจจุบัน
ในรายงานฉบับเดิมที่ยื่นต่อรัฐบาลสวีเดน Agnsäter ระบุชัดเจนว่า “เป้าหมายหลักคือการให้ประชาชนได้รับสารอาหารที่จำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้” เธอไม่ได้พูดถึงการลดน้ำหนักหรือการป้องกันโรคแต่อย่างใด
การวิเคราะห์โครงสร้างของปิรามิดสวีเดนต้นฉบับแสดงให้เห็นหลักการทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน:
-ฐานของปิรามิด วางไว้ที่อาหารพื้นฐาน (basic foods) ได้แก่ ธัญพีช มันฝรั่ง ขนมปัง ผลิตภัณฑ์นม ชีส และมาร์การีน อาหารเหล่านี้ให้พลังงานและสารอาหารสำคัญในราคาที่เข้าถึงได้ -ชั้นกลาง เป็นอาหารเสริม (supplementary foods) ได้แก่ ผักและผลไม้ที่ปลูกในท้องถิ่น ซึ่งเสริมวิตามินและเกลือแร่ -ยอดปิรามิด เป็นเนื้อสัตว์ ปลา และไข่ ซึ่งเป็นอาหารที่มีราคาแพงที่สุดในช่วงวิกฤตนั้น การจัดเรียงนี้สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของสวีเดนในยุคนั้น ไม่ใช่แนวคิดเรื่องสุขภาพอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดกันในภายหลัง
เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาของปิรามิดอาหาร จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูสภาพเศรษฐกิจสวีเดนในช่วงต้นทศวรรษ 1970
ตามรายงานของธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) อัตราเงินเฟ้อของสวีเดนในช่วงต้นทศวรรษ 1970 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ราคาอาหารโดยเฉพาะเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นำเข้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าสินค้าอื่นๆ
สถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสวีเดนแสดงให้เห็นว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ครัวเรือนสวีเดนต้องใช้สัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกับการซื้ออาหาร
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าใช้จ่ายด้านอาหารทำให้รัฐบาลสวีเดนกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง เพราะการกินเป็นเรื่องที่กระทบทุกครอบครัว
นี่คือสภาพแวดล้อมที่ทำให้รัฐบาลสวีเดนต้องการเครื่องมือในการให้คำแนะนำประชาชนเรื่องการเลือกซื้ออาหารที่คุ้มค่า ไม่ใช่การสร้างมาตรฐานโภชนาการสากล
เอกสารจากการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติสวีเดนในช่วงกลางปี 1972 บันทึกไว้ว่า Agnsäter ได้นำเสนอร่างแรกของปิรามิดอาหารต่อที่ประชุม
รายงานการประชุมระบุว่าสมาชิกคณะกรรมการมีความเห็นว่า “รูปแบบพีรามิดช่วยให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายกว่าการอธิบายด้วยตัวเลขและคำพูดยาวๆ”
สิ่งที่น่าสนใจคือในการประชุมครั้งนั้น ไม่มีการพูดถึงเรื่องโรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือปัญหาสุขภาพใดๆ เลย การอภิปรายทั้งหมดหมุนรอบเรื่องราคาอาหารและการเข้าถึงสารอาหารที่จำเป็น การตัดสินใจเลือกใช้รูปแบบพีรามิดแทนรูปแบบอื่น เช่น วงกลมหรือสี่เหลี่ยม เกิดจากเหตุผลที่เรียบง่าย พีรามิดสื่อความหมายเรื่องปริมาณได้ชัดเจนที่สุด
ฐานที่กว้างแสดงถึงสิ่งที่ควรกินมาก ยอดที่แคบแสดงถึงสิ่งที่ควรกินน้อย คนสามัญที่ไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการสามารถเข้าใจได้ทันที
แต่ปิรามิดยังไม่ได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะในทันที คณะกรรมการต้องการทดสอบประสิทธิภาพก่อน
เอกสารจากสำนักงานสาธารณสุขสวีเดนแสดงให้เห็นว่าปิรามิดอาหารได้รับการทดสอบกับประชาชนสวีเดนก่อนเผยแพร่อย่างเป็นทางการ
ในช่วงปี 1972-1973 คณะกรรมการได้จัดให้มีการสำรวจความเข้าใจของประชาชนในเมืองหลักของสวีเดน
ผลการสำรวจที่ปรากฏในรายงานแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าใจแนวคิดของปิรามิดได้รวดเร็วกว่าการอ่านคำแนะนำแบบข้อความมาก
ความสำเร็จของการทดสอบนี้ทำให้รัฐบาลสวีเดนตัดสินใจเผยแพร่ปิรามิดอาหารครั้งแรกสู่สาธารณะในปี 1974 ผ่านทางนิตยสาร Vi ของสหกรณ์ผู้บริโภค KF (Kooperativa Förbundet) การเผยแพร่และผลกระทบในสวีเดน
รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขสวีเดนแสดงให้เห็นว่าปิรามิดอาหารได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนสวีเดนหลังจากการเผยแพร่ในปี 1974
ในปีถัดมา การสำรวจแสดงให้เห็นว่าครัวเรือนสวีเดนเริ่มเปลี่ยนรูปแบบการซื้ออาหารตามคำแนะนำของปิรามิด การซื้อธัญพืช มันฝรั่ง และขนมปังเพิ่มขึ้น ขณะที่การซื้อเนื้อสัตว์ลดลง
สิ่งที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการลดน้ำหนักหรือเพื่อสุขภาพ แต่เกิดจากความต้องการประหยัดค่าอาหารและได้รับสารอาหารครบถ้วนในราคาที่เข้าถึงได้
รายงานของสำนักงานสถิติสวีเดนแสดงให้เห็นว่าในปีถัดมา สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครัวเรือนสวีเดนลดลงจากเดิม
การลดลงของค่าใช้จ่ายนี้ไม่ได้เกิดจากการที่อาหารถูกลง แต่เกิดจากการที่ประชาชนเลือกซื้ออาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการมากกว่าในราคาที่จ่ายได้
ในขณะเดียวกันที่สวีเดนกำลังทดลองใช้ปิรามิดอาหารเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทางอเมริกาก็กำลังเผชิญกับปัญหาอื่นที่เกี่ยวกับอาหารในทำนองเดียวกัน
จากที่เราได้เห็นในบทก่อนหน้า George McGovern และคณะกรรมการโภชนาการของวุฒิสภาอเมริกันกำลังพยายามหาทางแก้ปัญหาสุขภาพของคนอเมริกันผ่านการเปลี่ยนแปลงวิธีการกิน McGovern Report ที่เผยแพร่ในปี 1977 มีข้อเสนอแนะที่ใกล้เคียงกับปิรามิดสวีเดน: ให้กินธัญพืชเป็นหลัก ลดเนื้อสัตว์และไขมัน
แต่สิ่งที่แตกต่างคือเป้าหมาย McGovern ต้องการแก้ปัญหาสุขภาพ ขณะที่สวีเดนต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
การที่ทั้งสองประเทศมาออกคำแนะนำที่คล้ายกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แม้จะมีเป้าหมายต่างกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานแนวคิดทั้งสองเข้าด้วยกัน
เอกสารจากสหภาพยุโรปแสดงให้เห็นว่าปิรามิดอาหารสวีเดนได้รับความสนใจจากประเทศอื่นๆ ในยุโรปอย่างรวดเร็ว
ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ฟินแลนด์เป็นประเทศแรกที่นำปิรามิดอาหารแบบสวีเดนไปปรับใช้ ตามด้วยนอร์เวย์และเดนมาร์กในระยะเวลาไม่นาน
การวิเคราะห์เอกสารจากประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทุกประเทศมีเหตุผลคล้ายกันในการนำปิรามิดไปใช้: เพื่อช่วยประชาชนเลือกซื้ออาหารที่คุ้มค่าในช่วงที่เศรษฐกิจยากลำบาก
ที่น่าสนใจคือแต่ละประเทศได้ปรับปิรามิดให้เข้ากับอาหารท้องถิ่น ฟินแลนด์เน้นปลาและเบอร์รี่ นอร์เวย์เน้นปลาและน้ำมันปลา เดนมาร์กเน้นผลิตภัณฑ์นมและเนื้อหมู
การปรับแต่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าปิรามิดในยุคนั้นยังคงเป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นตามบริบทของแต่ละประเทศ ยังไม่ได้กลายเป็นสูตรสำเร็จแบบเดียวกันทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน
สิ่งที่ Anna-Britt Agnsäter และคณะงานสวีเดนไม่รู้ในขณะนั้นคือการที่พวกเขาคิดค้นปิรามิดอาหารขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจชั่วคราวจะกลายเป็นพื้นฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงวิธีการกินของโลกในทศวรรษต่อมา
ความเรียบง่ายของภาพพีรามิดที่ทำให้ประชาชนสวีเดนเข้าใจได้ง่ายจะกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้แนวคิดนี้แพร่กระจายไปทั่วโลก
แต่ในขณะเดียวกัน ความเรียบง่ายนี้เองจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ปิรามิดถูกบิดเบือนและใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่เคยตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
เมื่อแนวคิดปิรามิดอาหารออกจากสวีเดนและเดินทางข้ามมหาสมุด สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นไปตามที่ Agnsäter คาดหวัง
ในทศวรรษถัดไป ปิรามิดอาหารจะกลายเป็นสนามรบของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องมือทางการเมือง และการทดลองด้านสุขภาพที่จะส่งผลกระทบต่อคนนับพันล้านคนทั่วโลก
การเดินทางของปิรามิดอาหารจากเครื่องมือเศรษฐกิจง่ายๆ ในสวีเดนไปสู่การกลายเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลระดับโลกนั้น เป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นว่าแนวคิดดีๆ สามารถถูกบิดเบือนได้อย่างไรเมื่อมันตกไปอยู่ในมือที่ผิด
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอเมริกาในทศวรรษ 1980s จะเปลี่ยนปิรามิดจากเครื่องมือช่วยเหลือประชาชนให้กลายเป็นอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับประชาชนเอง
ในตอนต่อไป เราจะติดตามการเดินทางของปิรามิดอาหารจากยุโรปไปสู่อเมริกา และดูว่าเมื่อแนวคิดเรียบง่ายจากสวีเดนมาพบกับความซับซ้อนของระบบการเมืองและอุตสaหกรรมอเมริกัน จะเกิดอะไรขึ้นกับเจตนาดีเดิมของ Anna-Britt Agnsäter
///// บราวนีทางเลือก จาก ตำรับเอ๋ ///// https://www.facebook.com/share/p/1Euxc7S6fE ทางเลือกของคนจำกัดคาร์โบไฮเดรต
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #TheTriangleTrap
Write a comment