The Plant-Based Empire: How Seventh-Day Adventists Captured the World EP5: The Policy Writer
(1977)
บันทึกการประชุม Select Committee on Nutrition and Human Needs ของวุฒิสภาสหรัฐ ลงวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1977 แสดงรายชื่อผู้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ในตารางรายชื่อเจ้าหน้าที่ปรากฏชื่อ Nick Mottern ระบุในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัย ผู้รับผิดชอบการร่างรายงานหลักของคณะกรรมการ เอกสารเดียวกันบันทึกคำกล่าวของ Mark Hegsted หัวหน้าฝ่ายโภชนาการ กระทรวงเกษตร (USDA) ซึ่งประกาศว่า “หลักฐานด้านอาหารและสุขภาพเพียงพอแล้วสำหรับการให้คำแนะนำสาธารณะโดยไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์เพิ่มเติม” คำพูดนี้เปลี่ยนทิศทางของการอภิปรายทางวิชาการให้กลายเป็นถ้อยแถลงเชิงนโยบายที่มุ่งหมายต่อสาธารณะโดยตรง
สหรัฐฯ ในปี 1977 ยังอยู่ภายใต้แรงสั่นสะเทือนจากวิกฤติพลังงานปี 1973 เมื่อกลุ่มประเทศ OPEC ลดการผลิตและขึ้นราคาน้ำมัน ภาพรถยนต์ต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียดและข่าวเงินเฟ้อทะลุสองหลักถูกตีพิมพ์ทุกสัปดาห์ ราคาพลังงานสูงทำให้ต้นทุนอาหารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการเลี้ยงและขนส่ง นักเศรษฐศาสตร์และนักนโยบายในเวลานั้นมองว่า แนวคิดการปรับพฤติกรรมอาหารไปสู่การบริโภคพืชและธัญพืช อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงนโยบาย เพราะช่วยลดทั้งความเสี่ยงสุขภาพและภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน แม้จะไม่ใช่หลักฐานชี้ตรง แต่เป็นบริบททางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง
Nick Mottern มีภูมิหลังจากสายสื่อ เขาจบจาก Columbia Journalism School ในปี 1966 และทำงานเป็นนักข่าวที่ Providence Journal ก่อนเข้าสู่วงการนโยบาย จุดแข็งของเขาคือการเขียนเชิงสังคมที่เข้าใจง่าย ไม่เน้นศัพท์เทคนิค ทำให้เป็นคนกลางที่สามารถถ่ายทอดความซับซ้อนของข้อมูลวิทยาศาสตร์สู่ภาษาที่สาธารณชนเข้าถึงได้ ในเวลาต่อมาเขาจึงได้รับบทบาทในองค์กรอย่าง Bread for the World แต่ในปี 1977 บทบาทหลักของเขาคือการเป็น “ผู้ร่างคำ” ให้คณะกรรมการ McGovern
ประเด็นที่ทุกวันนี้ยังไม่สามารถพิสุจน์ได้ 100% ว่า Nick Mottern ผู้ซึ่งเป็นมังสวิรัติสาย Seventh Day Adventist แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานใดๆอย่างชัดเจนว่า เขามีอิทธิพลต่อ McGovern ในการเห็นความดีงามของการลดเนื้อสัตว์ด้วยหรือไม่ แต่จากการวิเคราะห์ในยุคหลัง เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ Nick Mottern น่าจะมีส่วนอยู่พอสมควร เพราะแทบจะเป็นคนเดียวในทีม ที่มาจากสายข่าว ไม่ใช่สายวิทยาศาสตร์ การแพทย์ หรือนักวิจัย แต่สามารถเข้ามาเป็นทีมของการร่างไกด์ไลน์ที่สำคัญที่สุดในโลก
ตรงข้ามกับ Mottern ที่มาจากโลกของสื่อ Mark Hegsted เป็นนักวิชาการสายวิทยาศาสตร์โดยแท้ เขาเกิดปี 1914 และมีผลงานสำคัญด้านการวิจัยไขมันและคอเลสเตอรอลในอาหาร มีส่วนร่วมวางรากฐานโครงการ Nurses’ Health Study ที่ Harvard และได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายโภชนาการของ USDA ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังหาคนเชื่อมช่องว่างระหว่าง “งานวิจัย” กับ “นโยบาย” Hegsted จึงทำหน้าที่เป็นผู้คุมกรอบทางวิชาการ ส่วน Mottern คือผู้เรียบเรียงถ้อยคำเพื่อสื่อสารออกไปสู่ประชาชน
ร่าง Dietary Goals for the United States เริ่มจากการทบทวนงานวิจัย 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งในด้านโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และโรคอ้วน ทีมงานของ Hegsted สรุปว่าความเสี่ยงโรคหัวใจสัมพันธ์กับไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลในอาหาร ขณะเดียวกัน การเพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีมีแนวโน้มลดความเสี่ยงได้ ร่างฉบับแรกจึงเสนอ 6 ข้อหลัก เช่น ลดไขมันอิ่มตัวเหลือไม่เกิน 10% ของพลังงานทั้งหมด ลดคอเลสเตอรอลเหลือต่ำกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน ลดการบริโภคน้ำตาลลงครึ่งหนึ่ง เพิ่มผักผลไม้และธัญพืช และลดการใช้เกลือ
ถ้อยคำที่ชัดเจนที่สุดคือคำว่า “ลดการบริโภคเนื้อแดง” ซึ่งสร้างแรงปะทะกับอุตสาหกรรมเนื้อทันที National Cattlemen’s Association ส่งจดหมายโต้แย้งถึงคณะกรรมการในเดือนกุมภาพันธ์ 1977 โดยระบุว่า การชี้เป้าไปที่เนื้อแดงเป็นการเลือกปฏิบัติทางโภชนาการ และจะทำให้ประชาชนตีความผิดเกี่ยวกับ “โปรตีนคุณภาพสูง” ที่เนื้อวัวมีให้ เครือข่ายล็อบบี้เริ่มทำงานอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การเชิญสมาชิกรัฐสภาไปเยี่ยมฟาร์ม การซื้อโฆษณาชี้ข้อดีของเนื้อแดง ไปจนถึงการผลักดันผ่านกระทรวงเกษตร
คณะกรรมการ McGovern จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในเดือนมีนาคม 1977 เปิดพื้นที่ให้นักวิชาการและผู้แทนอุตสาหกรรมเผชิญหน้ากันโดยตรง การประชุมครั้งนี้ถูกบันทึกโดยสื่อว่าเป็น “สนามต่อสู้ทางภาษา” เพราะประเด็นหลักคือจะใช้คำว่า “ลดเนื้อแดง” หรือ “เลือกเนื้อไม่ติดมัน” สุดท้ายคณะกรรมการยอมปรับถ้อยคำเพื่อบรรเทาความขัดแย้ง แต่ยังคงแก่นของข้อเสนอที่เน้นอาหารจากพืชและธัญพืช
ในประเด็นการเชื่อมโยงกับ Seventh-Day Adventists ข้อเท็จจริงคือ ไม่พบหลักฐานว่าเอกสาร Dietary Goals ปี 1977 อ้างถึง Loma Linda University หรือ Adventist Health Studies โดยตรง แม้ก่อนหน้านั้นจะมีงานวิจัยจากสถาบันเหล่านี้เกี่ยวกับผลของการกินมังสวิรัติและโรคหัวใจ แต่การปรากฏในเอกสารปี 1977 ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน ข้อเชื่อมโยงที่มีได้เพียงว่าบริเวณปลายทศวรรษ 1970 งานวิจัยด้านมังสวิรัติกำลังถูกอ้างในวงวิชาการกว้างขึ้น และบางส่วนถูกใช้ประกอบการอภิปรายเชิงนโยบาย แต่ไม่สามารถระบุว่า SDA มีบทบาทตรงต่อร่างเอกสารนี้
แต่มีสิ่งที่น่าสนใจคือ Nathan Pritikin ซึ่งเป็นนักประดิษฐ์และวิศวกรซึ่งทราบว่ามีปัญหาทางหัวใจในวัยกลางคน ก่อนหันมาพัฒนาระบบโภชนาการแบบ high-carbohydrate/very low-fat ที่ประกอบด้วยธัญพืช ผัก ผลไม้ และออกกำลังกายประจำ ภายหลังเขากลายเป็นบุคคลสาธารณะที่มีอิทธิพลในช่วงทศวรรษ 1970s โดยก่อตั้ง Pritikin Longevity Center ในปี 1976 ที่แคลิฟอร์เนีย และมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำหลายฉบับ
มีหลักฐานว่าช่วงปี 1970s Senator George McGovern เคยเข้าร่วมโปรแกรม low-fat ของ Pritikin และต่อมาได้เชิญ Pritikin ให้ไปให้การเป็นพยานต่อคณะกรรมการโภชนาการของวุฒิสภา นอกจากนี้ McGovern ได้กล่าวสุนทรพจน์ไว้อาลัย (eulogy) ที่ศพของ Pritikin ในปี 1985 ว่า Pritikinเป็นนักคิดที่กล้าหาญแม้เผชิญเสียงคัดค้านจากสังคม ทั้งหมดร่วมกันแสดงให้เห็นว่ามีความใกล้ชิดในเชิงอุดมการณ์และการสนับสนุนแนวคิดมากกว่าจะเป็นมิตรส่วนตัวลึกซึ้ง
มีการอ้างว่าแนวคิดโภชนาที่ Pritikin ยึดถือได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนของ Ellen G. White และแพทย์ Adventist เช่น Lester Morrison ที่ Loma Linda University โดยอ้างว่า Pritikin อ่านงานเหล่านั้นในช่วงรับราชการทหาร และได้รับอิทธิพลจากเรื่องสุขภาพและมังสวิรัติของ SDA
ในบริบทของการสร้าง Dietary Goals for the United States ปี 1977 ซึ่งนำโดย McGovern Committee, หลักฐานยืนยันว่า McGovern ได้รับแนวคิดบางประเด็นจาก Pritikin เช่น การลดไขมันอิ่มตัวและสนับสนุนอาหารจากพืช แต่อย่างไรก็ดี ไม่มีหลักฐานว่า Pritikin มีบทบาทเขียนหรือแก้ไขรายงานโดยตรง แต่อิทธิภาพของเขาในฐานะ “ผู้ผลักดันแนวคิด” ยังคงชัดเจนในแง่ของโครงบริบทและแนวทางโภชนาการที่ปรากฏในแนวทางของรัฐบาล
Dietary Goals ปี 1977 แม้จะถูกต่อต้านอย่างหนัก แต่ก็กลายเป็นแม่แบบให้ Dietary Guidelines for Americans ฉบับแรกในปี 1980 และค่อยๆ ถูกบังคับใช้ในหลายระบบ ตั้งแต่เมนูโรงเรียน โครงการอาหารกองทัพ ไปจนถึงคู่มือโภชนาการที่รัฐใช้เป็นมาตรฐานกลางทั่วประเทศ จากข้อแนะนำที่เริ่มต้นในคณะกรรมการเล็กๆ จึงขยายกลายเป็นกรอบนโยบายระดับชาติที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนหลายร้อยล้านคน
อย่างไรก็ดี นักวิชาการบางส่วนได้วิจารณ์ภายหลังว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปี 1977 อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการออกข้อแนะนำระดับชาติ และสภาพเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานสูง อาจมีส่วนเป็นแรงขับร่วม มากกว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ยืนบนฐานวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว การถกเถียงนี้ยังคงดำเนินต่อมา โดยมีคำถามว่า ข้อแนะนำในปี 1977 นั้นเปิดพื้นที่ให้กับการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารพืชแปรรูปมากน้อยเพียงใด และผลที่ตามมาคือการเปลี่ยนโฉมอาหารการกินของทั้งสังคมอเมริกัน
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #ThePlantBasedEmpire
Write a comment