from CURE to CONTROL EP6.1: Obamacare and the New Market (2010–2012)

ผลจาก Obamacare คือการขยายตลาดครั้งใหญ่อีกครั้งให้วงการยา
from CURE to CONTROL
EP6.1: Obamacare and the New Market (2010–2012)

กฎหมายที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของยุค 2010s คือ Patient Protection and Affordable Care Act หรือที่รู้จักกันในชื่อ Obamacare ซึ่งประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2010 ตัวบทกฎหมายที่ปรากฏใน Public Law 111–148 ได้วางรากฐานการปฏิรูประบบสุขภาพครั้งใหญ่ที่สุดนับจากการเกิดขึ้นของ Medicare เมื่อปี 1965 เนื้อหาสำคัญของ ACA คือการบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องมีประกันสุขภาพ ภายใต้มาตราที่เรียกว่า individual mandate การขยายสิทธิ Medicaid ไปสู่ประชากรกลุ่มรายได้น้อย การตั้ง Health Insurance Marketplace ที่เปิดให้ประชาชนเปรียบเทียบและซื้อประกันผ่านระบบกลาง และข้อกำหนดที่ห้ามบริษัทประกันปฏิเสธความคุ้มครองเพียงเพราะผู้ซื้อมีโรคประจำตัวมาก่อน

หากมองจากฝั่งประชาชน นี่คือชัยชนะด้านสิทธิการเข้าถึงสุขภาพอย่างแท้จริง เพียงในปีแรกที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐรายงานว่ามีเยาวชนกว่า 2.5 ล้านคนที่อายุไม่เกิน 26 ปี ได้รับสิทธิการคุ้มครองภายใต้ประกันของครอบครัว ซึ่งแปลว่าช่องว่างการเข้าถึงการรักษาถูกอุดปิดไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในอีกด้านหนึ่งของเรื่องราว การขยายฐานผู้ประกันจำนวนมหาศาลยังหมายถึงการขยายฐานตลาดให้กับอุตสาหกรรมยาและบริการสุขภาพแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การบังคับให้เข้าสู่ระบบประกันสุขภาพจึงกลายเป็นการสร้าง “ตลาดผู้บริโภคสุขภาพ” ที่มั่นคงและกว้างใหญ่ขึ้นอย่างเป็นระบบ ทุกการสั่งยา (prescription) ที่ถูกเขียนในระบบ ทุกการรักษาที่ถูกบันทึก ล้วนเชื่อมต่อเข้ากับกระแสรายได้ของบริษัทยาโดยตรง

ผลที่ตามมาคือ Obamacare ไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ บริษัทประกัน และบริษัทยาแนบแน่นยิ่งกว่าเดิม นี่คือการวางรากฐานของทศวรรษที่ตลาดยาเติบโตท่ามกลางการควบคุมที่ฝังอยู่ในโครงสร้างกฎหมายและระบบประกัน ไม่ใช่เพียงการรักษาโรคแต่ละชนิดให้หายขาดอีกต่อไป

หลังจากกฎหมาย ACA ถูกบังคับใช้ ผลกระทบต่อระบบสุขภาพสหรัฐก็ปรากฏขึ้นทันทีในช่วงปี 2010–2012 สิ่งที่เห็นชัดคือจำนวนประชากรที่ได้รับความคุ้มครองเพิ่มขึ้นเป็นหลักสิบล้านคน จากเดิมที่ไม่สามารถเข้าถึงประกันเพราะรายได้น้อยหรือมีโรคประจำตัวติดตัวอยู่แล้ว ระบบใหม่ทำให้พวกเขาถูกดึงเข้าสู่กรอบการดูแลสุขภาพที่เป็นทางการ โดยรายงานจาก U.S. Census Bureau ในปี 2011 ระบุว่าจำนวนผู้ไม่มีประกันสุขภาพลดลงต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นั่นหมายถึงว่าฐานผู้ใช้บริการด้านการแพทย์และยาขยายกว้างออกไปในระดับโครงสร้าง

สำหรับบริษัทยา การเปลี่ยนแปลงนี้แปลตรงตัวว่า “ตลาดใหญ่ขึ้น” เพราะทุกคนที่เข้าสู่ระบบประกัน ไม่ว่าจะผ่าน Medicaid ที่ขยายสิทธิ หรือผ่าน Marketplace ที่ซื้อประกันเอง ล้วนมีสิทธิได้รับยาที่แพทย์สั่งโดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนอีกต่อไป ใบสั่งยาที่เคยถูกเลี่ยงเพราะผู้ป่วยจ่ายไม่ไหว จู่ ๆ ก็กลายเป็นรายได้จริงที่บริษัทสามารถเก็บเกี่ยวได้ผ่านระบบประกัน หลักฐานที่ตอกย้ำเรื่องนี้คือรายงานผลประกอบการของบริษัทยารายใหญ่ในปี 2011–2012 ที่เริ่มสะท้อนการเติบโตของยอดขายในสหรัฐ แม้ขณะนั้นเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ๆ จากวิกฤติการเงินปี 2008

ที่สำคัญกว่านั้น ACA ยังสร้างแรงจูงใจใหม่ให้กับการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ป่วยที่มีประกันไม่จำเป็นต้องชั่งใจว่าจะซื้อยาต่อหรือไม่ในแต่ละเดือน การรักษาโรคเรื้อรังจึงเข้าสู่รูปแบบ “subscription model อย่างเต็มใจ” โดยไม่ต้องบังคับให้เป็นเช่นนั้น และนี่คือจุดที่อุตสาหกรรมยาเริ่มเห็นโอกาสระยะยาวที่มั่นคงขึ้น การเข้าถึงที่มากขึ้นทำให้ demand ของยาประเภทเดิม ๆ ไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นในอัตราที่สม่ำเสมอ

จากมุมมองเศรษฐกิจสุขภาพ ช่วงปี 2010–2012 จึงกลายเป็นเหมือนการเปิดประตูเข้าสู่ “ยุคใหม่” ของตลาดยา ข้อเท็จจริงเชิงสถิติว่าผู้ไม่มีประกันลดลงไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงาน แต่เป็นภาพสะท้อนว่าการใช้ยาจะไม่จำกัดอยู่แค่คนมีฐานะหรือมีนายจ้างดูแลอีกต่อไป ทุกการขยายสิทธิ์คือการขยายฐานลูกค้าของบริษัทยาในทางอ้อม และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบกฎหมายที่รัฐเองเป็นผู้บังคับใช้

เมื่อ Affordable Care Act ขยับโครงสร้างทั้งระบบสาธารณสุขให้กว้างขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐ บริษัทประกัน และบริษัทยาที่แนบแน่นกว่าที่เคยเป็นมา ถ้ามองจากฝั่งประชาชน นี่คือการขยายสิทธิที่จับต้องได้จริง การได้ประกันทำให้ผู้คนจำนวนมากเข้าถึงยาที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น อินซูลินสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือยาความดันที่เคยเป็นภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง การขยายสิทธินี้ก็เป็นการขยาย “ตลาด” ที่มั่นคงสำหรับบริษัทยาโดยตรง

รายงานผลประกอบการของบริษัทยาในช่วง 2011–2012 สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้มาจากการค้นพบยาตัวใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ระบบการสั่งจ่ายยาเดิมๆ (prescription เดิม ๆ) ถูกใช้ต่อเนื่องโดยคนจำนวนมากขึ้น การมีประกันทำให้ผู้ป่วยที่ต้องใช้ยารักษาโรคเรื้อรังสามารถเดินหน้าซื้อยาต่อได้ทุกเดือนโดยไม่สะดุด ผลที่เกิดขึ้นคือรูปแบบรายได้ของอุตสาหกรรมเริ่มขยับจากการขายยาครั้งเดียว ไปสู่การมีฐานผู้ใช้ยาถาวรที่แน่นหนาขึ้น

ในเชิงสัญลักษณ์ Obamacare จึงเป็นมากกว่ากฎหมายที่มอบสิทธิการเข้าถึงสุขภาพให้กับคนอเมริกัน มันคือจุดเริ่มต้นของ “subscription model” ที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างรัฐและตลาดไปพร้อมกัน การปฏิรูปที่ถูกเสนอว่าเป็นการรักษาระบบสุขภาพของประเทศ จึงถูกอ่านได้อีกแบบว่าเป็นการยกระดับการควบคุมผ่านการผูกขาดการเข้าถึงยาและบริการอย่างเป็นระบบ นี่คือเวทีที่ปูทางเข้าสู่ทศวรรษใหม่ของอุตสาหกรรมยาที่ไม่ได้เติบโตจากการรักษาเพียงอย่างเดียว แต่จากการครอบครองตลาดผู้บริโภคสุขภาพขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกฎหมายเอง

#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #siamstr #ม้วนหางสิลูก #fromCUREtoCONTROL

🍫 บราวนีทางเลือก จาก ตำรับเอ๋ 🍫 https://www.facebook.com/share/p/1Euxc7S6fE ทางเลือกของคนจำกัดคาร์โบไฮเดรต


Write a comment
No comments yet.