from CURE to CONTROL Ep 3.3 Pharma Turns Chronic
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 สหรัฐอเมริกาเริ่มเผชิญภาพสุขภาพที่ต่างออกไปจากสองทศวรรษก่อนหน้าอย่างชัดเจน หากในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงทศวรรษ 1950–1960 การเสียชีวิตจำนวนมากยังคงมาจากโรคติดเชื้อ ปอดบวม หรือติดเชื้อในกระแสเลือด แต่ด้วยการมาถึงของยาปฏิชีวนะ วัคซีน และระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง โรคเหล่านี้ลดลงอย่างต่อเนื่องจนไม่ใช่ภัยหลักอีกต่อไป สถิติของ National Center for Health Statistics (NCHS) ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 แสดงชัดว่าภาระโรคของประเทศได้เปลี่ยนทิศจากโรคติดเชื้อเฉียบพลันไปสู่โรคเรื้อรังที่ค่อยๆ สะสมและกัดกินสุขภาพผู้คนทีละน้อย
หนึ่งในสัญญาณเด่นคือโรคหัวใจและหลอดเลือด กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในสหรัฐตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 และในปลายทศวรรษ 1970 ตัวเลขยังคงสูงต่อเนื่อง รายงาน Vital Statistics of the United States ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่าครึ่งล้านคนต่อปีในช่วงปลายทศวรรษนี้ และคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของการตายทั้งหมด เมื่อรวมกับโรคหลอดเลือดสมองและโรคความดันโลหิตสูง ทำให้ “โรคหัวใจและหลอดเลือด” เป็นกลุ่มโรคที่กินสัดส่วนมากที่สุดของระบบสาธารณสุขอเมริกัน
อีกโรคหนึ่งที่ชี้สัญญาณชัดคือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แม้ว่าการวินิจฉัยและเก็บข้อมูลในยุคนั้นยังไม่แม่นยำเท่าปัจจุบัน แต่รายงานของ National Health Interview Survey แสดงว่าอัตราการพบเบาหวานที่แพทย์วินิจฉัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป การใช้ยาในกลุ่ม sulfonylureas และ insulin มีการขยายตัวมากขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในยาที่ขายดีที่สุดในตลาดสหรัฐปลายทศวรรษนี้ ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจก็สะท้อนชัดว่าเบาหวานเริ่มเป็นตลาดใหม่ที่เติบโตต่อเนื่อง
โรคอ้วนเองก็เริ่มปรากฏเป็นปัญหาที่ถูกบันทึกอย่างจริงจังในสถิติระดับชาติเป็นครั้งแรกในปลายทศวรรษ 1970 ข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชากรพบว่าสัดส่วนผู้ใหญ่ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกินเกณฑ์เพิ่มขึ้นจากช่วงทศวรรษ 1960 อย่างมีนัยสำคัญ และนักวิจัยเริ่มตั้งคำถามถึงบทบาทของอาหารแปรรูปและน้ำตาลต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักที่รวดเร็วในประชากร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขนานไปกับการที่ HFCS เริ่มถูกใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมน้ำอัดลมและขนมหวานพอดี
สิ่งที่ทำให้ปลายทศวรรษ 1970 น่าสนใจคือการเปลี่ยนจากภาพ “อเมริกาแห่งสุขภาพดีหลังสงคราม” ไปสู่ภาพที่รัฐเริ่มกังวลกับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการดูแลโรคเรื้อรัง ทั้งค่าใช้จ่ายตรงด้านการรักษาและค่าใช้จ่ายแฝงจากการสูญเสียแรงงาน รัฐบาลกลางโดยสถาบันอย่าง National Institutes of Health (NIH) และ Centers for Disease Control (CDC) เริ่มออกคำเตือนว่าถ้าแนวโน้มโรคเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป จะกลายเป็นภาระต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ตัวเลขของ NCHS แสดงว่าอายุคาดเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นจริง (life span) แต่ “ปีสุขภาพดี” หรือปีที่ใช้ชีวิตโดยไม่เจ็บป่วย (health span) กลับไม่เพิ่มตามไปด้วย ความยาวชีวิตถูกถ่วงด้วยโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนที่กินเวลาหลายสิบปีก่อนจะเสียชีวิต
เมื่อเปรียบเทียบกับทศวรรษก่อน ความเปลี่ยนแปลงนี้เด่นชัดมากในกลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่รอดชีวิตจากโรคติดเชื้อในวัยเด็ก แต่กลับต้องใช้ชีวิตร่วมกับโรคเรื้อรังในวัยทำงานและวัยชรา สถิติในเวลานั้นยังไม่เรียกว่า “epidemic” ของโรคอ้วนหรือเบาหวาน แต่เอกสารของ CDC ใช้คำว่า “increasing prevalence” และ “growing public health concern” ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเจ้าหน้าที่รัฐเริ่มมองเห็นว่าภัยเงียบกำลังก่อตัว
สำหรับวงการแพทย์ ปลายทศวรรษ 1970 จึงเป็นเหมือนสี่แยกที่ต้องตัดสินใจว่าจะเดินทางไหนต่อไป นักวิทยาศาสตร์การแพทย์จำนวนมากเริ่มเบนความสนใจจากโรคติดเชื้อไปสู่โรคที่เกิดจากวิถีชีวิต (lifestyle-related diseases) งานประชุมวิชาการของ American Heart Association และ American Diabetes Association ในช่วงปี 1978–1979 มีหัวข้อที่สะท้อนความกังวลเรื่องพฤติกรรมการกินและโภชนาการมากขึ้น และมีการเสนอว่าควรใช้แนวทางป้องกัน (prevention) ไม่ใช่แค่รักษาเมื่อป่วยแล้ว
ทั้งหมดนี้คือภาพรวมที่ CDC และ NCHS เก็บบันทึกไว้ในปลายทศวรรษ 1970 ว่าสหรัฐอเมริกาได้เดินออกจากยุคที่โรคติดเชื้อคือศัตรูหลัก เข้าสู่ยุคที่โรคเรื้อรังคือภัยเงียบใหม่ที่กำลังสะสมผลลัพธ์มหาศาลต่อสังคมและเศรษฐกิจ และมันจะไม่หยุดอยู่เพียงปลายทศวรรษนี้ แต่จะปะทุอย่างเต็มรูปแบบในทศวรรษ 1980 ข้างหน้า
ในขณะที่สถิติของ CDC และ NCHS แสดงให้เห็นว่าโรคเรื้อรังเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยด้านโภชนาการและสาธารณสุขในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ก็เริ่มตั้งคำถามว่า อะไรคือปัจจัยเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ งานวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ เช่น American Journal of Clinical Nutrition และ The Lancet เริ่มเสนอความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคอาหารแปรรูป ปริมาณน้ำตาลที่สูงเกินไป และโรคหัวใจหรือเบาหวาน แม้หลักฐานยังไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งเตือนว่าหากไม่มีการควบคุม อัตราการป่วยจะยิ่งสูงขึ้นในทศวรรษถัดไป
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกคือบทบาทของ น้ำตาลและสารให้ความหวานใหม่ อย่าง high-fructose corn syrup (HFCS) ที่เริ่มเข้าสู่ตลาดในกลางทศวรรษ 1970 และแพร่หลายอย่างรวดเร็วในสินค้าประเภทน้ำอัดลมและขนมหวาน รายงานของ USDA เรื่อง Sugar and Sweetener Situation เดือนพฤษภาคม 1979 บันทึกว่าปริมาณการผลิตและขนส่ง HFCS กำลังขยายตัวขึ้นชัดเจน แสดงให้เห็นว่ามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหารในปลายทศวรรษนี้แล้ว
นอกจากน้ำตาลแล้ว อาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูป (processed foods) ที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วหลังปี 1970 ก็เป็นประเด็นร้อน การเติบโตของซูเปอร์มาร์เก็ตและเครือข่ายอาหารสำเร็จรูปทำให้ผู้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ราคาถูกและสะดวกสบาย แต่สิ่งที่มาพร้อมกันคือการบริโภคเกลือ ไขมันทรานส์ และสารปรุงแต่งในปริมาณสูงกว่าที่เคยมี บทความวิทยาศาสตร์ปลายทศวรรษ 1970 ใช้คำว่า “Western diet” เพื่ออธิบายรูปแบบอาหารที่มีพลังงานหนาแน่นแต่ขาดสารอาหารที่จำเป็น หลายงานเชื่อมโยงว่ารูปแบบนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวาน
ปี 1979 ยังเป็นจุดสำคัญเมื่อ Surgeon General ของสหรัฐเผยแพร่รายงาน Healthy People: The Surgeon General’s Report on Health Promotion and Disease Prevention ซึ่งระบุโภชนาการและพฤติกรรมการกินว่าเป็นปัจจัยหลักในการป้องกันโรคเรื้อรัง รายงานนี้ถือเป็นเอกสารทางการที่ชี้ชัดว่าปัญหาอาหารและโรคเรื้อรังได้กลายเป็นวาระแห่งชาติอย่างเป็นทางการ และในปีถัดมา สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Academy of Sciences) โดยคณะ Food and Nutrition Board ก็ได้จัดทำรายงาน Toward Healthful Diets ปี 1980 ซึ่งย้ำว่าการลดไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลคือหัวใจของการป้องกันโรคเรื้อรัง
อย่างไรก็ตาม เสียงเตือนเหล่านี้ ยังไม่ถูกแปลงเป็นมาตรการเชิงนโยบายเข้มข้น อุตสาหกรรมน้ำตาลและนมมีบทบาท lobbying ในสภาคองเกรสเพื่อชะลอข้อบังคับที่อาจกระทบธุรกิจ และสื่อมวลชนบางส่วนก็สร้างความคลุมเครือโดยชี้ว่าหลักฐานยังไม่ชัดเจน ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังคงเชื่อมั่นในอาหารแปรรูปที่สะดวกและราคาถูก
เมื่อมองย้อนกลับ ช่วงปี 1977–1979 จึงเป็นเหมือน “ระฆังเตือน” ครั้งแรกที่ดังขึ้นในวงวิชาการว่ารูปแบบการกินสมัยใหม่กำลังสร้างปัญหาสุขภาพใหญ่หลวง แต่ในเวลานั้นเสียงระฆังยังไม่ดังพอที่จะสั่นสะเทือนกำแพงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง สหรัฐจึงก้าวเข้าสู่ปี 1980 ด้วยความรู้ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไร้มาตรการเชิงนโยบายที่เข้มแข็งพอ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมโรคเรื้อรังจึงปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในยุคถัดมา
เมื่อข้อมูลทางระบาดวิทยาในปลายทศวรรษ 1970 ชี้ชัดว่าโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงอุบัติการณ์และภาระค่าใช้จ่าย บริษัทเภสัชกรรมขนาดใหญ่ก็เริ่มปรับกลยุทธ์อย่างเป็นรูปธรรม เอกสารประจำปีของ Merck, Pfizer และ Bristol-Myers ในช่วงปี 1977–1979 แสดงให้เห็นว่าโฟกัสการวิจัยและพัฒนาเริ่มขยับจากยาปฏิชีวนะและวัคซีน ไปสู่ยาลดความดัน ยาลดไขมัน และยาสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ตลาดใหม่ที่กำลังขยายตัวนี้ให้สัญญาว่าจะสร้างรายได้ต่อเนื่องมากกว่ายารักษาแบบครั้งเดียวจบ
โมเดลธุรกิจที่เคยยึดหลัก “cure” หรือการรักษาเพื่อให้หายขาด เริ่มเปลี่ยนเป็น “management” หรือการควบคุมโรคไปตลอดชีวิต ยาลดความดันโลหิต เช่น propranolol และ hydrochlorothiazide ถูกนำเสนอในเอกสารผู้ถือหุ้นว่าเป็น “therapeutic class ที่กำลังเติบโต” ขณะที่ Pfizer ระบุว่าโครงการวิจัยด้านไขมันและหัวใจจะเป็น “long-term growth driver” ของบริษัท Merck ในรายงานปี 1978 ชี้ตรงไปที่โครงการยาลดไขมัน lovastatin ที่อยู่ในระยะทดลองในขณะนั้น โดยอธิบายว่าตลาดผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและยังไม่ได้รับการตอบสนองทางการแพทย์อย่างเพียงพอ
การเปลี่ยนทิศทางนี้เกิดขึ้นพร้อมกับบริบทสังคมที่กำลังถกเถียงเรื่องอาหารและสุขภาพ รายงาน Healthy People ของ Surgeon General ปี 1979 ย้ำว่าโภชนาการคือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิด ขณะที่ Dietary Guidelines for Americans ปี 1980 ซึ่งจัดทำโดย USDA และ HHS เป็นครั้งแรก ก็สถาปนาแนวคิดว่าประชาชนต้อง “ลดไขมันอิ่มตัว ลดน้ำตาล เพิ่มผักผลไม้และธัญพืช” เป็นแนวทางเชิงนโยบายระดับชาติอย่างเป็นทางการ แต่ในเชิงการปฏิบัติกลับเกิดความขัดแย้ง เพราะแม้หลักฐานชี้ว่าอาหารแปรรูปและน้ำตาลเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรัง แต่ข้อแนะนำของรัฐกลับอ่อนแรงลงและไม่แตะประเด็นเชิงโครงสร้าง เช่น การอุดหนุนข้าวโพดหรือนโยบายเกษตรที่ทำให้ HFCS ราคาถูก
Climax ของช่วงนี้เกิดขึ้นในปี 1980 เมื่อมีรายงานวิชาการและเอกสารนโยบายหลายฉบับระบุชัดเจนถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาหารแปรรูปกับโรคเรื้อรัง เช่น รายงาน Toward Healthful Diets ของ National Academy of Sciences Food and Nutrition Board ที่แนะนำให้ประชาชนลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลเพื่อป้องกันโรคหัวใจ แต่รายงานเหล่านี้กลับถูกผลักให้เป็นเพียงคำแนะนำเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นมาตรการเข้มงวดเช่นการควบคุมการผลิตอาหารหรือปรับโครงสร้างการอุดหนุน เหตุผลหนึ่งคือแรงกดดันจากอุตสาหกรรมอาหารและการที่บริษัทเภสัชกรรมกำลังได้ประโยชน์จากการขยายตลาดยาในกลุ่มโรคเรื้อรัง จึงทำให้เสียงเรียกร้องเชิงป้องกันไม่สามารถแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างนโยบายได้อย่างแท้จริง
สำหรับอุตสาหกรรมยา ปี 1980 จึงถือเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำว่าอนาคตของธุรกิจจะอยู่กับโรคเรื้อรังมากกว่าการรักษาโรคเฉียบพลัน ตลาดยาลดความดันและยาลดไขมันเริ่มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และอีกไม่กี่ปีถัดมาจะนำไปสู่การอนุมัติยาลดไขมันรุ่นแรกอย่าง lovastatin ที่เปลี่ยนตลาดโลกตลอดทศวรรษ 1980–1990 ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการที่สังคมอเมริกันทั้งระบบตั้งแต่การเงิน นโยบายเกษตร อาหารแปรรูป ไปจนถึงโครงสร้างธุรกิจยาถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันหลัง Nixon Shock
เมื่อมองในภาพรวม การ pivot ของบริษัทยาในปลายทศวรรษ 1970 และรายงานปี 1980 ที่สะท้อนความกังวลเรื่องอาหารแปรรูปกับโรคเรื้อรัง กลายเป็นฉากจบของยุค “คำเตือน” และเป็นการเปิดฉากใหม่ที่โรคเรื้อรังไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสาธารณสุข แต่ถูกฝังเข้าไปในแบบจำลองธุรกิจและโครงสร้างนโยบายระดับชาติอย่างถาวร
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #fromCUREtoCONTROL
Write a comment