The Keys Effect EP 1.1 K‑Ration นวัตกรรมจากสงคราม สู่อาหารในครัวเรือน
มี PR film ตัวนึงน่าสนใจดีครับ ย้ำก่อนนะครับว่ามันคือ PR film โดยกองทัพสหรัฐ ดังนั้นเราต้องแยก fact กับ fiction ไปพลางๆ
https://rumble.com/v6v61kn-food-for-fighters-1943.html
คือจะเขียนรวมกับตอนแรกก็กระไรอยู่ครับ เพราะมันยาวมากแล้ว จึงขอซอยเป็น ep1.1 (คือแค่เริ่มก็มี 1.1 ละ ฮาๆๆๆ) ที่ต้องแยกออกมาเพราะมันมีส่วนซ้ำกับเรื่อง K-Ration เยอะพอสมควร แต่ถ้าได้ดูคลิปนี้ก็จะเริ่มมองเห็นภาพกว้างขึ้นครับ เพราะนอกเหนือจาก K-Ration แล้วมันยังมีเรื่อง วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอาหาร โดยเฉพาะก้าวแรกๆของ Ultra Processed Food และ อาวุธทางอาหารต่างๆ ที่มนุษย์พยายามจะสร้างขึ้นมา
ประเด็นสำคัญคือ มันมีเป้าหมายชัดเจนแต่แรกแล้วครับว่า สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ จะมีการนำมาใช้กับพลเรือนโดยให้เหตุผลว่า “จะไม่มีใครบนโลกต้องทนทุกข์ทรมานจากการขาดสารอาหารหรือความหิวโหยอีกต่อไป” ซึ่งไม่รู้หรอกครับว่า หลังม่านการแสดงนี้มันคืออะไร เพราะนี่ก็ยังเป็น PR film จากฝั่งรัฐบาลอยู่ดี
คลิปวิดีโอ “Food for Fighters” ที่เผยแพร่ในปี 1943 เผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการครั้งสำคัญในเรื่องโภชนาการของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนจากการพึ่งพา “ถั่วและการคาดเดา” มาเป็นวิทยาศาสตร์เต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษากำลังพลให้แข็งแกร่ง และยกระดับสุขภาพของพลเรือน
ทีนี้โพสนี้ผมจะมาเล่าเรื่องของคลิปนี้ แนวๆถอดเทปให้สำหรับเพื่อนๆที่อาจจะไม่สะดวกฟังภาษาอังกฤษนะครับ ดังนั้น context มันจะเป็นไปตาม “การประชาสัมพันธ์กองทัพ” มากกว่าการวิเคราะห์คลิป แต่อาจจะมีเสริมความเห็นไว้นิดๆบ้าง เพราะอดใจไม่ได้ครับ 5555 ดังนั้นใครฟังภาษาฝรั่งออก ข้ามไปดูคลิปได้เลย ไม่ต้องอ่านต่อก็ได้นะครับ ได้ฟิลด์กว่าด้วย เพราะเราจะได้เห็นกันเลยครับ
โอเค เกริ่นแล้ว ลุยเลยนะครับ
Quartermaster Corps คือ หน่วยส่งกำลังบำรุง ของกองทัพ โดยเฉพาะในกองทัพบกสหรัฐฯ (U.S. Army) มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับการจัดหา จัดเก็บ ขนส่ง และกระจายทรัพยากรพื้นฐานทุกอย่างที่ไม่ใช่อาวุธหรือกระสุน ไม่ว่าจะ อาหาร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย น้ำดื่ม เชื้อเพลง ที่พัก/เครื่องมือพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการจัดการกับศพทหารในสนามรบอย่างสมเกียรติด้วย และ Quartermaster Corps นี่ละครับเป็นประตูสำคัญที่ทำให้ Ancel Keys ได้เข้าไปมีบทบาทในระดับนโยบายของกองทัพ และต่อมาก็ในระดับชาติเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ
เสริมให้เป็นเกล็ด ที่ไม่ต้องรู้ก็ได้ 55555 Quartermaster มาจากคำในภาษาเยอรมัน “Quartiermeister” เดิมทีหมายถึง “เจ้าหน้าที่จัดหาที่พักและเสบียงให้ทหาร” ในภาษาอังกฤษยุคกลางก็แปลมาเป็น “Quartermaster” และยึดความหมายเดิมมาตลอด
หลังสงครามครั้งที่แล้ว โภชนาการได้กลายเป็นสาขาวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ กองทัพสหรัฐฯ ได้นำวิทยาศาสตร์แขนงนี้มาใช้ในการวางแผนมื้ออาหารของทหาร นักวิทยาศาสตร์จากโรงงานผลิตอาหารในมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการของ Quartermaster Corps เองที่ชิคาโก ได้ทำการศึกษาอาหารเพื่อพลังงานอย่างละเอียด แม้กระทั่งอาหารของศัตรูก็ถูกตรวจสอบ ตัวอย่างเช่น การศึกษาเรื่องข้าวของญี่ปุ่นที่เชื่อว่าให้พลังงานการต่อสู้ที่ดีเยี่ยมจากข้าวเพียงหนึ่งกำมือ และเรื่อง “ยาเม็ดซูเปอร์แมนวิตามิน” ของนาซี
Ancel Keys และทีมงานของเขาที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา ได้ตรวจสอบและสรุปว่า วิตามินและยาเม็ดไม่ได้ช่วยเพิ่มพละกำลังได้ตามที่ข่าวอ้างเท่ากับการบริโภคอาหารจริงๆ วิตามินนั้นทำหน้าที่เพียงช่วยให้ร่างกายนำอาหารไปใช้ประโยชน์เท่านั้น ทหารจะสามารถใช้กำลังหรือแทงดาบปลายปืนได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อได้กินอาหารจริงๆ
ดังนั้น คำตอบของคำถามเรื่องวิตามินจึงไม่ใช่ยาเม็ดๆเหล่านี้ แต่เป็นการได้กินอาหารที่ดีและหลากหลายในปริมาณที่เพียงพอ Keys เน้นย้ำว่า หากทหารขาดวิตามินจากอาหารก็อาจจำเป็นต้องได้รับวิตามินเข้มข้น แต่ถ้ามีแต่วิตามินโดยไม่มีอาหาร ทหารก็จะอดตายอยู่ดี วิธีที่ดีที่สุดคือการจัดหาวิตามินในอาหารโดยตรง ซึ่งเป็นเหตุผลที่กองทัพใช้เฉพาะแป้งเสริมวิตามินในการทำขนมปัง (อ้าว 55555 นี่มาก่อนกาล น้ำวิตามินของยุคนี้เลยนะครับ)
ในสหรัฐอเมริกา การจัดหาสินค้ายังคงค่อนข้างเรียบง่าย โดยมีพ่อครัวทหารทุกคนจะปฏิบัติตามเมนูมาตรฐานที่นักโภชนาการในวอชิงตันเป็นผู้จัดทำ ผัก ผลไม้ นม และไข่ จัดซื้อจากส่วนกลางในปริมาณมหาศาลโดยเจ้าหน้าที่กองทัพและผู้เชี่ยวชาญพลเรือน โดยมีการจัดหาอาหารสดที่ดีที่สุดของประเทศ ให้ทหารแต่ละคนได้รับอาหารเกือบหนึ่งปอนด์ต่อวัน เพราะมีความเชื่อในการจัดหาอาหารสดที่หลากหลายและมีปริมาณมากให้แก่ทหารในทุกพื้นที่ รวมถึงการปรุงอาหารในแบบที่ทหารชื่นชอบด้วย
นวัตกรรมด้านอาหารเพื่อการสงครามและอนาคต ก็เริ่มขึ้นตั้งแต่การจัดหาสินค้าสำหรับทหารนับล้านคนที่ไปประจำการในต่างประเทศนั้น ล้วนมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องพื้นที่จัดส่งซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆด้านเสบียง จึงได้มีการพัฒนากระบวนการต่างๆให้ lean processed มากที่สุด เช่น การเลาะกระดูกออกจากเนื้อสัตว์ ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่ในการขนส่งได้ถึง 60% และยิ่งไปกว่านั้นคือการใช้ การทำแห้ง (Dehydration) ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่ได้มากขึ้นและสามารถขนส่งอาหารได้หลากหลายชนิดมากขึ้น กระบวนการนี้จะกำจัดน้ำออกจากอาหารเท่านั้น และจะมีการเติมน้ำคืนก่อนการปรุงอาหาร ส่งผลให้เรือเพียง 1 ลำ ก็สามารถบรรทุกอาหารได้เทียบเท่ากับอาหารแบบเดิมที่ต้องใช้เรือถึง 10 ลำ
ทุกกระบวนการของอาหารที่ผ่านการทำแห้งนั้นมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่น ไข่ทุกฟองจะถูกตรวจสอบ แยกไข่แดงออกจากไข่ขาว และนำไปผ่านเครื่องอบแห้ง ซึ่งจะกลายเป็นผงไข่แดงบริสุทธิ์สำหรับทำไข่เจียวมื้อเช้าให้ทหารที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ผักอย่างหัวบีทก็ผ่านกระบวนการใหม่ที่ช่วยรักษาทั้งสี รสชาติ และปริมาณวิตามินไว้ได้
การพัฒนาวิธีการเหล่านี้แม้ในปัจจุบัน(ปัจจุบันที่ว่าคือ ณ วันที่คลิปนี้ออกอากาศนะครับ) จะถูกนำไปใช้เพื่อกองทัพเป็นหลัก แต่ก็จะสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับพลเรือนหลายล้านคนหลังสงคราม ในอนาคตข้างหน้า ครัวเรือนต่างๆ จะไม่จำเป็นต้องขาดแคลนผักและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินอีกต่อไป อาหารแห้งยังเก็บรักษาง่าย และห้องปฏิบัติการได้พิสูจน์สิ่งนี้ผ่านการทดสอบอย่างละเอียด เพียงแค่เติมน้ำเมื่อจะปรุงอาหาร แทบจะตรวจจับความแตกต่างในรสชาติไม่ได้เลย และการทดสอบอย่างต่อเนื่องยังแสดงให้เห็นว่าแทบไม่มีความแตกต่างในปริมาณวิตามินระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทำแห้งกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการแปรรูป
เมื่อทหารออกภาคสนามและอยู่ห่างไกลจากหน่วยทำอาหาร พวกเขาจะต้องพกกล่องปันส่วน (Ration) ของตัวเอง เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วสำหรับปันส่วนฉุกเฉินถูกพัฒนาขึ้นในห้องปฏิบัติการของกองทัพ โดยเน้นทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ปันส่วนฉุกเฉินนี้ประกอบด้วยเนื้อกระป๋องสำหรับแต่ละมื้อ และอีกหนึ่งชุดที่มีซุปเข้มข้น ขนมปังอบแห้ง กาแฟผง และขนมหวาน น้ำหนักรวม 3.5 ปอนด์ สำหรับสามมื้อต่อวัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับหน่วยทหารพิเศษในการรบแบบเคลื่อนที่เร็ว ต้องการปันส่วนที่มีขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น กองทัพจึงได้พัฒนา K-Ration อันโด่งดังขึ้น ซึ่งเดิมทีออกแบบมาสำหรับพลร่ม แต่ต่อมาพิสูจน์แล้วว่าเหมาะสำหรับหน่วยพิฆาตรถถัง หน่วยคอมมานโด และหน่วยโดดเดี่ยวอื่นๆ ทั้งหมด แต่ละกล่องจะประกอบด้วยอาหารที่มีวิตามินครบถ้วนสำหรับหนึ่งวัน อาหารปันส่วน K-Ration นี้มีน้ำหนักประมาณ 2 ปอนด์ และถูกพัฒนาภายใต้การดูแลของพันเอกโรลแลนด์ เอ. ไอเซอร์ วัตถุประสงค์ของ K-Ration คือการจัดหาอาหารให้ทหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศทุกรูปแบบ ตั้งแต่เขตร้อนไปจนถึงเขตหนาวเย็น แต่ละรายการใน K-Ration ไม่เพียงแต่ต้องมีสารอาหารสูงเท่านั้น (ในมุมของการประชาสัมพันธ์ของกองทัพนะครับ ถ้าเราดูในยุคนี้อาจจะเห็นว่ามีแต่พลังงาน แต่สารอาหารพร่องไปเยอะ - เฮียเม้นท์) แต่ยังต้องน่ารับประทานด้วย ดังนั้น แต่ละรายการจึงถูกทดสอบโดย “ชมรมอาหารกลางวันหนูตะเภา” (Guinea Pig Lunch Club) ของพันเอกไอเซอร์ ตัวอย่างเช่น มีการลองสูตรบิสกิตถั่วเหลืองหลายสูตร ซึ่งบิสกิตนี้ดูเหมือนจะตรงตามข้อกำหนดและมีรสชาติอร่อย ถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบที่ผลิตได้ง่ายในปริมาณมาก และพลังงานที่อยู่ในถั่วเหลืองและอาหารอื่นๆ ที่เคยถูกนำมาใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็ถูกปลดล็อกเพื่อโลกโดยนักเคมีอย่าง ดร. จูเลียน แห่งรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านถั่วเหลืองที่มีชื่อเสียง แป้งถั่วเหลืองยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแป้งสาลีและไข่ในบิสกิตอาหารเช้าของ K-Ration
(**“ชมรมอาหารกลางวันหนูตะเภา” (Guinea Pig Lunch Club) คือ กลุ่มทดลองภาคสนามแบบไม่เป็นทางการ ที่จัดขึ้นโดย พันเอกโรเบิร์ต พี. ไอเซอร์ (Colonel Robert P. Isker) โดยให้เจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนในหน่วย Quartermaster Corps กิน K-Ration แทนอาหารกลางวันปกติเป็นประจำ เพื่อทดสอบว่า อาหารสนามที่นักโภชนาการออกแบบ จะทำให้มนุษย์ทนไหวไหม? - เฮียเสริมให้ **)
ด้วยนวัตกรรมเหล่านี้ มนุษยชาติจึงมี “อาหารแห่งสงคราม” ซึ่งเป็นอาหารใหม่และวิธีการเตรียมใหม่ๆ ที่ทำให้หลุดกรอบของอาหารเดิมๆ คือไม่ขึ้นอยู่กับระยะทางและสภาพภูมิอากาศ อาหารเหล่านี้ยังเป็นปราการป้องกันความอดอยากและภัยพิบัติได้อีกด้วย เพื่อการผลิตอาหารเหล่านี้ให้เป็นไปได้เต็มที่ อุตสาหกรรมใหม่จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เมื่อกองทัพขอให้ซัพพลายเออร์สร้างอุตสาหกรรมอาหารบรรจุหีบห่อขึ้นในชั่วข้ามคืน (Package food) พวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังเตรียม K-Ration สำหรับแอฟริกา บริษัทผลิตหมากฝรั่งแห่งหนึ่งถึงกับต้องสร้างสายการผลิต ในการประกอบบรรจุภัณฑ์ขึ้นมาโดยใช้โซ่จักรยาน ซึ่งเมื่อทำไปแล้ว บริษัทนี้ก็เกิดไอเดียที่จะยังคงทำธุรกิจอาหารบรรจุภัณฑ์ในแบบที่ทำให้ K-Ration ต่อไปเมื่อสงครามสิ้นสุดลง
K-Ration แต่ละชุดประกอบด้วยเนื้อสัตว์หรือชีสกระป๋อง, บิสกิตถั่วเหลืองและบิสกิตอื่นๆ, ช็อกโกแลตบาร์เข้มข้น, ฟรุตบาร์ หรือลูกอมเดกซ์โทรส, กาแฟ, มะนาว หรือผงซุปที่ละลายได้ทันทีทั้งในน้ำร้อนหรือเย็น, บุหรี่ และหมากฝรั่งที่เป็นเหมือนยาบำรุงประสาทแบบอเมริกัน แพคเกจที่น่าทึ่งนี้ไม่ต้องการวัสดุเชิงกลยุทธ์ และการทดสอบ
**** เรียกได้ว่าทุกสินค้าที่มีส่วนร่วมกับ K-Ration ต่างได้ know how ในการทำสินค้าปริมาณมากๆในเวลาน้อยๆ นั่นทำให้สายตาธุรกิจมองออกว่า นี่คือ ผลประโยชน์ขนาดยักษ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต - เฮียเม้น*****
ด้วยวิทยาศาสตร์ที่คอยสนับสนุน และประเทศผู้ผลิตอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกหนุนหลัง ทหารอเมริกันไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะเป็นในป่า ทะเลทราย หรือในค่ายของตนเอง ก็สามารถถือว่าตนเองเป็นทหารที่ได้รับอาหารดีที่สุดในโลกได้อย่างถูกต้อง และในอนาคต ความรู้ที่ได้จากสงคราม (หรือที่ในแหล่งข้อมูลเรียกว่า “the war born knowledge” ซึ่งอาจเป็นคำที่หมายถึงความรู้ที่เกิดขึ้นหรือได้มาจากสงคราม ซึ่งถูกกล่าวถึงในคลิป) เมื่อถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ก็สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีใครบนโลกต้องทนทุกข์ทรมานจากการขาดสารอาหารหรือความหิวโหยอีกต่อไป
#TheKeysEffect #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr
Write a comment