BURN - The History of Calories EP4: The Starvation Paradox

แม้แต่ Ancel Keys เองก็ค้นพบว่า แคลที่เท่ากัน แต่ถ้ามาจากสารอาหารที่ต่างกันก็ส่งผลกับร่างกายไม่เท่ากัน
BURN - The History of Calories
EP4: The Starvation Paradox

ในฤดูหนาวปี 1944 ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา มีการทดลองที่กำลังจะเขย่าโลกโภชนาการเข้าสู่ยุคใหม่ แต่ไม่มีใครรู้ในตอนนั้น ดร. Ancel Keys นักวิจัยชื่อดังแห่งยุคกำลังนำทีมงานของเขาเตรียมดำเนินการทดลองที่จะเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานในร่างกายมนุษย์ไปตลอดกาล

Keys ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ศึกษาผลกระทบของการอดอาหารต่อร่างกายมนุษย์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยการขาดแคลนอาหารในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การทดลองนี้ต้องการอาสาสมัคร 36 คน ที่ยินดีลดปริมาณอาหารลงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 6 เดือน และใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมเข้มงวดภายใต้การสังเกตการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

การทดลองที่ได้ชื่อว่า Minnesota Starvation Experiment นี้ดูเหมือนจะเป็นแค่การศึกษาทางการแพทย์ทั่วไป แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในการท้าทายความเชื่อเรื่องแคลอรี อาสาสมัครเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มๆ ที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีแรงจูงใจสูงในการช่วยเหลือมนุษยชาติ พวกเขาได้รับอาหารที่ประกอบด้วยมันฝรั่ง ผักใบเขียว ขนมปัง และอาหารพื้นฐานอื่นๆ ที่มีปริมาณแคลอรีประมาณ 1,600 แคลอรีต่อวัน

ในช่วงแรกของการทดลอง ทุกอย่างดูเป็นไปตามทฤษฎีที่คาดหวัง น้ำหนักของอาสาสมัครลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสอดคล้องกับการคำนวณแคลอรีแบบดั้งเดิมที่ว่า “แคลอรีเข้าน้อยกว่าแคลอรีออก น้ำหนักต้องลด” แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งประหลาดเริ่มเกิดขึ้น ร่างกายของอาสาสมัครเหล่านี้ไม่ได้ทำงานตามสมการทางฟิสิกส์อย่างที่คาดหวัง

หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านไป อาสาสมัครเริ่มมีอาการซึมเศร้า หงุดหงิด และเกิดพฤติกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาเริ่มหมกมุ่นกับอาหารอย่างผิดปกติ นั่งจ้องมองคนอื่นกิน เก็บสะสมสิ่งของแปลกๆ และที่สำคัญที่สุดคือ อัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายลดลงอย่างมากจนเกินคาดหมาย แม้ว่าพวกเขาจะได้รับอาหารที่คำนวณแคลอรีไว้แม่นยำแล้วก็ตาม

ในการทดลองพบว่าการขาดโปรตีนมีส่วนทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ และ อารมณ์เฉื่อยชาเป็นอาการที่พบได้บ่อยในภาวะอดอาหารและอาจคงอยู่แม้ในระยะการฟื้นฟูที่ได้รับแคลอรี่สูง

ดังนั้น Keys และทีมงานเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นซับซ้อนกว่าการคำนวณแคลอรี in-out อย่างมาก ร่างกายของอาสาสมัครเหล่านี้ไม่ได้ทำงานเหมือนเครื่องจักรที่เผาผลาญพลังงานในอัตราคงที่ แต่กลับปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้พลังงานอย่างรวดเร็ว อัตราการเผาผลาญพื้นฐานลดลงถึง 30-40% ซึ่งหมายความว่าร่างกายสามารถอยู่รอดได้ด้วยพลังงานที่น้อยกว่าที่คำนวณไว้มาก

ผลการทดลองนี้ทำให้ Keys เริ่มตั้งคำถามกับความถูกต้องของการใช้แคลอรีเป็นมาตรฐานเดียวในการวัดพลังงาน เขาพบว่าชนิดของสารอาหารที่ได้รับมีผลต่อวิธีการทำงานของร่างกายมากกว่าปริมาณแคลอรีที่คำนวณได้ อาสาสมัครที่ได้รับอาหารที่มีโปรตีนสูงกว่าจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ได้รับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก แม้ว่าปริมาณแคลอรีจะเท่ากันก็ตาม

การค้นพบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามใหม่ในวงการโภชนาการ หากร่างกายมนุษย์ไม่ได้ทำงานเหมือนเครื่องจักรที่เผาผลาญแคลอรีในอัตราคงที่ แล้วระบบแคลอรีของ Atwater ที่สร้างขึ้นจากการทดลองในห้องปฏิบัติการจะยังคงใช้ได้อย่างแม่นยำหรือไม่

ทศวรรษต่อมา ผลงานการวิจัยของ Keys ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่หลายคนที่เริ่มศึกษาเรื่องการทำงานของฮอร์โมนและเมตาบอลิซึม ดร. Richard Feinman จากมหาวิทยาลัย SUNY Downstate เป็นหนึ่งในนักวิจัยที่เริ่มตั้งคำถามกับการประยุกต์ใช้กฎเทอร์โมไดนามิกส์ในชีววิทยา เขาอธิบายว่าแม้กฎฟิสิกส์จะถูกต้องและพลังงานจะไม่หายไป แต่ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่ระบบปิดที่เผาผลาญพลังงานแบบเดียวกับเครื่องจักรกล

Feinman ชี้ให้เห็นว่าร่างกายมนุษย์เป็นระบบชีวภาพที่ซับซ้อน ซึ่งมีฮอร์โมนและเอนไซม์ควบคุมการใช้พลังงาน การเก็บสะสมไขมัน และการสร้างกล้ามเนื้อ ฮอร์โมนเหล่านี้ตอบสนองต่อชนิดของอาหารที่กิน ไม่ใช่แค่ปริมาณแคลอรี อินซูลินจะเพิ่มขึ้นเมื่อกินคาร์โบไฮเดรต ส่งผลให้ร่างกายเก็บพลังงานเป็นไขมัน ในขณะที่โปรตีนจะกระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มอัตราการเผาผลาญ

งานวิจัยของ Gary Taubes นักข่าววิทยาศาสตร์ชื่อดังเริ่มรวบรวมหลักฐานเหล่านี้เข้าด้วยกันในหนังสือ “Good Calories, Bad Calories” ที่ตีพิมพ์ในปี 2007 Taubes ชี้ให้เห็นว่าการโฟกัสแค่ปริมาณแคลอรีโดยไม่สนใจชนิดของสารอาหารนั้นเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของวงการโภชนาการยุคใหม่ เขานำเสนอหลักฐานจากการทดลองหลายร้อยชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าอาหารที่มีแคลอรีเท่ากันแต่ส่วนประกอบต่างกัน จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากในเรื่องน้ำหนัก ระดับน้ำตาลในเลือด และสุขภาพโดยรวม

ในเวลาเดียวกัน ดร. David Ludwig จากโรงพยาบาลเด็กบอสตันเริ่มศึกษาเรื่องดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) และผลกระทบของคาร์โบไฮเดรตต่อการควบคุมน้ำหนัก Ludwig ค้นพบว่าอาหารที่มีแคลอรีเท่ากันแต่มีดัชนีน้ำตาลต่างกันจะส่งผลต่อความรู้สึกหิวและการสะสมไขมันอย่างมากมาย คนที่กินอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูงจะรู้สึกหิวเร็วกว่าและมีแนวโน้มที่จะกินเกินมากกว่าคนที่กินอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ แม้ว่าปริมาณแคลอรีจะเท่ากันก็ตาม

การวิจัยเหล่านี้เริ่มเปิดเผยให้เห็นว่าร่างกายมนุษย์ไม่ได้ “เลือก” ใช้พลังงานแบบสุ่มหรือตามกฎฟิสิกส์เพียงอย่างเดียว แต่มีระบบฮอร์โมนที่ซับซ้อนคอยควบคุมการใช้พลังงาน การเก็บสะสมไขมัน และความรู้สึกหิวอิม่ เลปตินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากเซลล์ไขมันจะส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อควบคุมความหิว แต่เมื่อคนอ้วนเรื้อรังมีระดับเลปตินสูงอย่างต่อเนื่อง สมองจะเริ่มต้านทานสัญญาณนี้ ทำให้ความรู้สึกหิวไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณแคลอรีที่ร่างกายมีสะสมอยู่

ฮอร์โมนเหล่านี้ตอบสนองต่อชนิดของอาหารที่กิน ไม่ใช่แค่ปริมาณ อาหารที่มีน้ำตาลสูงจะทำให้ระดับอินซูลินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเก็บพลังงานเป็นไขมันและลดการเผาผลาญไขมันที่มีอยู่ ในขณะที่อาหารที่มีโปรตีนสูงจะกระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ทำให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้นแม้ในขณะพัก

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการค้นพบว่าร่างกายสามารถ “เลือก” ได้ว่าจะใช้พลังงานไปทางไหน เมื่อได้รับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ร่างกายจะมีแนวโน้มที่จะเก็บพลังงานส่วนเกินเป็นไขมัน แต่เมื่อได้รับอาหารที่มีโปรตีนสูง ร่างกายจะมีแนวโน้มที่จะใช้พลังงานในการสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มอัตราการเผาผลาญ นี่คือเหตุผลที่คนสองคนที่กินอาหารที่มีแคลอรีเท่ากันแต่ส่วนประกอบต่างกัน อาจมีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักและองค์ประกอบร่างกายที่แตกต่างกันอย่างมาก

การค้นพบเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามใหม่ที่สำคัญ หากร่างกายมนุษย์ไม่ได้ทำงานเหมือนเครื่องจักรที่เผาผลาญแคลอรีในอัตราคงที่ และฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการใช้พลังงาน แล้วทำไมเราถึงยังคงใช้ระบบแคลอรีที่สร้างขึ้นจากการทดลองในห้องปฏิบัติการเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

คำตอบอาจอยู่ที่การที่ระบบแคลอรีได้กลายเป็นมาตรฐานที่ฝังรากลึกในระบบการแพทย์ โภชนาการ และอุตสาหกรรมอาหาร การเปลี่ยนแปลงมุมมองจากการนับแคลอรีไปสู่การพิจารณาชนิดของสารอาหารและผลกระทบต่อฮอร์โมนจะต้องใช้การปรับเปลี่ยนระบบทั้งหมดอย่างใหญ่หลวง

อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าการโฟกัสแค่ปริมาณแคลอรีโดยไม่สนใจคุณภาพของสารอาหารนั้นอาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ การทดลองของ Keys ที่เริ่มขึ้นในฤดูหนาวปี 1944 นั้น ได้เปิดประตูสู่ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับการทำงานของร่างกายมนุษย์ที่ซับซ้อนกว่าที่เราเคยคิด

ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าพลังงานไม่ได้หายไปจากร่างกาย แต่ร่างกายสามารถเลือกใช้พลังงานได้ตามที่ฮอร์โมนและเมตาบอลิซึมสั่งการ การเข้าใจนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวิธีการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการนับแคลอรีเพียงอย่างเดียว

แต่แล้วระบบแคลอรีที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันจะไปต่อยังไง หากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการนับแคลอรีอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการดูแลสุขภาพ แล้วทำไมระบบนี้ยังคงถูกใช้อย่างแพร่หลายในนโยบายสาธารณสุข การแพทย์ และอุตสาหกรรมอาหาร

คำตอบอาจซับซ้อนกว่าที่เราคิด และเกี่ยวข้องกับการที่แคลอรีไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือวัดพลังงาน แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือควบคุมที่มีอำนาจมากมายในยุคสมัยใหม่ การเข้าใจว่าใครเป็นคนใช้ระบบแคลอรีในการควบคุมและเพื่อจุดประสงค์อะไร อาจเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมแคลอรีถึงยังคงอยู่ในชีวิตเรา แม้ว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะเริ่มชี้ไปในทิศทางที่ต่างออกไป

ตอนหน้า เราจะเจาะลึกเรื่องราวของการที่แคลอรีกลายเป็นเครื่องมือควบคุมในยุคอุตสาหกรรมอาหารและนโยบายสาธารณสุข เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมแคลอรีถึงยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีคิดของเราเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ แม้ว่าหลักฐานจะบอกเราว่าอาจถึงเวลาแล้วที่ต้องก้าวไปข้างหน้า

#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #Burn #TheHistoryofCalories


Write a comment
No comments yet.