Sweet Lies Episode 4: The Golden Age of Deception (1967-1990)

ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของอุตสาหกรรมน้ำตาล
Sweet Lies Episode 4: The Golden Age of Deception (1967-1990)

หากคุณเกิดในช่วงทศวรรษ 1970-1980 คุณคงเคยเห็นโฆษณาที่ว่า “Sugar gives you energy!” พร้อมกับรูปภาพเด็กๆ ที่กระปรี้กระเปร่าหลังจากกินขนมหวาน แต่สิ่งที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนคือ ในขณะที่อุตสาหกรรมน้ำตาลกำลังโฆษณาประโยชน์ของน้ำตาลนั้น เด็กอเมริกันกำลังเริ่มอ้วนเป็นประวัติการณ์เป็นครั้งแรก และนี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เราเรียกว่า “ยุคทองของการหลอกลวง” ที่ Sugar Research Foundation (SRF) ได้สร้างขึ้น

ใช่ครับ หลังจากที่ Project 226 ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในปี 1967 ด้วยการตีพิมพ์บทความใน New England Journal of Medicine ที่โยนความผิดจากน้ำตาลไปให้กับไขมัน Sugar Research Foundation ได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น International Sugar Research Foundation (ISRF) เพื่อขยายอิทธิพลไปทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการขยายอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ในช่วงปี 1970 นั้น ISRF ได้ใช้ประโยชน์จากผลลัพธ์ที่ได้รับมาอย่างชาญฉลาด พวกเขาไม่ได้หยุดแค่การผลิตงานวิจัยที่มีอคติเท่านั้น แต่ได้ขยายแผนการไปสู่การสร้างอิทธิพลในหน่วยงานรัฐบาลที่สำคัญ ทั้ง Food and Drug Administration (FDA) และ United States Department of Agriculture (USDA) ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายโภชนาการของชาติ

กลยุทธ์ที่ ISRF ใช้ในช่วงนี้คือการผลักดัน “Low-Fat Diet” หรือ “อาหารไขมันต่ำ” ให้กลายเป็นสิ่งที่อเมริกันทุกคนเชื่อว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ครับ นี่คือการหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โภชนาการ เพราะเมื่อคนเราลดไขมันในอาหาร พวกเขาต้องทดแทนด้วยสิ่งอื่น และสิ่งที่อุตสาหกรรมอาหารเลือกใช้คือ น้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต แน่นอนว่า USDA รีบตอบรับแน่นอน เนื่องจากแบกภาระข้าวโพดเอาไว้มากมาย

การวิจัยที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ปี 1967 นั้น ได้ข้อสรุปว่า “ไม่มีข้อสงสัยเลย” ที่ว่าการลดคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวเป็นวิธีเดียวที่จำเป็นในการป้องกันโรคหัวใจ ข้อสรุปนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานสำหรับคำแนะนำด้านโภชนาการของสหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ตามมา และส่งผลกระทบต่อนโยบายสาธารณสุขทั่วโลก

ผลที่ตามมาในทศวรรษ 1970-1980 นั้นน่าตกใจมาก ครับ ในขณะที่คนอเมริกันเริ่มหันไปกินอาหารไขมันต่ำมากขึ้น พวกเขากลับกินน้ำตาลมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลที่ใส่ในอาหารแปรรูป ขนมหวาน หรือเครื่องดื่ม และที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นมา อัตราโรคอ้วนในเด็กอเมริกันเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

ISRF ไม่ได้หยุดแค่การสร้างอิทธิพลผ่านงานวิจัยเท่านั้น พวกเขายังได้สร้างเครือข่ายการโฆษณาและการตลาดที่ทรงพลัง ในช่วงทศวรรษ 1970 เรามองเห็นโฆษณาเกี่ยวกับน้ำตาลเป็นจำนวนมากที่เน้นไปที่ “พลังงาน” และ “ธรรมชาติ” ขณะเดียวกันกับการโจมตีไขมัน โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวว่าเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลานี้ มีนักหนังสือพิมพ์และนักวิจัยอิสระบางคนที่เริ่มสงสัยในความจริงที่ถูกนำเสนอ แต่เสียงของพวกเขาถูกกลบด้วยเสียงของกระแสหลักที่ถูกสร้างขึ้นโดย ISRF และพันธมิตรของพวกเขา การที่นักวิจัยที่ขัดแย้งกับทฤษฎีไขมันจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินเป็นเรื่องยาก ทำให้งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นอันตรายของน้ำตาลไม่ได้รับความสนใจที่ควรจะเป็น

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980 ISRF ได้ขยายอิทธิพลไปยังการศึกษาด้านโภชนาการในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วอเมริกา พวกเขาไม่ได้ให้ทุนเฉพาะกับ Harvard เท่านั้น แต่ยังขยายไปยังสถาบันการศึกษาชั้นนำอื่นๆ ด้วย การให้ทุนวิจัยนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร คือ งานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนต้องไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมน้ำตาล

การหลอกลวงในช่วงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ISRF ได้ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีการบริโภคน้ำตาลสูง พวกเขาได้ใช้กลยุทธ์เดียวกันในการสร้างอิทธิพลต่อนักวิจัยและนโยบายสาธารณสุขในหลายประเทศ การกระทำเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต่อสุขภาพของประชาชนทั่วโลก

ขณะเดียวกันในอีกโลกคู่ขนานหนึ่งนั้น ย้อนไปในช่วงปี 1970 ประเทศอเมริกากำลังเผชิญกับวิกฤตที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ใช่สงครามหรือเศรษฐกิจตกต่ำ แต่เป็นข้าวโพดที่ล้นตลาดอย่างไม่มีที่ไป ผลผลิตข้าวโพดในช่วงนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่อุปสงค์ยังคงราบเรียบ สร้างปัญหาใหญ่ให้กับเกษตรกรในแถบ Corn Belt ที่มีเสียงการเมืองสำคัญ

ปัญหาเริ่มต้นจากความสำเร็จของการปฏิวัติทางการเกษตรในช่วงทศวรรษ 1960 เทคโนโลยีใหม่ๆ ปุ่ยเคมี และเครื่องจักรที่ทันสมัย ทำให้ผลผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ทว่าตลาดไม่สามารถรองรับข้าวโพดจำนวนมหาศาลนี้ได้ เกษตรกรจึงเริ่มประสบปัญหาราคาตกต่ำ

รัฐบาลอเมริกันต้องหาทางออกให้กับฐานเสียงสำคัญกลุ่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐที่มีคะแนนเสียงการเลือกตั้งสำคัญ แนวคิดแรกคือการสร้างตลาดใหม่ให้กับข้าวโพดส่วนเกิน การพัฒนาเอทานอลเป็นเชื้อเพลิงเป็นหนึ่งในทางเลือก แต่ในช่วงนั้นเทคโนโลยียังไม่พร้อม และต้นทุนยังสูงเกินไป ส่วนการพยายามส่งออกนั้นก็ประสบปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะโซเวียต จึงไม่สามารถส่งออกได้ตามที่คาดหวังไว้

จนมาได้ทางออกที่สำคัญมาจากห้องปฏิบัติการในญี่ปุ่น โดยเมื่อปี 1957 นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Yoshiyuki Takasaki ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแปลงแป้งข้าวโพดให้กลายเป็นน้ำตาลที่หวานเกือบเท่ากับน้ำตาลทรายธรรมดา สิ่งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมอาหาร

เทคโนโลยีนี้ใช้เอนไซม์ในการแปลงแป้งให้เป็นน้ำตาลกลูโคส และใช้เอนไซม์ตัวอื่นอีกตัวหนึ่งแปลงกลูโคสส่วนหนึ่งให้เป็นฟรักโทส ซึ่งหวานกว่ากลูโคสมาก ผลผลิตที่ได้คือสารให้ความหวานที่ผลิตได้ในราคาถูกกว่าน้ำตาลทรายมาก

บริษัทอเมริกันเริ่มสนใจเทคโนโลยีนี้ โดยเฉพาะ Clinton Corn Processing Company ที่ได้ลิขสิทธิ์มาจากญี่ปุ่นและเริ่มผลิต HFCS ในระดับการค้าเป็นครั้งแรกในอเมริกา ปี 1967 ในตอนแรก HFCS ถูกใช้เป็นเพียงส่วนผสมเสริมในอุตสาหกรรมขนมและเบเกอรี่

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในช่วงปี 1970 เมื่อราคาน้ำตาลทรายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากการปฏิวัติในคิวบาและความไม่แน่นอนในตลาดน้ำตาลโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลอเมริกันก็กำลังมองหาทางออกให้กับปัญหาข้าวโพดส่วนเกิน

รัฐบาลอเมริกันเริ่มมีนโยบายสนับสนุน HFCS อย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบของการให้เงินอุดหนุนการวิจัยและพัฒนา การให้สิทธิพิเศษทางภาษี และที่สำคัญคือการกำหนดโควต้าการนำเข้าน้ำตาลทรายที่เข้มงวด ทำให้ราคาน้ำตาลทรายในอเมริกาสูงกว่าตลาดโลก

นโยบายนี้มีเป้าหมายสองประการ คือการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำตาลจากต่างประเทศ และการสร้างตลาดใหม่ให้กับข้าวโพดในประเทศ ผลที่ตามมาคือ HFCS กลายเป็นทางเลือกที่มีราคาถูกกว่าน้ำตาลทรายอย่างมาก

ก้าวสำคัญอีกครั้งมาถึงในปี 1976 เมื่อนักวิทยาศาสตร์พัฒนา HFCS-55 ได้สำเร็จ ซึ่งมีสัดส่วนฟรักโทสถึง 55% ทำให้หวานและมีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลทรายมากขึ้น การพัฒนานี้เปิดประตูสู่ตลาดเครื่องดื่มซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของสารให้ความหวานครอบครองโลกยุค 90 - มิลเลเนียม เลยทีเดียว

Coca-Cola และ PepsiCo เป็นบริษัทแรกๆ ที่เห็นโอกาสจากความแตกต่างของราคา ในปี 1980 ทั้งสองบริษัทเริ่มใช้ HFCS แทนน้ำตาลทรายในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของตน การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างมาก และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การที่ HFCS ราคาถูกกว่าน้ำตาลทรายอย่างมาก ทำให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มสามารถเพิ่มปริมาณสารให้ความหวานในผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถขายในราคาเดิมหรือแม้แต่ราคาที่ถูกลง ผลที่ตามมาคือเครื่องดื่มหวานกลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ขนาดของเครื่องดื่มจึงเริ่มเพิ่มขนาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากขวดเล็กๆ ขนาด 6.5 ออนซ์ในยุค 1950 เป็นขนาดมาตรฐาน 12 ออนซ์ในยุค 1960 และพัฒนาเป็นขนาดใหญ่ 20 ออนซ์ หรือมากกว่านั้นในยุค 1980-1990 การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้คนอเมริกันบริโภคน้ำตาลมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้คำว่า “คุ้ม”

ที่น่าสนใจคือ Sugar Research Foundation ซึ่งในช่วงนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น International Sugar Research Foundation (ISRF) แล้ว กลับนิ่งเฉยแถมไม่ได้ออกมาต่อต้าน HFCS อย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ผลิตภัณฑ์นี้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับน้ำตาลทรายด้วยซ้ำไป

เหตุผลหนึ่งคือ ISRF ยังคงมุ่งเน้นการต่อสู้กับทฤษฎีที่ว่าน้ำตาลเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและโรคอ้วน ซึ่งเป็นศึกที่ยิ่งใหญ่กว่า การที่ HFCS ถูกจัดประเภทเป็นคาร์โบไฮเดรตและความหวาน เช่นเดียวกับน้ำตาลทราย จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์หลักของ ISRF เป้าใหญ่คือทำให้ความหวานเป็นความปลอดภัยมากกว่าความมัน

อีกเหตุผลหนึ่งคือหลายบริษัทที่เป็นสมาชิกของ ISRF ก็เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรม HFCS ด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ภายในองค์กร

สิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ ในช่วงที่ ISRF กำลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามนี้ อัตราการเกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคหัวใจในสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาเหล่านี้กลับถูกบดบังด้วยความเชื่อที่ว่าไขมันคือตัวร้าย ทำให้การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ถูกเบี่ยงเบนไปในทิศทางที่ผิด

ครับ การที่ ISRF ประสบความสำเร็จในช่วงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนอย่างรอบคอบและการใช้จ่ายเงินอย่างมหาศาล พวกเขาได้สร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่การวิจัย การศึกษา การประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงการสร้างอิทธิพลต่อนโยบายรัฐบาล ระบบนี้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการปกป้องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมน้ำตาล แม้ว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนทั่วโลก

ในขณะที่ยุคทองของการหลอกลวงกำลังดำเนินอยู่ ก็มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้น นั่นคือ การที่ไฟล์ลับของ ISRF และหลักฐานต่างๆ ถูกเก็บไว้ในห้องสมุด Harvard Library โดยไม่มีใครรู้ว่าเอกสารเหล่านี้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดเผยความจริงในอนาคต เอกสารเหล่านี้ได้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เหมือนกับระเบิดเวลาที่กำลังจะระเบิดในอนาคต แต่ในขณะนั้น ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานที่เปิดเผยการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โภชนาการ

ช่วงปลายทศวรรษ 1980 อุตสาหกรรมน้ำตาลได้บรรลุเป้าหมายหลักของพวกเขาแล้ว ครับ คือ การทำให้ไขมันกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งในสายตาของประชาชน ขณะที่น้ำตาลได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ปลอดภัยและให้พลังงาน รวมถึงความหวานทั้งมวลก็กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบไปโดยปริยาย การเปลี่ยนแปลงความคิดของประชาชนในระดับนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การตลาดและการประชาสัมพันธ์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สาธารณสุขด้วย

ผลกระทบจาก “ยุคทองของการหลอกลวง” นี้ยังคงส่งผลต่อเราจนถึงทุกวันนี้ ครับ หลายคนยังคงเชื่อว่าไขมันเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง และยังคงบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่สูงโดยไม่รู้ตัว การที่ ISRF สามารถสร้างความเชื่อที่ผิดๆ ขึ้นมาและทำให้มันคงอยู่ได้เป็นเวลานานเป็นสิบปี แสดงให้เห็นถึงพลังของการบิดเบือนข้อมูลเมื่อมีเงินและอำนาจเป็นเครื่องมือ

แต่นั่นละครับ

ความจริงก็เหมือนกับแสงแดด ไม่ว่าจะถูกบดบังด้วยเมฆหนาแค่ไหน ในที่สุดก็ต้องส่องแสงออกมา และในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 แสงแดดแห่งความจริงนี้กำลังจะส่องผ่านเมฆหนาที่ ISRF ได้สร้างขึ้นมา เมื่อนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ กับอุตสาหกรรมน้ำตาล เริ่มตั้งคำถามกับข้อมูลที่ถูกยอมรับมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และการค้นพบไฟล์ลับใน Harvard Library ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างกำลังจะมาถึงแล้ว

ยุคทองของการหลอกลวงนี้ได้สอนบทเรียนที่สำคัญให้กับเรา ครับ ว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่ปลอดภัยจากการแทรกแซงของผลประโยชน์ทางการเงิน และการที่เราเชื่อในสิ่งที่ถูกนำเสนอให้เราโดยไม่ตั้งคำถาม อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายมาก การที่ ISRF ประสบความสำเร็จในช่วงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะข้อมูลของพวกเขาถูกต้อง แต่เกิดขึ้นเพราะพวกเขามีเงินและอำนาจที่จะทำให้ข้อมูลที่ผิดดูเหมือนจะถูกต้อง

ต้องต่อพรุ่งนี้แล้วสิครับ #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #SweetLies


Write a comment
No comments yet.