Breakfast is the most important meal of the day
หลังเสียงระเบิดลูกสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองเงียบลง สิ่งที่ยังดังต่อไปในบ้านอเมริกันทุกเช้าคือเสียงโฆษณาจากวิทยุที่เตือนว่า “อย่าลืมกินมื้อเช้านะ เพราะมันคือมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน” วาทกรรมนี้ไม่ได้หล่นมาจากปากหมอ หรือคำสอนพระ แต่มันลอยออกมาจากกล่องซีเรียลแบรนด์หนึ่งที่ชื่อว่า Grape-Nuts ซึ่งผลิตโดยบริษัท General Foods ที่ตอนนั้นกำลังครองพื้นที่โต๊ะอาหารเช้าทั่วประเทศ
Grape-Nuts เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1897 โดยชายชื่อ Charles William Post หรือ C.W. Post ชายหนุ่มที่เคยเข้ารับการรักษาตัวที่ Battle Creek Sanitarium ของหมอ John Harvey Kellogg ผู้คลั่งไคล้ในสุขภาพและการละราคะด้วยการกินคลีนแบบไม่กินเนื้อสัตว์ ที่นั่นเองที่ Post ได้แรงบันดาลใจจากอาหารสำหรับผู้ป่วยที่หมอ Kellogg คิดค้นขึ้น และพอกลับบ้าน เขาก็ลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์ซีเรียลของตัวเองในชื่อ Grape-Nuts โดยเน้นเรื่องไฟเบอร์ การย่อย และสุขภาพล้วนๆ
ชื่อ “Grape-Nuts” ฟังแล้วงงใช่มั้ย เฮียจะเล่าให้ฟัง คือเจ้านี่มันไม่มีองุ่น ไม่มีถั่ว แต่ Post บอกว่าซีเรียลของเขาหวานธรรมชาติเหมือนองุ่น และเวลาย่อยจะเกิดสารที่เขาเรียกว่า grape sugar ก็เลยตั้งชื่อว่าประมาณ “ถั่วแห่งองุ่น” ฟังดูเฮลตี้แบบมีความรู้แต่จริงๆ คือชื่อทางการตลาดล้วนๆ ที่หวังจะสร้างจินตภาพใหม่ให้อาหารเช้าแบบแห้งๆ
หลังจากนั้นธุรกิจของเขาก็โตเอาโตเอา กลายเป็น Postum Cereal Company และค่อยๆ เข้าซื้อกิจการของบริษัทอาหารอื่นๆ จนปี 1929 เปลี่ยนชื่อเป็น General Foods Corporation กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ถือครองแบรนด์ดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Jell-O, Maxwell House, Birds Eye, Log Cabin เรียกว่าครอบคลุมทั้งอาหารแห้ง อาหารสด ของหวาน และเครื่องดื่ม
พอเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศสหรัฐฯ ต้องการทุกแรงงาน ทุกมือ และทุกสมองมาช่วยกันเดินหน้าเครื่องจักรสงคราม รัฐบาลประกาศให้การผลิตกลายเป็นภารกิจแห่งชาติ บริษัทใหญ่ๆ ก็เลยรีบเสนอหน้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความรักชาติ General Foods ก็ไม่พลาด พวกเขาเปิดแคมเปญผ่านแบรนด์ Grape-Nuts ว่า “Eat a Good Breakfast – Do a Better Job” หรือ “กินมื้อเช้าให้ดี ทำงานให้เยี่ยม” พร้อมประโยคที่กลายเป็นคำขวัญติดหัวคนทั้งประเทศว่า “Breakfast is the most important meal of the day”
พวกเขาไม่ได้บอกว่า “กินของเราแล้วดี” แต่ใช้เทคนิคย้อนศร บอกว่า “ไม่กินมื้อเช้า…ระวังสุขภาพแย่นะ” แล้วค่อยสอดแทรกว่าอาหารเช้าที่เหมาะสม ควรจะเป็นสิ่งที่เทนมใส่แล้วกินได้ใน 2 นาที—นั่นแหละ Grape-Nuts เอง
วาทกรรมนี้ถูกส่งผ่านรายการวิทยุ หนังสือพิมพ์ และโฆษณาทุกแบบที่มีในตอนนั้น โดยอ้างว่า “ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าวไว้” ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีแหล่งอ้างอิงแน่นอนว่าใครคือผู้เชี่ยวชาญคนนั้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าค้าน เพราะมันฟังดูถูกต้องและน่าเชื่ออย่างประหลาด
ผลที่ตามมาคืออะไร? คนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องอาหารเช้า จากเมื่อก่อนที่มื้อแรกของวันอาจเป็นแค่ขนมปังจิ้มไข่ลวก กากหมูกับข้าว หรือแม้แต่มันต้มจิ้มน้ำปลา กลายเป็นการเทซีเรียลใส่นมเย็น หวานกรุบกรอบทุกคำ และรู้สึกดีเหมือนได้ทำหน้าที่พลเมืองที่ดีไปในตัว เพราะได้รีบออกไปทำงาน
เบื้องหลังของวาทกรรมนี้จริงๆ แล้วคือการต่อยอดกำไรอย่างชาญฉลาดของบริษัทอาหารที่ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของทั้งประเทศให้หมุนรอบสินค้าในมือของตัวเอง โดยเฉพาะ Grape-Nuts ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แห้ง เก็บได้นาน ผลิตได้เร็ว และใช้ทรัพยากรน้อยกว่าการปรุงอาหารสดๆ ที่เคยนิยมกันมาแต่ก่อน
กลยุทธ์แบบนี้ฉลาดมาก เพราะมันไม่ได้ขายของโดยตรง แต่มันขาย “แนวคิด” ก่อน แล้วค่อยผูกของเข้ากับแนวคิดนั้นทีหลัง และคนก็เชื่อง่าย เพราะยุคนั้นกำลังหิวหาความมั่นคงทั้งกายและใจหลังเพิ่งผ่านความโกลาหลของสงครามมาหมาด ๆ
แน่นอนว่า General Foods ไม่ได้ทำเรื่องนี้คนเดียว แต่พวกเขาคือเจ้าที่ “เริ่มต้นก่อน” และใช้พลังของสงครามเป็นแรงส่งทางวัฒนธรรม จากจุดเล็กๆ บนกล่องซีเรียล กลายเป็นคำขวัญที่ครูสอนในโรงเรียน พ่อแม่พูดกับลูก และโฆษณาพูดกับคนทั้งประเทศ
แคมเปญประสบความสำเร็จมากถึงขั้นที่บริษัทโฆษณานำไปรีไซเคิลซ้ำให้แบรนด์อื่น เช่น Kellogg’s, Post และ Quaker จนทุกกล่องซีเรียลในซูเปอร์มาร์เก็ตพูดประโยคเดียวกันโดยไม่ต้องนัดหมาย มันกลายเป็นวาทกรรมฝังหัวคนไปแบบเนียน ๆ ว่า ถ้าไม่กินมื้อเช้า จะโฟกัสงานไม่ได้ จะเรียนไม่รู้เรื่อง จะหงุดหงิดง่าย แล้วก็…จะดูเหมือนไม่รักตัวเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนั้นไม่ใช่แค่การตลาด แต่มันคือ “การสร้างความหมายใหม่ให้มื้อเช้า” จากเดิมที่แต่ละบ้านมีวิธีของตัวเอง ก็กลายเป็นการกำหนดสูตรสำเร็จที่มาพร้อมภาพเด็กยิ้ม คนสุขภาพดี และคุณแม่ที่เตรียมโต๊ะให้พร้อมก่อนลูกจะตื่น
นักข่าวจาก The Guardian เคยเขียนไว้อย่างแสบ ๆ ว่า นี่ไม่ใช่แค่แผนการขายของ แต่มันคือ “moralizing through breakfast” หรือการใส่ศีลธรรมลงไปในอาหารเช้า ถ้าไม่กิน ก็เหมือนคนไม่มีวินัย ถ้ากิน ก็เหมือนได้รับการยอมรับ เป็นผู้ใหญ่ที่ดี ดูแลตัวเองได้
ตรงนี้แหละที่น่าสนใจ เพราะมันย้อนกลับไปถึงรากความคิดของหมอ John Harvey Kellogg เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่มองว่าอาหารควรถูกออกแบบเพื่อควบคุมจิตใจมนุษย์ให้อยู่ในกรอบศีลธรรม เขาอาจไม่ได้อยากทำการตลาด แต่สุดท้ายบรรษัทใหญ่กลับนำอุดมการณ์นั้นมารีแพ็คในเวอร์ชันที่ขายได้จริง
หลังจากนั้น วัฒนธรรมมื้อเช้าแบบอุตสาหกรรมก็ฝังรากแน่นยิ่งขึ้นในสังคมตะวันตก โดยเฉพาะเมื่อตลาดเริ่มเจาะไปที่เด็ก ๆ ด้วยการ์ตูนมาสคอต ของเล่นในกล่อง และสีสันสดใสที่ล่อตาล่อใจ ในขณะที่เนื้อในกล่องก็เต็มไปด้วยน้ำตาล แป้ง และบางครั้งก็สารเติมแต่งที่ไม่ต่างจากขนมหวาน
น่าสนใจว่าตลอดยุคหลังจากนั้น จนถึงปัจจุบัน คำว่า “Breakfast is the most important meal of the day” ยังถูกใช้ซ้ำโดยแบรนด์อาหารเช้าหลายเจ้าทั่วโลก ทั้งที่ความจริงในทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เริ่มตั้งคำถามกับคำกล่าวนี้แล้วว่า จริงหรือ? หรือแค่ “ขายของเก่ง” กันแน่
นักโภชนาการอิสระเริ่มออกมาเปิดโปงว่า คำกล่าวที่ว่า “อาหารเช้าสำคัญที่สุดของวัน” ไม่มีงานวิจัยที่รองรับอย่างชัดเจน มันเป็นเพียงคำที่ถูกทำซ้ำโดยบริษัทที่มีผลประโยชน์เต็มเปา รายงานจาก Livestrong, Reddit Skeptics และหลายแหล่งสรุปตรงกันว่า ประโยคนั้นไม่ได้มาจากแพทย์ แต่มาจากห้องประชุมโฆษณา
แต่ถึงจะรู้แล้วว่าถูกหลอก คนจำนวนมากก็ยังเชื่ออยู่ดี เพราะมันไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่มันกลายเป็น ความทรงจำร่วมของทั้งสังคม ไปแล้ว ทุกวันนี้แม้จะมีการศึกษามากมายในเรื่องของมื้ออาหาร แต่อาหารมื้อเช้าก็ยังคงเป็นสิ่งที่ “แตะต้องไม่ได้” ยังคงถูกมองว่าใครไม่กินอาหารเช้าจะโง่
เฮียว่าการตลาดที่แนบเนียนที่สุด ไม่ใช่การเปลี่ยนความคิดคน แต่คือการทำให้คน “จำไม่ได้ว่าความคิดนั้นมาจากไหน” แล้วเผลอเชื่อไปเองว่ามันคือความจริงแต่กำเนิด
เมื่อเฮียมองย้อนกลับไป ก็เห็นชัดเลยว่าอาหารเช้าของเราถูกนิยามใหม่โดยกล่องกระดาษที่ข้างในกรอบแต่ข้างนอกหวานลวง เป็นทั้งของกิน และของหลอกในเวลาเดียวกัน
ทุกวันนี้ เราอาจยังเห็นโฆษณาที่บอกว่า “อาหารเช้าคือเชื้อเพลิงของวัน” หรือ “อย่าออกจากบ้านโดยไม่กินอะไรเลย” แล้วยังเห็นบางโฆษณาบอกว่า “การตากแดดคือการก่อโรคมะเร็งผิวหนัง”
ทั้งที่ความจริงบางทีมื้อเช้าที่ดีที่สุด ก็อาจไม่ต้องอยู่ในกล่องซีเรียล หรือจานขนมปังปิ้ง แต่มันอาจเป็นช่วงเช้าที่เรารู้สึกว่า…วันนี้เราควบคุมชีวิตตัวเองได้อีกวัน ไม่ต้องถูกควบคุมด้วยอำนาจที่มองไม่เห็นใดๆต่างหาก #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr
Write a comment