from CURE to CONTROL EP7.1 Longevity, The New Narrative of Control
ในปี 2013 Google ประกาศก่อตั้งบริษัท Calico (California Life Company) พร้อมคำโปรยว่า “แก้ปัญหาความชรา” จากนั้นในปี 2021 บริษัท Altos Labs เปิดตัวด้วยการระดมเงินนับพันล้านดอลลาร์ และดึงนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลเข้ามาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น
-Shinya Yamanaka ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี 2012 จากการค้นพบวิธี รีโปรแกรมเซลล์ร่างกายผู้ใหญ่ (เช่น เซลล์ผิวหนัง) ให้กลับไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิดแบบ pluripotent (iPS cells) ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ในร่างกายได้ การค้นพบนี้เปิดประตูสำคัญให้กับการแพทย์ฟื้นฟู (regenerative medicine) และการวิจัยโรคในระดับเซลล์
-Jennifer Doudna ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีจากการพัฒนาเทคโนโลยี CRISPR-Cas9 ซึ่งเป็น “กรรไกรโมเลกุล” ที่ใช้ตัดต่อยีนได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยีนี้เปิดทางให้มนุษย์สามารถแก้ไข DNA ของสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่การรักษาโรคทางพันธุกรรมไปจนถึงการพัฒนาการเกษตรและชีววิทยาสังเคราะห์, รวมถึง
-Frances Arnold ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี 2018 จากผลงาน “การพัฒนาวิธีวิวัฒนาการแบบกำกับ (Directed Evolution) สำหรับเอนไซม์” ซึ่งเป็นเทคนิคที่เลียนแบบการคัดเลือกตามธรรมชาติในห้องแล็บ เพื่อสร้างเอนไซม์ที่มีคุณสมบัติใหม่หรือทำงานได้ดีขึ้น ใช้ประโยชน์ได้ทั้งในด้านพลังงานชีวภาพ การแพทย์ และอุตสาหกรรมเคมี ชื่อเหล่านี้ทำให้โปรเจกต์ longevity ดูทรงพลังราวกับเป็น “แมนฮัตตันโปรเจกต์เพื่อยืดอายุมนุษย์”
สื่อกระแสหลักทั่วโลกนำเสนอเหตุการณ์เหล่านี้เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อมองในเชิงโครงสร้าง มันไม่ใช่แค่การทดลองในห้องแล็บ หากคือ การสร้าง narrative ใหม่เพื่อแทนที่ความเชื่อเก่า หลัง COVID ทำให้ผู้คนตระหนักว่ายาไม่ได้ช่วยชีวิตได้มากเท่ากับสุขภาพเมตาบอลิซึม Big Pharma และ Big Tech จึงต้องหาคำใหม่ที่ทรงพลังพอจะขยายฝันออกไปจาก “การป้องกันโรค” ไปสู่ “การหยุดเวลาและยืดอายุ” คำนั้นคือ longevity
ในความหมายของอุตสาหกรรม wellness คำว่า longevity ไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพจริงๆ แต่มันถูกใช้เป็น แบรนด์ ที่เชื่อมโลกของยา อาหารเสริม เทคโนโลยี และข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างตลาดใหม่ที่ใหญ่กว่าการขายยาเพียงอย่างเดียว บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้พูดถึงการเลี้ยงไข้ แต่ rebrand ความคิดเดิมนั้นให้น่าดึงดูดยิ่งขึ้น ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ล้ำสมัย และเป็นอนาคตที่ใครๆ ก็อยากคว้า
ก่อนหน้า COVID วาทะกรรมหลักที่วงการแพทย์และอุตสาหกรรมใช้คือ preventive medicine หรือ “การแพทย์เชิงป้องกัน” ซึ่งถูกผลักดันมาตั้งแต่ยุค statin และวัคซีน แนวคิดคือแม้คุณจะยังไม่ป่วย แต่ควรกินยา ควรฉีด ควรตรวจ เพื่อ “ป้องกันไว้ก่อน” โมเดลนี้กลายเป็นเสาหลักของรายได้มหาศาล แต่เมื่อโควิดเข้ามา spotlight ก็ส่องให้เห็นว่า preventive แบบเดิมที่พึ่งยาและวัคซีนอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้ที่มีโรคเมตาบอลิซึมยังคงเสียชีวิตในอัตราที่สูง
หลังจากนั้น narrative ใหม่จึงถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นระบบ นั่นคือคำว่า longevity คำนี้ไม่ได้หยุดแค่การป้องกันโรค แต่ก้าวไปถึงการ “ชะลอวัย” “ย้อนวัย” และ “ยืดอายุ” ฟังดูทะเยอทะยานกว่ามาก และยังสร้างความหวังใหม่ให้ตลาดที่เต็มไปด้วยความกังวลหลังโรคระบาด
ในเชิงวิทยาศาสตร์ ชื่อ longevity ถูกเชื่อมโยงกับงานวิจัยที่จับใจจินตนาการคนทั่วไปได้ง่าย เช่น การศึกษา senolytics ที่กล่าวว่าสามารถกำจัดเซลล์แก่ได้ การขายอาหารเสริมอย่าง NAD+ boosters, NMN, หรือการนำยาที่ใช้มานานแล้วอย่าง metformin และ rapamycin มาโฆษณาใหม่ว่ามีศักยภาพด้าน anti-aging ทั้งหมดนี้ทำให้คำว่า longevity ฟังดูเหมือนเป็น frontier ของการแพทย์สมัยใหม่
แต่เมื่อมองในแง่ narrative ความจริงแล้ว longevity ของเขาเหล่านั้นคือการ rebrand ของ preventive medicine ที่ Big Pharma และ Big Tech ช่วยกันปั้นขึ้นมาในเวลาที่เหมาะเจาะ มันคือการเปลี่ยนคำอธิบายจาก “กินยาตลอดชีวิตเพื่อลดความเสี่ยง” ไปสู่ “ซื้อเทคโนโลยีใหม่เพื่อต่ออายุ” ฟังแล้วน่าดึงดูดและขายฝันได้ดีกว่าเดิม แต่แก่นแท้ยังคงเป็นการขยายการ control แบบใหม่ ไม่ใช่การ cure
คำว่า longevity ที่ Big Pharma และ Big Tech ยกขึ้นมาไม่เพียงขายเรื่องยืดอายุ แต่ยังมาพร้อมกับ ecosystem ของอุปกรณ์และบริการติดตัว ที่ต้องจ่ายเงินรายเดือนหรือรายปี อุปกรณ์เหล่านี้ถูกวางตลาดว่า “จำเป็น” เพื่อให้คุณรู้ตัวเลขในร่างกายตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น continuous glucose monitor (CGM), smart watch วัด HRV, แหวนวัดการนอน, เซนเซอร์วัดคีโตน, อุปกรณ์ตรวจไมโครไบโอม ไปจนถึง subscription แอปที่เก็บข้อมูลของคุณทุกวัน
ในเชิงการตลาด นี่ไม่ใช่แค่ขายฮาร์ดแวร์ แต่เป็นการสร้างความรู้สึกว่า “คุณต้องรู้ทุกตัวเลขของร่างกาย” จนผู้ใช้ติดกับ mindset ว่า หากไม่เช็กค่าตลอดเวลาแปลว่ายังไม่ปลอดภัย เมื่อรู้ตัวเลขแล้วก็ต้องปฏิบัติให้ตรงตาม “ค่าเป้าหมาย” ที่ระบบเหล่านี้ตั้งไว้ โดยที่ค่าพวกนี้มักถูกอ้างว่าเป็น “optimal” แต่จริงๆ ถูกกำหนดโดยผู้พัฒนาอัลกอริทึมหรือบริษัท ซึ่งในหลายกรณีมีสายสัมพันธ์กับ Big Pharma และ Big Tech
ผลลัพธ์คือผู้คนจำนวนมากยอมจ่ายเงินทุกเดือนเพื่อให้ “เป็นไปตามมาตรฐานสุขภาพ” ที่ไม่ได้ถูกนิยามจากหมอที่ดูแลตัวเอง แต่จากแพลตฟอร์มและบริษัทระดับโลกที่เป็นเจ้าของข้อมูล ขณะที่พวกเขายังสามารถขายสินค้าอื่นต่อยอดได้ เช่น personalized supplement, longevity drug, หรือ program เฉพาะบุคคลในราคาที่สูงขึ้น
นี่คือจุดที่ narrative longevity ทำหน้าที่เหมือน การเปลี่ยนฉลากของ control ให้ดูเหมือนเป็น empowerment แต่ในทางปฏิบัติกลับยิ่งทำให้คนผูกพันกับระบบและจ่ายเงินยาวนานกว่าเดิม จาก prescription drug รายเดือน สู่ subscription gadget + supplement รายเดือน ต่างกันเพียงแค่แพ็กเกจภายนอก
Climax จึงอยู่ตรงเปิดโปงว่า longevity ที่ดูเหมือนวิทยาศาสตร์เพื่อปลดปล่อยเราออกจากความแก่แท้จริงแล้วอาจเป็น ระบบการเลี้ยงไข้รูปแบบใหม่ ที่หรูหรา แพงขึ้น และแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันจนเราคิดว่ามันคือ “อิสระ” ทั้งที่เป็นการ control ในระดับลึกกว่าที่เคยเป็น
อุปกรณ์เหล่านี้ หากใช้ถูกทาง ก็มีประโยชน์จริง เช่น เซนเซอร์ที่ตรวจจับความผิดปกติของหัวใจจนสามารถแจ้งเตือนหรือโทรหาโรงพยาบาลเมื่อเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน นั่นคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยชีวิตโดยตรง แต่ narrative ที่ Big Tech เลือกขายกลับไม่หยุดแค่นี้ พวกเขาสร้างความรู้สึกว่ามนุษย์ต้องตื่นตัวกับทุกค่าตัวเลข ต้อง awareness ไปเสียทุกเรื่อง โดยเริ่มต้นจากคำขู่ที่จับต้องได้อย่าง “หัวใจล้มเหลว” ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่มีจริง แต่หลังจากนั้นเล่าเรื่องอื่นใส่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ จนผู้ใช้ถูกทำให้เชื่อว่าต้องพึ่งพาเครื่องมือตลอดเวลา คำถามเชิงปรัชญาจึงเกิดขึ้นว่า หากเราปล่อยให้ narrative เหล่านี้กำหนดความหมายของ “สุขภาพ” ให้เหลือเพียงตัวเลขบนหน้าจอ สุดท้ายแล้วเรายังเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองจริงหรือเปล่า?
เมื่อมองให้ลึกกว่าเปลือกของคำว่า longevity คำถามเชิงปรัชญาก็โผล่ขึ้นมาว่า เรากำลังหลงไปในยุทธศาสตร์การครอบงำหรือเปล่า เพราะถ้าเรามัวแต่ถูก narrative ของ Big Pharma และ Big Tech พาเดิน เราจะมองไม่เห็นความหมายแท้จริงของการมีชีวิตที่ยืนยาวจนลืมรากเหง้าของมันไป ความจริงของ longevity ในระดับพื้นฐานที่สุดคือการดูแลร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อมให้ดี ลดปัจจัยเสี่ยงเรื้อรัง นี่คือ level 1 ที่ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี แต่เมื่อรากฐานนี้ถูกลดระดับให้กลายเป็นเพียง “สิ่งพื้นๆ” Big Pharma และ Big Tech ก็สวม narrative ใหม่ ผ่านนักวิจัย ผ่านหนังสือ ผ่านคอนเทนต์ต่างๆ เพื่อยกระดับให้คำว่า longevity กลายเป็นสิ่งที่ต้องซื้อ ต้องจ่าย ต้องอัปเกรดขึ้นไปเรื่อยๆ เป็น level 2, 3, 4 ที่พวกเขากำหนดเองและอ้างว่าเป็นวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ทั้งที่แก่นแท้คือการทำให้เราลืมว่าพื้นฐานจริงๆ ของการยืนยาวไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การ control ของใครเลย
ยิ่งไปกว่านั้น narrative ของ longevity ยังถูกโหมขยายผ่านศัพท์วิทยาศาสตร์ที่ฟังดูหรูหราและล้ำสมัย ตั้งแต่ “เปลี่ยนถ่ายเลือด” “ยกเครื่องฮอร์โมน” ไปจนถึงการเติมสารอินทรีย์ในนามของ detox หรือ regenerate และสารพัดคำศัพท์ที่ชวนเชื่อว่ามันสามารถยกเครื่องร่างกายใหม่ในระดับโมเลกุลของเซลล์ ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอให้ผู้คนรู้สึกว่าการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่หากอยากมีชีวิตที่ยืนยาวจริง ต้องก้าวเข้าสู่โลกของเทคโนโลยีราคาแพงและโปรแกรมพิเศษที่ Big Pharma และ Big Tech ผลักดันออกมา ในที่สุดคำว่า longevity จึงไม่ได้ยืนอยู่บนความหมายแท้จริงของการสร้างชีวิตที่มีคุณภาพ หากแต่ถูกห่อหุ้มด้วย narrative ที่บังคับให้คนวิ่งตามการ “อัปเกรด” อย่างไม่รู้จบ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่ตัวอุปกรณ์หรือเทคโนโลยี แต่คือ narrative ที่ทำให้เรายินดีมอบสิทธิ์ให้ระบบเข้ามาควบคุมทุกจังหวะชีวิต เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเราเคยยอมรับการกินยาตลอดชีวิตอย่างไม่ตั้งคำถาม วันนี้เรากำลังเดินเข้าสู่ CONTROL รูปแบบใหม่ ที่ซ่อนอยู่ในรูปร่างของนาฬิกา แหวน หรือแอปพลิเคชัน และเราก็เต็มใจใส่มันไว้กับตัวเองทุกวันโดยแทบไม่รู้ตัว
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #fromCUREtoCONTROL
Write a comment