SMOKE & MIRRORS: The Tobacco Conspiracy Ep2 The Nicotine Files ห้องแล็บที่ไม่มีตัวตน (1960-1990)

เมื่อการสร้างบุหรี่ light and mild ไม่ได้หมายความตามชื่อของมัน แต่เป็นทริคเพื่อหลอกการตรวจ
SMOKE & MIRRORS: The Tobacco Conspiracy
Ep2 The Nicotine Files ห้องแล็บที่ไม่มีตัวตน (1960-1990)

หลังจากที่ Frank Statement ถูกเผยแพร่ในปี 1954 และโลกเริ่มเชื่อว่าอุตสาหกรรมยาสูบจริงจังกับการวิจัยเพื่อสุขภาพ ความจริงที่น่าสะพรึงกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ในช่วงทศวรรษ 1960 บรรดายักษ์ใหญ่ยาสูบไม่ได้หยุดการวิจัยเพื่อทำให้บุหรี่ปลอดภัยขึ้น แต่กลับเริ่มโครงการลับที่เรียกกันภายในว่า “Project Janus” ซึ่งมีเป้าหมายที่คลุมเครือแต่สำคัญ นั่นคือการควบคุมองค์ประกอบของควันบุหรี่ เพื่อให้ดูปลอดภัยต่อสาธารณะ ขณะเดียวกันก็ยังคงความสามารถในการเสพติดไว้อย่างแยบยล

Project Janus ได้รับการตั้งชื่อตามเทพเจ้าโรมันที่มีหน้าสองหน้า หนึ่งหน้ามองไปข้างหน้าและอีกหน้ามองไปข้างหลัง ชื่อนี้สะท้อนถึงธรรมชาติสองหน้าของอุตสาหกรรมยาสูบอย่างสมบูรณ์แบบ ในที่สาธารณะ พวกเขาประกาศว่ากำลังวิจัยเพื่อสุขภาพผู้บริโภค แต่ในห้องลับ พวกเขากลับทุ่มทรัพยากรในการวิจัยเพื่อรักษาความสามารถในการเสพติดของบุหรี่ให้ได้มากที่สุด

การดำเนินการของ Project Janus เชื่อกันว่าเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1960 โดยอาจมีห้องปฏิบัติการที่ไม่ได้ระบุชื่อหรือสถานที่ในเอกสารทางการ ไม่มีป้าย ไม่มีแผนที่ และไม่มีในระบบบัญชี พนักงานที่ทำงานในโครงการลักษณะนี้ต้องลงนามในสัญญาความลับขั้นสูง หากมีการรั่วไหลข้อมูล พวกเขาจะต้องเผชิญกับผลทางกฎหมายอย่างหนักหน่วง

นักวิทยาศาสตร์ในโครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อลดอันตรายจากบุหรี่ แต่กลับทำการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ภายหลังถูกเรียกว่า “การจัดการนิโคติน” หรือ Nicotine Management เป้าหมายของพวกเขาคือการทำให้นิโคตินในบุหรี่ส่งผลต่อสมองได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

งบประมาณที่ใช้ในโครงการเหล่านี้มักถูกซ่อนอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโฆษณา เทคนิคหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงนั้นคือการปรับสูตรยาสูบให้เอื้อต่อการเปลี่ยนนิโคตินจากรูปแบบกรดเป็นรูปแบบด่าง ซึ่งจะช่วยให้นิโคตินดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็วขึ้น งานวิจัยของภาควิชาวิทยาศาสตร์และเอกสารภายในอุตสาหกรรมยืนยันว่าการเติมแอมโมเนียสามารถเพิ่มอัตราการดูดซึมของนิโคตินอย่างมีนัยสำคัญ จึงอธิบายได้ว่าทำไมผู้สูบบุหรี่ถึงรู้สึก “ตีหัว” ได้แทบจะทันทีหลังจากสูบ

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเกี่ยวกับการปรับค่าพีเอชของควันบุหรี่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซึมนิโคตินผ่านปอดเข้าสู่สมอง นักวิจัยได้ทดลองใช้สารเคมีต่างๆ เพื่อให้ได้ระดับ pH ที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งไม่เพียงเพิ่มศักยภาพในการเสพติด แต่ยังทำให้การเลิกบุหรี่ยากขึ้นกว่าเดิม

ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 โครงการต่างๆ ขยายไปสู่การวิจัยเรื่อง “การควบคุมขนาดนิโคติน” นักวิทยาศาสตร์เริ่มพัฒนาวิธีการควบคุมปริมาณนิโคตินในแต่ละมวนให้แม่นยำมากขึ้น โดยผสมใบยาสูบหลายชนิดและใช้สารเคมีเพื่อปรับระดับให้ตรงตามที่ต้องการ มีการกล่าวถึงแนวคิดที่เรียกว่า “Graduated Nicotine Management” หรือการปรับระดับนิโคตินภายในหนึ่งซอง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สูบต่ออย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่มีหลักฐานตรงทั้งหมด แต่ก็มีเอกสารที่แสดงถึงแนวคิดในการควบคุมระดับนิโคตินในแบบที่ “ผู้ผลิตสามารถเลือกได้ทุกระดับตามต้องการ”

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยาสูบก็เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ถูกโฆษณาว่า “ปลอดภัยกว่า” ได้แก่ บุหรี่ “Light” และ “Mild” ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 บุหรี่เหล่านี้ไม่ได้ลดปริมาณทาร์หรือนิโคตินจริง แต่ใช้เทคนิคการเจาะรูเล็กๆ บริเวณกรอง ทำให้เวลาทดสอบในเครื่องวัดของรัฐ ตัวเลขออกมาดูดี แต่ในโลกจริง ผู้สูบกลับได้รับสารอันตรายในระดับเดิมหรือมากกว่า เพราะการสูบจริงมักปิดรูเหล่านี้ด้วยริมฝีปากและนิ้วโดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่าผู้สูบบุหรี่ Light มักจะสูบลึก สูบบ่อย และสูบมากขึ้นเพื่อให้ได้นิโคตินในระดับที่ร่างกายต้องการ ส่งผลให้รับควันมากกว่าเดิม จึงกลายเป็นการหลอกลวงทางการตลาดที่แนบเนียน

ในเวลาเดียวกัน อุตสาหกรรมยาสูบก็เริ่มขยายตลาดอย่างจริงจังสู่ประเทศกำลังพัฒนา เมื่อตลาดในประเทศพัฒนาแล้วเริ่มหดตัวจากความตื่นตัวของสาธารณะ พวกเขาหันมาใช้ยุทธศาสตร์ “การตลาดทางวัฒนธรรม” โดยศึกษาค่านิยมของแต่ละประเทศ เช่น การเชื่อมโยงบุหรี่กับภาพลักษณ์ของความทันสมัยหรือความสำเร็จทางสังคม

ช่วงทศวรรษ 1980 นักวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่พวกเขาทำ หนึ่งในนั้นคือ Dr. Victor DeNoble จาก Philip Morris ผู้ทำการทดลองกับหนูเพื่อศึกษาผลของนิโคติน ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า หนูสามารถติดนิโคตินได้อย่างรุนแรงถึงขั้นเลือกนิโคตินแทนอาหารและน้ำ Dr. DeNoble เริ่มต้องการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ แต่ถูกบริษัทสั่งหยุดการวิจัยทันที และมีคำสั่งให้ทำลายเอกสารรวมถึงหนูทดลองทั้งหมด พร้อมย้ายเขาไปยังโครงการอื่น

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดกับเขาคนเดียว นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่เริ่มตั้งคำถามกับงานของตนเองก็ถูกย้าย ถูกไล่ออก หรือถูกซื้อให้เงียบเสียด้วยโบนัสและข้อตกลงลับ บางคนถูกขู่ว่าหากเปิดเผยข้อมูลใดๆ จะถูกฟ้องจนหมดตัว ระบบการปิดปากภายในนี้ฝังลึกในทุกระดับขององค์กร ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง นักวิจัย พนักงานโฆษณา จนถึงคนงานในโรงงาน

เมื่อเข้าสู่ปลายทศวรรษ 1980 ความกังวลในหมู่นักวิทยาศาสตร์ภายในเริ่มสะสม มีการรวบรวมเอกสารลับเกี่ยวกับการวิจัยและกลยุทธ์ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ หนึ่งในบุคคลสำคัญที่กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมคือ Dr. Jeffrey Wigand อดีตผู้บริหารฝ่ายวิจัยของ Brown & Williamson ผู้รวบรวมเอกสารลับจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยาสูบรู้ดีถึงอันตรายของผลิตภัณฑ์และพยายามควบคุมความสามารถในการเสพติด

Dr. Wigand ตระหนักดีว่า หากเอกสารเหล่านี้รั่วไหล มันอาจทำลายทั้งอุตสาหกรรม แต่ก็อาจทำลายชีวิตของเขาเช่นกัน เขาถูกกดดัน คุกคาม และเตือนถึงผลกระทบหากเปิดเผยข้อมูล แต่เขายังคงตัดสินใจเดินหน้าสู่การเปิดโปงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ยาสูบ

ในตอนถัดไป เราจะได้เห็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยาสูบ เมื่อ Dr. Jeffrey Wigand กลายเป็นผู้แจ้งข้อมูลที่กล้าหาญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา การเปิดเผยเอกสารลับที่เขาเก็บไว้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของอุตสาหกรรมยาสูบ แต่ก่อนที่ความจริงจะได้รับการเปิดเผย Dr. Wigand จะต้องเผชิญกับการคุกคาม การฟ้องร้อง และแรงกดดันที่อาจทำลายชีวิตของเขาและครอบครัว

การต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงแค่การสู้คดีในศาล แต่จะเป็นการสู้รบเพื่อความจริงที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์และช่วยชีวิตผู้คนนับล้านคนทั่วโลก

#smokeandmirrors #TheTobaccoConspiracy #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr


Write a comment
No comments yet.