แสงสีแดง 630 นาโนเมตร
นี่มันของขวัญจากธรรมชาติที่ช่วยฟื้นฟูสุขภาพชัดๆเลยครับ ในยุคที่การแพทย์ทันสมัยขึ้นทุกวัน เรามักหันไปมองเทคโนโลยีล้ำยุคเพื่อเยียวยาร่างกาย แต่บางครั้งของขวัญสำคัญที่สุดก็อาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด… อย่างแสงแดดในยามเช้าที่เราได้รับฟรีทุกวัน
แสงแดดมีอะไรมากกว่าความสว่างและความอบอุ่น เพราะในแสงนั้นมีองค์ประกอบหลากหลาย ทั้งแสงที่ตามองเห็น แสงอัลตราไวโอเลต และแสงอินฟราเรด หนึ่งในแสงที่น่าสนใจและถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ คือแสงสีแดงความยาวคลื่น 630 นาโนเมตร ซึ่งจัดอยู่ในช่วงของแสงที่ตามนุษย์มองเห็นได้ และดูเหมือนว่าจะมีอิทธิพลบางอย่างต่อเซลล์ในร่างกายเรา โดยเฉพาะในระดับของโรงไฟฟ้าเซลล์ที่ชื่อว่าไมโตคอนเดรีย
แม้หลายคนจะนึกถึงรังสียูวีเมื่อพูดถึงแสงแดด แต่ในความเป็นจริง แสงแดดคือการรวมตัวของคลื่นแสงหลากหลายชนิด และแสงสีแดงที่ความยาวคลื่นประมาณ 630-660 นาโนเมตรนี้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในขอบฟ้าใหม่ของการดูแลสุขภาพระดับเซลล์
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่ “ไมโตคอนเดรีย” ซึ่งเปรียบได้กับโรงไฟฟ้าประจำเซลล์ของเรา ไมโตคอนเดรียผลิตพลังงานในรูปของ ATP ซึ่งเป็นพลังงานที่ร่างกายใช้ในการซ่อมแซม ฟื้นฟู และดำรงชีวิต
ในไมโตคอนเดรีย มีเอนไซม์สำคัญชื่อว่า cytochrome c oxidase ซึ่งทำหน้าที่ผลิตพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาหลายชิ้นชี้ว่าเอนไซม์ตัวนี้สามารถดูดซับแสงในช่วงความยาวคลื่น 600–1000 นาโนเมตรได้ และการดูดซับแสงในช่วง 630 นาโนเมตรนี้อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ ทำให้เซลล์กลับมาสร้างพลังงานได้ดีขึ้น ดังนั้นแสงสีแดงมีความยาวคลื่นที่ 630–660 นาโนเมตรจึงสามารถถูกดูดซึมได้โดยเอนไซม์ตัวนี้
นอกจากนี้ แสงสีแดงยังมีบทบาทในการ “ปลดล็อก” การทำงานของไมโตคอนเดรียที่เคยถูกขัดขวางไว้โดยสารบางชนิด เช่น ไนตริกออกไซด์ กลไกคือแสงสีแดงช่วยแยกไนตริกออกไซด์ (NO) ซึ่งอาจไปเกาะขวางการทำงานของ cytochrome c oxidase ออกไป ทำให้เอนไซม์นี้กลับมาทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง นั่นแปลว่าการรับแสงแดดในเวลาที่เหมาะสมไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์ดีหรือวิตามินดีเท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงการรีเซ็ตพลังงานของเซลล์อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้เซลล์กลับมาทำงานตามปกติอีกครั้ง
เมื่อไมโตคอนเดรียฟื้นตัว เซลล์ก็เริ่มผลิตพลังงานได้มากขึ้น กระบวนการซ่อมแซม การลดอาการอักเสบ และความสามารถในการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อก็เริ่มเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจฟังดูเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วเป็นรากฐานของสุขภาพดีในระยะยาวครับ
การวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า การสัมผัสแสงสีแดงอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ช่วยเพิ่มระดับ ATP และอาจฟื้นฟูการทำงานของเซลล์บางประเภทได้ แม้ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ผลลัพธ์นี้ถือว่าน่าสนใจมาก และกำลังจุดประกายการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติม ส่วนใครจะรอให้ศึกษากับมนุษย์ก่อนค่อยเริ่มตากแดด ก็ตามใจครับ ฮาๆๆๆๆ
แต่แค่รับแสงอย่างเดียวไม่พอ เพราะการที่ cytochrome c oxidase จะทำงานได้อย่างเต็มที่นั้น ร่างกายต้องมีสารอาหารพื้นฐานครบด้วย โดยเฉพาะทองแดงและเหล็ก ซึ่งเป็นแกนกลางของการทำงานของเอนไซม์นี้ หากเรารับแสงแต่ขาดสารอาหารที่จำเป็น ก็เหมือนเปิดสวิตช์โรงไฟฟ้าโดยไม่มีน้ำมันเติมอยู่ดี นี่คือจุดที่เรื่องของโภชนาการเข้ามาเชื่อมโยงกับการรับแสงแดดอย่างแนบแน่น
ถ้าใครติดตามกันมาตลอด เฮียเคยเขียนเรื่องนี้แล้วนั่นคือ สมดุล เหล็ก-ทองแดง วาร์ปไปตามอ่านกันได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/19Rfoa5hkY/
อาหารที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของ cytochrome c oxidase อย่างตรงจุดคือเครื่องในสัตว์ เช่น ตับวัวหรือตับไก่ ซึ่งอุดมไปด้วยทองแดงและเหล็กในรูปที่ร่างกายดูดซึมได้ดี รวมถึงวิตามิน B2 และ B3 ที่จำเป็นต่อการทำงานของไมโตคอนเดรีย ไข่แดงก็เป็นอีกแหล่งที่ดี โดยเฉพาะในด้านของโคลีน เหล็ก และสารตั้งต้นของฮอร์โมน หากจะพูดถึงอาหารทะเลที่เป็นพระเอกเงียบในการปรับสมดุลทองแดง-เหล็ก ก็ต้องยกให้ปลาหมึก เพราะปลาหมึกใช้ระบบเลือดที่มีทองแดงเป็นหลัก ต่างจากมนุษย์ที่ใช้เหล็ก นั่นแปลว่าเนื้อปลาหมึกจะมีทองแดงสูงโดยธรรมชาติ แต่ก็ยังมีเหล็กในสัดส่วนที่พอดี จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่บริโภคเนื้อแดงเยอะและกังวลเรื่องเหล็กส่วนเกินที่อาจกลายเป็นภาระต่อไมโตคอนเดรียได้
วาร์ปเรื่องปลาหมึก ก็เคยเขียนแล้วอีกเช่นกัน https://www.facebook.com/share/p/19Fw1KQsxR/
อย่างไรก็ตาม นอกจากการบำรุงให้ดีแล้ว ยังมีสิ่งที่ควรระวังหากเราอยากให้แสงสีแดงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หนึ่งในนั้นคือสารไซยาไนด์ที่เกิดจากการกินพืชบางชนิดโดยไม่ผ่านการเตรียมอย่างเหมาะสม พืชอย่างมันสำปะหลังดิบ เมล็ดลิ้นจี่ เมล็ดอัลมอนด์ขม หรือถั่วบางชนิด มีสารที่เรียกว่า cyanogenic glycosides ซึ่งเมื่อถูกเคี้ยวหรือย่อยจะปลดปล่อยไฮโดรเจนไซยาไนด์ออกมาในร่างกาย ไซยาไนด์นี้จะเข้าไปจับกับ cytochrome c oxidase โดยตรง ขัดขวางไม่ให้ไมโตคอนเดรียผลิต ATP ได้ แม้จะไม่ถึงตายทันที แต่การสะสมเรื้อรังก็ทำให้พลังงานระดับเซลล์ตกลงเรื่อย ๆ แบบที่เรารู้ไม่ทัน ซึ่งก็เพิ่งเขียนไปสดๆเลยอีกเช่นกัน วาร์ปที่ https://www.facebook.com/share/p/19N2LgWXTu/
อีกสิ่งที่ต้องใส่ใจคือการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย เพราะไนตริกออกไซด์มักหลั่งออกมามากเมื่อมีการอักเสบ หากสะสมมากเกินไปจะเกาะกับ cytochrome c oxidase เช่นกัน ทำให้เอนไซม์ทำงานได้น้อยลง การนอนหลับไม่พอ น้ำตาลในเลือดสูง หรือความเครียดสะสมจึงกลายเป็นอุปสรรคเงียบของการฟื้นฟูพลังงานเซลล์แม้จะได้รับแสงแดงอย่างถูกต้อง
งานวิจัยหลายชิ้นเริ่มพบว่า การได้รับแสงสีแดงในช่วง 630–660 นาโนเมตร ช่วยฟื้นฟูไมโตคอนเดรียที่เสื่อมตามอายุได้บางส่วน โดยเฉพาะในเนื้อเยื่อที่อัตราการใช้พลังงานสูง เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ หรือแม้แต่ดวงตา บางการทดลองพบว่าเพียงรับแสงที่ 670 นาโนเมตรวันละไม่กี่นาทีก็สามารถเพิ่มความไวในการมองเห็นสีได้อย่างชัดเจนและยาวนานหลายสัปดาห์ ซึ่งแม้จะไม่ได้อยู่ในช่วง 630 เป๊ะ ๆ แต่ก็อยู่ในกลุ่มแสงแดงที่มีศักยภาพคล้ายกัน
ความพิเศษของแสงสีแดงคือสามารถทะลุผ่านผิวหนังได้ลึกถึง 8–10 มิลลิเมตร จึงเข้าไปถึงชั้นที่มีไมโตคอนเดรียอยู่มาก เช่น ชั้นหนังแท้ กล้ามเนื้อ หรือเนื้อเยื่อพังผืด และนั่นทำให้แสงนี้ถูกนำมาใช้ในการฟื้นฟูสภาพผิว ลดริ้วรอย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และแม้แต่ช่วยสมานเอ็นหรือกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ เพราะมันไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์และกระบวนการซ่อมแซมโดยตรง
ซึ่งไอ้เจ้าเซลล์ไฟโบรบลาสต์คือเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และโครงสร้างพื้นฐานของผิวหนังและเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย ช่วยในการซ่อมแซมแผลและรักษาความยืดหยุ่นของผิว เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยกระตุ้นผิดที่ ไฟโบรบลาสต์อาจทำงานผิดปกติจนเกิดพังผืดหรือช่วยให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ จึงเป็นเซลล์สำคัญที่มีทั้งบทบาทด้านการซ่อมแซมและความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด
แสงสีแดงยังถูกนำไปทดลองกับเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น เช่น การศึกษาพบว่าแสง LED ที่ 630 นาโนเมตรอาจกระตุ้นการเจริญเติบโตและการเคลื่อนที่ของไฟโบรบลาสต์ในเนื้อเยื่อเอ็น ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เวลานานในการฟื้นฟูเมื่อบาดเจ็บ
มีบางงานศึกษายังเสนอว่าแสงสีแดงอาจมีบทบาทในการเร่งการเผาผลาญไขมัน เพราะเมื่อเซลล์ไขมันได้รับพลังงานที่มากขึ้นจากไมโตคอนเดรีย การปลดปล่อยกรดไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แสงสีแดงยังเกี่ยวข้องกับสมองและจิตใจ เพราะเซลล์สมองก็มีไมโตคอนเดรียสูงมาก การที่สมองได้รับพลังงานมากขึ้นจากการกระตุ้นด้วยแสง จึงส่งผลต่อทั้งอารมณ์ ความจำ และคุณภาพของการนอน นักวิจัยบางรายถึงกับเสนอว่าแสงแดงอาจช่วยลดอาการของภาวะซึมเศร้าในบางรูปแบบได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลเบื้องต้นจากการศึกษาบางชิ้นยังบอกว่าแสงสีแดงอาจมีผลช่วยปรับอารมณ์ ลดความเครียด และส่งผลดีต่อการนอนหลับ ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับการที่เซลล์สมองได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น หรืออาจเป็นเพราะแสงสีแดงไม่ไปรบกวนฮอร์โมนเมลาโทนินเหมือนแสงสีฟ้า
การจะได้รับประโยชน์จากแสงสีแดงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือแพงหรือไปคลินิกเสมอไป เพียงแค่ออกไปรับแสงแดดในช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมง หรือช่วงเย็นหลัง 4 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ในมุมต่ำ แสงแดดในช่วงเวลานี้มีความเข้มของยูวีต่ำ แต่ยังคงมีแสงสีแดงในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการกระตุ้นไมโตคอนเดรียอย่างปลอดภัย การเดินเล่นในสวน นั่งอ่านหนังสือหน้าบ้าน หรือออกกำลังกายกลางแจ้งเบา ๆ ในช่วงเวลาเหล่านี้จึงกลายเป็นกิจกรรมดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง
แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มทดลองใช้ red light therapy เพื่อบรรเทาอาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะในช่วงก่อนเข้านอน ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรแต่ควรตรวจสอบผู้ผลิตให้ดี มีการกำหนดคลื่นแสงที่ถูกต้อง มีคู่มือการใช้งานที่ละเอียด เพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บหรือผลข้างเคียงอื่นจากการใช้งาน (ถ้าคู่มือมาแค่ 2หน้า ก็พิจารณาเองนะว่าน่าเชื่อไหมฮาๆๆ)
แสงสีแดง 630 นาโนเมตรจากดวงอาทิตย์คือยาฟื้นฟูระดับเซลล์ที่ธรรมชาติมอบให้เราโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อร่างกายมีสารอาหารพื้นฐานครบ มีการพักผ่อนที่เพียงพอ และไม่มีสิ่งรบกวนอย่างไซยาไนด์หรือการอักเสบสะสม เฮียเชื่อว่าการบำรุงตัวเองอย่างเรียบง่าย ไม่ใช่ด้วยวิตามินเม็ดหรือเทคโนโลยีหรู แต่ด้วยการกินอาหารจริง รับแสงแดดจริง และฟังร่างกายตัวเองจริง ๆ นี่แหละคือทางที่ยั่งยืน และเป็นของขวัญที่ธรรมชาติตั้งใจให้เราจริง ๆ
สุดท้ายแล้ว แสงสีแดง 630 นาโนเมตรอาจไม่ใช่ยาวิเศษ แต่ก็อาจเป็น “สัญญาณจากธรรมชาติ” ที่เรียกให้เรากลับไปเชื่อมต่อกับสิ่งที่ร่างกายเราต้องการแต่หลงลืมไปนานนั่นเอง
ข้อสังเกตุ : บทความตอนนี้จะพบว่ามีหลายๆอย่างที่เฮียเขียนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งมันสัมพันธ์กันใช่ไหมครับ เพราะนั่นคือการวางเนื้อหาให้เราค่อยๆเข้าใจว่า ไดเอท เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งใน องค์รวมแห่งสุขภาพ
ถ้าคุณจะสร้างบ้าน คุณต้องมีการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง มีวัสดุก่อสร้างครบถ้วน มีอากาศที่เหมาะกับการสร้าง เช่น ถ้าจังหวะที่คุณต้องก่อปูน แต่คุณดันไปใช้สว่านเจาะกระแทก แสดงว่าคุณใช้เครื่องมือผิด ยังไงก็ไม่มีวันได้บ้านปูน ยิ่งถ้าคุณไม่ใช้ปูนด้วยอีก ก็ยิ่งไม่ได้บ้านปูนเข้าไปใหญ่ครับ แม้สว่านเจาะกระแทก มันจะแข็งแรง กระแทกได้เต็มสูบ พลังทำลายร้างสร้างรูได้เบ้อเริ่ม แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณได้บ้านปูนขึ้นมา
สว่านไว้เจาะ เลื่อยไว้เลื่อยหั่น ค้อนมีไว้ตอก จะใช้ไม้ต้องระวังปลวกเป็น จะใช้ปูนต้องผูกเหล็กให้ดี เลิกได้เลยครับความคิดที่ว่า สว่านแข็งแรงที่สุดพิสูจน์มาแล้วมีใบรับประกันจากผู้ผลิตว่าเจาะได้ถึงขั้วโลก ไม้ถึงจะดีที่สุดใครใช้ปูนคือระวังเหล็กที่ซ่อนอยู่แล้วกัน บลา บลา บลา
ถ้าได้อ่านบทความอย่างต่อเนื่อง รู้จักกับคำว่า “บริบท” รู้จักกับคำว่า “องค์รวม” ปล่อยวาง “ตรรกะวิบัติ” ทำความเข้าใจประโยชน์ที่ได้จากมัน แล้วประกอบร่างจากประโยชน์ที่สะสมออมเอาไว้
คุณจะได้องค์ประกอบแห่ง สุขภาพ ซึ่งหมายความตาม บาลี-สันสกฤต “สุข” แปลว่า ความดี ความสบาย ความไม่มีทุกข์ “ภาพ” แปลว่า สภาพ สภาวะ หรือความเป็นไปของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง “สุขภาพ” จึงแปลตรงตัวได้ว่า “สภาพแห่งความสบายกายและใจ”
#SundaySpecialเราจะไปเป็นหมูแดดเดียว #pirateketo #siamstr #ม้วนหางสิลูก #กูต้องรู้มั๊ย #sunlightซันไร
Write a comment