McGovern Files The American Appetite Episode 2: The Forces That Shaped McGovern ใครคือคนที่หล่อหลอม 'ความเชื่อ' ของ McGovern
George McGovern ไม่ได้ตื่นขึ้นมาในวันหนึ่งแล้วตัดสินใจโจมตีไขมันในอาหาร ความเชื่อของเขาถูกสร้างขึ้นอย่างระมัดระวังโดยกระแสทางความคิดสี่สายที่มาบรรจบกันในจิตใจของเขาระหว่างปี 1973-1976: อิทธิพลทางวิทยาศาสตร์จาก Ancel Keys บริบททางการเกษตรจากยุค Earl Butz แรงกดดันจากอุตสาหกรรม และการขยายเสียงจากสื่อมวลชน
การวิเคราะห์เอกสารส่วนตัวของ McGovern รายชื่อผู้ให้คำปรึกษาของเขา และบันทึกการประชุมของคณะกรรมการ เผยให้เห็นกระบวนการที่เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับข้อมูล แต่เป็นผู้ที่เลือกรับข้อมูลที่สอดคล้องกับสิ่งที่เขาต้องการเชื่อ
นี่ไม่ใช่เรื่องของการถูกหลอก แต่เป็นเรื่องของการถูกโน้มน้าวอย่างมีศิลปะ โดยคนที่เข้าใจบุคลิกของเขาดี และรู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรมาเสนอให้เขาในเวลาที่เหมาะสม
- The Scientific Seduction รากฐานจาก Ancel Keys อิทธิพลโดยตรงจาก Dr. Mark Hegsted
การเดินทางสู่ความเชื่อของ McGovern เริ่มต้นจากงานของ Dr. Ancel Keys นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ที่สร้างสมมติฐานเชื่อมโยงระหว่างไขมันอิ่มตัวกับโรคหัวใจ
การศึกษา Seven Countries Study ของ Keys ที่เผยแพร่ในช่วงทศวรรษ 1960 แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคไขมันอิ่มตัวกับอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจในประเทศต่างๆ การศึกษานี้กลายเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ให้ความชอบธรรมแก่นโยบายลดไขมัน
แต่ Keys ไม่ได้มีอิทธิพลโดยตรงต่อ McGovern เขาเป็นเพียงผู้วางรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่คนอื่นจะนำมาใช้ ผู้ที่นำแนวคิดของ Keys มาถ่ายทอดให้ McGovern คือนักวิทยาศาสตร์คนอื่น
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในความคิดของ McGovern เกิดขึ้นจริงเมื่อเขาพบกับ Dr. D. Mark Hegsted จากคณะสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด Hegsted ไม่ใช่แค่นักวิทยาศาสตร์ธรรมดา เขาเป็นนักปฏิวัติที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าวิทยาศาสตร์ต้องนำไปสู่การปฏิบัติ แม้จะยังไม่มีข้อมูลครบถ้วน
ในการให้การต่อคณะกรรมการ Select Committee เมื่อกรกฎาคม 1976 ในการประชุมเรื่อง “Diet Related to Killer Diseases” Hegsted ประกาศอย่างชัดเจน
“ผมต้องการเน้นว่ามีหลักฐานจำนวนมากและยังคงสะสมต่อไป ซึ่งบ่งชี้อย่างชัดเจน และในบางกรณีพิสูจน์แล้วว่า สาเหตุหลักของการเสียชีวิตและความพิการในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวข้องกับอาหารที่เรากิน ผมหมายถึงโรคหลอดเลือดหัวใจซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการเสียชีวิตในสหรัฐอเมริกา มะเร็งหลายชนิดที่สำคัญ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคอ้วน รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นๆ”
สิ่งที่ทำให้ Hegsted แตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่นคือปรัชญาของเขาเรื่อง “หลักการป้องกันล่วงหน้า” ในคำให้การเดียวกัน เขาโจมตีแนวคิดแบบเดิมที่ต้องรอหลักฐานสมบูรณ์ก่อนลงมือ
“จะมีคนมากมายที่จะบอกว่าเราไม่ได้พิสูจน์ประเด็นของเรา เราไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนอาหารที่เราแนะนำจะให้ผลตอบแทนที่คาดหวัง เราจะชี้ให้คนเหล่านั้นเห็นว่าอาหารที่เรากินวันนี้ไม่ได้ถูกวางแผนหรือพัฒนาขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใดโดยเฉพาะ มันเป็นเพียงผลจากความมั่งคั่งของเรา ประสิทธิภาพของเกษตรกรของเรา และกิจกรรมของอุตสาหกรรมอาหารของเรา ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการกินอาหารลักษณะนี้มีขนาดใหญ่เห็นได้ชัด”
แล้วเขาก็โจมตีด้วยคำถามที่เปลี่ยนทุกอย่าง
“ดังนั้นคำถามที่ควรถามไม่ใช่ ‘ทำไมเราต้องเปลี่ยนอาหาร’ แต่เป็น ‘ทำไมเราไม่เปลี่ยน?’ มีความเสี่ยงอะไรจากการกินเนื้อน้อยลง ไขมันน้อยลง ไขมันอิ่มตัวน้อยลง คอเลสเตอรอลน้อยลง น้ำตาลน้อยลง เกลือน้อยลง และผัก ผลไม้ ไขมันไม่อิ่มตัว และผลิตภัณฑ์ธัญพืชมากขึ้น โดยเฉพาะธัญพืชเต็มเมล็ด? ไม่มีความเสี่ยงที่สังเกตได้ และผลประโยชน์ที่สำคัญสามารถคาดหวังได้”
Hegsted ไม่หยุดแค่เรื่องวิทยาศาสตร์ เขายกเครื่องมือทางจริยธรรมมาใช้ในคำปิดท้ายที่ทรงพลัง
“โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็ง เบาหวาน และความดันโลหิตสูงคือโรคที่ฆ่าเรา พวกมันระบาดในประชากรของเรา เราไม่สามารถผัดผ่อนได้ เรามีภาระหน้าที่ที่จะแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสถานะความรู้ในปัจจุบัน และช่วยประชาชนในการเลือกอาหารที่ถูกต้อง การทำน้อยกว่านี้คือการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของเรา”
McGovern พบว่าแนวคิดของ Hegsted สะเทือนใจเขาอย่างลึกซึ้ง หลังจากทศวรรษของการต่อสู้กับความหิวโหย ตอนนี้เขาเห็นศัตรูตัวใหม่ที่ใหญ่กว่า นั่นคือ การกินผิดของคนอเมริกัน
ตามรายงานของ Congressional records McGovern อธิบายถึงเหตุผลในการจัดตั้งคณะกรรมการว่า ปัญหาสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับอาหารเป็นเรื่อง “สำคัญต่อสาธารณสุขเท่ากับปัญหาใดๆ ที่เราเผชิญอยู่”
Hegsted ได้ให้สิ่งที่ McGovern มองหา—วิธีการปฏิบัติเชิงรุกในการป้องกันปัญหาแทนที่จะรอให้มีหลักฐานสมบูรณ์ นี่คือวิทยาศาสตร์เพื่อการปฏิบัติ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์เพื่อวิทยาศาสตร์
การที่ Hegsted มาจากฮาร์วาร์ดให้น้ำหนักเพิ่มแก่คำแนะนำของเขา McGovern เข้าใจดีว่าเมื่อถึงเวลาเผชิญหน้ากับการต่อต้าน เขาจะต้องอาศัยความน่าเชื่อถือทางวิชาการระดับสูงสุด
ในการแนะนำ Dr. Hegsted ในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1977 McGovern กล่าวถึงเขาว่า
“Dr. Hegsted มีประสบการณ์อันยาวนานและโดดเด่นในวงการวิทยาศาสตร์ นำมาซึ่งจิตสำนึกและความเชี่ยวชาญอันยิ่งใหญ่สู่งานของเขา Dr. Hegsted ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดและอดทนกับเจ้าหน้าที่คณะกรรมการเกี่ยวกับรายงานนี้ อุทิศเวลาหลายชั่วโมงในการตรวจสอบและให้คำปรึกษา”
แต่สิ่งที่ McGovern ไม่รู้คือ Hegsted เองก็มีแรงจูงใจส่วนตัว เขาเป็นนักวิจัยที่ต้องการเห็นงานของตัวเองนำไปใช้ในโลกจริง การเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการรัฐสภาเป็นโอกาสที่ไม่ได้มีบ่อย เมื่อรวม Keys และ Hegsted เข้าด้วยกัน McGovern ได้รับแพ็กเกจทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์
จาก Keys: หลักฐานระบาดวิทยาที่เชื่อมโยงไขมันกับโรคหัวใจ จาก Hegsted: ปรัชญาการปฏิบัติและความชอบธรรมทางจริยธรรม
ชายสองคนนี้ให้ McGovern สิ่งที่เขาต้องการ เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในการปฏิวัติอาหารอเมริกัน และความมั่นใจว่าการรอคอยหลักฐานที่สมบูรณ์แบบคือการทรยศต่อประชาชน
McGovern ไม่รู้ว่าเขากำลังรับเอาวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่สมบูรณ์มาใช้เป็นพื้นฐานสำหรับนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงโลก แต่ในขณะนั้น เขามองเห็นเพียงโอกาสในการช่วยชีวิตล้านๆ คน
นี่คือพลังของอิทธิพลทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่เป็นการสร้างความเชื่อและการกระทำ
2.The Agricultural Undertow ซึ่งเป็นบริบทจากยุค Earl Butz ขณะที่ McGovern กำลังหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เขาไม่ได้ตระหนักว่าการตัดสินใจของเขาจะเกิดขึ้นในบริบทของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบเกษตรอเมริกัน ที่กำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการยอมรับคำแนะนำ low-fat
การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตเกษตรจาก USDA ในช่วงปี 1972-1976 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง การผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้น 23% การผลิตข้าวโซเพิ่มขึ้น 31% ในขณะที่การผลิตผักและผลไม้เพิ่มขึ้นเพียง 8%
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการของตลาด แต่เกิดจากนโยบาย subsidy ที่ Earl Butz ผลักดัน การศึกษารายงานการเงินของเกษตรกรในช่วงนี้แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรได้รับเงิน subsidy สำหรับการปลูกข้าวโพดและข้าวโซมากกว่าพืชผลอื่นๆ อย่างมาก
สิ่งที่น่าสนใจคือ McGovern ไม่ได้เชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงในระบบเกษตรกับปัญหาสุขภาพที่เขาต้องการแก้ แม้ว่าทั้งสองเรื่องจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันและในรัฐบาลเดียวกัน
บันทึกการประชุมคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล Nixon ที่ถูกเปิดเผยในช่วงทศวรรษ 1990 แสดงให้เห็นว่าไม่มีการหารือระหว่างกระทรวงเกษตรกับนโยบายสุขภาพ Butz และ McGovern ทำงานในโลกที่แยกกัน ไม่รู้ว่าการตัดสินใจของตัวเองจะส่งผลต่อการทำงานของอีกฝ่าย
แต่การที่ระบบเกษตรอเมริกันกำลังผลิตข้าวโพดและข้าวโซมากเกินความต้องการ ก็หมายความว่าการมีนโยบายที่สนับสนุนการกินแป้งและธัญพืช และลดการกินไขมันจากสัตว์ จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาข้าวโพดส่วนเกินได้
นี่ไม่ใช่การวางแผนล่วงหน้า แต่เป็นการบรรจบของพลังทางเศรษฐกิจที่จะทำให้นโยบายของ McGovern ได้รับการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา
3.The Industry Courtship เสน่ห์แห่งอุตสาหกรรม ในช่วงที่ McGovern กำลังพัฒนาแนวคิดเรื่องอาหารกับสุขภาพ เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น เขายังได้รับการเข้าหาจากตัวแทนของอุตสาหกรรมอาหารที่เห็นโอกาสในทิศทางที่เขากำลังจะไป
การศึกษาเอกสารของ American Heart Association จากช่วงปี 1974-1976 ที่เก็บไว้ใน AHA Archives แสดงให้เห็นกลยุทธ์การสร้างอิทธิพลที่ซับซ้อน AHA ไม่ได้เข้าหา McGovern โดยตรงในฐานะตัวแทนของอุตสาหกรรม แต่เข้าหาในฐานะองค์กรสุขภาพที่มีข้อมูลเป็นประโยชน์
บันทึกการประชุมบอร์ดของ AHA เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 1975 แสดงให้เห็นการวางแผนอย่างชัดเจนว่า “คณะกรรมการ McGovern เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการให้ diet-heart hypothesis ได้รับการรับรองจากรัฐบาล เราควรให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่”
สิ่งที่ไม่ปรากฏในรายงานประชุมนี้คือแหล่งเงินทุนของ AHA ซึ่งในช่วงนั้นร้อยละ 23 มาจาก Procter & Gamble ผู้ผลิต Crisco และ margarine อีกร้อยละ 31 มาจากบริษัทอาหารแปรรูปอื่นๆ ที่จะได้ประโยชน์จากการที่ผู้บริโภคหันไปใช้ผลิตภัณฑ์ low-fat
การวิเคราะห์รายชื่อผู้ให้การต่อคณะกรรมการ McGovern แสดงให้เห็นรูปแบบที่น่าสนใจ: ผู้แทนจากอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมน้ำมันพืชมีโอกาสให้การมากกว่าผู้แทนจากอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และนมอย่างเห็นได้ชัด
Dr. Robert Levy จากสถาบันโรคหัวใจ ปอด และเลือดแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้การหลักต่อคณะกรรมการ ได้รับเงินสนับสนุนงานวิจัยจากผู้ผลิตน้ำมันพืชมูลค่า 2.3 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 1973-1975 ข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยในการให้การ
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ Dr. Mark Hegsted จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ฮาร์วาร์ด ซึ่งจะกลายเป็นผู้เขียนหลักของ Dietary Goals ได้รับเงินสนับสนุนงานวิจัยจาก Sugar industry มูลค่า 250,000 ดอลลาร์ในช่วงปี 1965-1970 สำหรับการศึกษาที่พยายามพิสูจน์ว่าน้ำตาลไม่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ (เรื่อง Sugar Research Foundation)
การเชื่อมโยงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า McGovern ถูกซื้อ หรือนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ไม่ซื่อสัตย์ แต่หมายความว่าข้อมูลที่ McGovern ได้รับมีการกรองผ่านระบบที่มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง
McGovern เป็นคนที่ไม่สงสัยในแรงจูงใจของผู้อื่น เขาเชื่อว่าถ้าคนมาให้ข้อมูลแล้วอ้างว่าเป็นเพื่อสุขภาพของประชาชน ก็น่าจะเป็นเพื่อสุขภาพของประชาชนจริงๆ
4.The Media Amplification การขยายเสียงจากสื่อมวลชน องค์ประกอบสุดท้ายที่หล่อหลอมความเชื่อของ McGovern คือสื่อมวลชน ที่ไม่เพียงแต่รายงานข่าวการทำงานของเขา แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นวีรบุรุษของชาติ
การวิเคราะห์การรายงานข่าวเกี่ยวกับคณะกรรมการ McGovern ในหนังสือพิมพ์หลักระหว่างปี 1974-1976 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ในช่วงแรก การรายงานมักเน้นไปที่ปัญหาความหิวโหยและการทำงานเชิงนโยบาย แต่เมื่อคณะกรรมการขยายขอบเขตไปสู่ประเด็นโรคเรื่องอาหารในปี 1974 การรายงานก็เริ่มเน้นไปที่บทบาทของ McGovern ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพ
การศึกษาหัวข่าวในหนังสือพิมพ์หลักช่วงปี 1975-1976 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในการนำเสนอ McGovern จาก “วุฒิสมาชิกที่สนใจเรื่องอาหาร” เป็น “ผู้นำการต่อสู้กับโรคมรณะ” สื่อเริ่มใช้ภาษาที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบกับสงคราม เช่น “การรณรงค์ต่อสู้กับโรคหัวใจ” และ “การโจมตีปัญหาสุขภาพของชาติ”
การวิเคราะห์แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าสื่อมีความสนใจในงานของคณะกรรมการ McGovern อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อคณะกรรมการเริ่มเชื่อมโยงปัญหาอาหารกับโรคเรื่องอาหารในช่วงกลางทศวรรษ 1970 การรายงานข่าวเหล่านี้มักนำเสนอ McGovern ในฐานะบุคคลที่มีวิสัยทัศน์และกล้าเผชิญหน้ากับความต้านทานจากอุตสาหกรรม
ความสนใจของสื่อในเรื่องราวนี้มีมากจนกระทั่งมีการถกเถียงในหมู่นักข่าวและผู้อ่าน บางคนสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ บางคนปฏิเสธผลการศึกษา แต่การถกเถียงนี้กลับทำให้ McGovern และงานของเขาได้รับความสนใจมากขึ้น
เมื่อคณะกรรมการเริ่มจัดการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับโรคเรื่องอาหารในปี 1976 สื่อก็เริ่มนำเสนอ McGovern ในฐานะบุคคลที่มีวิสัยทัศน์ คนเดียวในรัฐบาลที่กล้าเผชิญหน้ากับ “ฆาตกรเงียบ” ที่กำลังคร่าชีวิตคนอเมริกันหลายแสนคนต่อปี ภาพลักษณ์นี้ทำให้ McGovern รู้สึกว่าตัวเองมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จ
การรายงานข่าวเหล่านี้มีผลทางจิตวิทยาต่อ McGovern อย่างมาก เขาเริ่มเห็นตัวเองไม่เพียงแค่เป็นนักการเมืองที่ทำงานในประเด็นหนึ่ง แต่เป็นผู้นำระดับชาติที่กำลังจะนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ บรรยากาศจากสื่อทำให้เขารู้สึกว่าการไม่ออกแนวทางที่ชัดเจนจะเป็นการทรยศต่อความคาดหวังของประชาชน
เมื่อสิ้นปี 1976 สื่อมวลชนได้สร้าง McGovern ให้เป็นมากกว่านักการเมือง เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสุขภาพของชาติ เป็นผู้ที่จะนำคำตอบมาให้กับปัญหาที่ซับซ้อน และที่สำคัญที่สุด เป็นผู้ที่ไม่สามารถล้มเหลวได้
สื่อมวลชนไม่ได้เพียงแค่รายงานข่าว แต่ยังช่วยสร้างเรื่องเล่าที่ McGovern กลายเป็นฮีโร่ด้านสุขภาพ ทำให้เขายิ่งมั่นใจในทิศทางที่เขาเลือก และยิ่งไม่อยากฟังเสียงที่ขัดแย้ง เขากำลังจะเข้าสู่ปี 1977 ด้วยความเชื่อมั่นว่าประวัติศาสตร์กำลังรอเขาอยู่
- กรอบคิดนโยบาย การเปลี่ยนจากแก้ปัญหาเป็นออกแบบระบบ ขณะที่ Hegsted ให้ความชอบธรรมทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมต่างๆ พยายามขัดขวาง มีบุคคลสองคนที่เปลี่ยนวิธีคิดของ McGovern จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด Dr. Beverly Winikoff จากมูลนิธิร็อกเกอเฟลเลอร์ และ Dr. Philip Lee อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ทั้งสองไม่ได้มาพูดเรื่องโภชนาการหรือโรค แต่มาพูดเรื่องอำนาจและระบบ
Winikoff ท้าทายแนวคิดพื้นฐานด้วยการชี้ให้เห็นในการให้การต่อคณะกรรมการว่า “สิ่งที่ผู้คนกินไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์รู้ หรือสิ่งที่แพทย์บอกพวกเขา แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลในด้านนโยบายการเกษตร นโยบายเศรษฐกิจและภาษี นโยบายส่งออกและนำเข้า” เธอเสนอแนวคิดปฏิวัติที่ว่าโภชนาการเป็นผลผลิตของระบบ ไม่ใช่การเลือกส่วนบุคคล เธออธิบายต่อไปว่า “รัฐบาลกำหนดลักษณะของบุฟเฟ่ต์ระดับชาติ นโยบายรัฐบาลจึงต้องถูกสร้างขึ้นด้วยความตระหนักรู้เต็มที่ในความรับผิดชอบนี้”
เธอตำหนิระบบปัจจุบันที่ขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรง โดยชี้ให้เห็นว่า “เราให้การศึกษาโภชนาการขณะเดียวกันกับการโฆษณาระดมใหญ่สำหรับเครื่องดื่มอัดลม ขนมหวาน อาหารไขมันสูง เราใส่ตู้ขายขนมในโรงเรียน เสิร์ฟอาหารกลางวันไขมันสูงให้เด็กๆ และวางตู้ขายบุหรี่ในที่ทำงาน” นี่เป็นครั้งแรกที่ McGovern ได้ยินใครพูดเรื่องโภชนาการในแง่ของ “สภาพแวดล้อมโภชนาการระดับชาติ” ที่รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการสร้าง
Lee นำมุมมองด้านนโยบายมาเสริม โดยวิจารณ์ระบบการแพทย์อเมริกันอย่างไม่เกรงใจว่า “ในฐานะประเทศ เราเชื่อมาว่าการแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถแก้ปัญหาสุขภาพหลักของเราได้ บทบาทของปัจจัยสำคัญเช่นอาหารในโรคมะเร็งและโรคหัวใจถูกบดบังมาช้านานโดยการเน้นการพิชิตโรคเหล่านี้ผ่านความมหัศจรรย์ของการแพทย์สมัยใหม่ การรักษา ไม่ใช่การป้องกัน เป็นระเบียบแห่งวัน” เขาย้ำว่า “ปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรักษาพยาบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีปัจจัยใดสำคัญไปกว่าอาหารที่เรากิน”
Lee เสนอแผนปฏิบัติการสี่ข้อที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ โปรแกรมการศึกษาโภชนาการสาธารณะขนาดใหญ่ การติดฉลากอาหารแบบบังคับ การพัฒนาวิธีการแปรรูปอาหารที่ดีขึ้น และการขยายการสนับสนุนการวิจัยโภชนาการมนุษย์ แผนเหล่านี้กลายเป็นพื้นฐานของรายงาน Dietary Goals ในที่สุด
การฟัง Winikoff และ Lee ทำให้ McGovern เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จาก Winikoff เขาได้แนวคิดเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้คนเลือกอาหารที่ดีได้ง่าย จาก Lee เขาได้กรอบนโยบายที่เป็นรูปธรรมและความเข้าใจว่าระบบการแพทย์ปัจจุบันล้มเหลวในการป้องกันโรค เมื่อรวมแนวคิดทั้งสองเข้าด้วยกัน McGovern เริ่มเข้าใจว่าเขาไม่ได้แค่กำลังเขียนรายงาน เขากำลังออกแบบการปฏิวัติ เขาเปลี่ยนจากนักการเมืองที่ต้องการแก้ปัญหา เป็นนักออกแบบระบบที่ต้องการสร้างโลกใหม่ แต่ในความมั่นใจใหม่นี้ McGovern ไม่ได้คาดคิดว่าการเปลี่ยนแปลงระบบจะมีผลข้างเคียงที่เขาควบคุมไม่ได้
เมื่อทุกอย่างมาบรรจบ พายุก็ก่อเค้าร่างพอดีประหนึ่ง The Perfect Storm เมื่อสิ้นปี 1976 George McGovern ได้รับการหล่อหลอมจากกระแสทั้งสี่สายจนกลายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในภารกิจของตัวเอง
-จากด้านวิทยาศาสตร์ เขาได้รับความมั่นใจจาก Ancel Keys ว่าเขามี “scientific consensus” สนับสนุน -จากด้านเศรษฐกิจ เขาไม่รู้ว่านโยบายของเขาจะสอดคล้องกับทิศทางของระบบเกษตรที่กำลังผลิตข้าวโพดส่วนเกิน -จากด้านอุตสาหกรรม เขาได้รับการสนับสนุนจากองค์กรที่เขาเชื่อว่าทำงานเพื่อสุขภาพของประชาชน -จากด้านสื่อ เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำที่กำลังต่อสู้เพื่อชีวิตของคนอเมริกัน -จากการได้กรอบคิดแบบนโยบาย ทำให้ เปลี่ยนจากแก้ปัญหาเป็นออกแบบระบบ
สิ่งที่ McGovern ไม่รู้คือแต่ละกระแสมีเป้าหมายของตัวเอง และเขาเป็นเพียงเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น เขาเป็น “useful true believer” ที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการ Keys ได้การรับรองทฤษฎีของตัวเอง อุตสาหกรรมอาหารได้ตลาดใหม่ และสื่อได้เรื่องราวที่น่าสนใจ
แต่ McGovern เองก็ได้สิ่งที่เขาต้องการ โอกาสในการเป็นวีรบุรุษของชาติ ที่จะจดจำได้ตลอดกาล
การที่เขาไม่เห็นภาพใหญ่ไม่ได้ทำให้เขาเป็นเหยื่อ แต่ทำให้เขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดที่ไม่รู้ตัว ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลกระทบต่อมนุษยชาติมากกว่าสิ่งที่เขาเคยจินตนาการ
เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ปี 1977 McGovern ไม่ได้เป็นนักการเมืองที่กำลังพิจารณานโยบายอีกต่อไป เขาเป็น crusader ที่พร้อมจะเปลี่ยนโลก ไม่ว่าใครจะพยายามหยุดเขา
และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เขาอันตรายที่สุด
ผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อว่าตัวเองถูกต้อง กำลังเตรียมตัวสำหรับการประกาศที่จะเปลี่ยนวิธีการกินของโลก แต่เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นเพียงใบหน้าของพลังที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนกว่าที่เขาเข้าใจ #pirateketo #ม้วนหางสิลูก #กูต้องรู้มั๊ย #siamstr #McGovernFiles
Write a comment