McGovern Files The American Appetite Episode 1: The Making of McGovern
George Stanley McGovern ไม่เคยตั้งใจจะเป็นคนที่เปลี่ยนวิธีการกินของโลก เขาไม่เคยเรียนโภชนาการ ไม่เคยเป็นแพทย์ และไม่เคยมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหาร แต่ในช่วงทศวรรษ 1970 เขากลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการกินของมนุษยชาติมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนไหนๆ ในประวัติศาสตร์
การศึกษาเอกสารส่วนตัวของ McGovern จากมหาวิทยาลัย Princeton และบันทึกการไต่สวนของคณะกรรมการโภชนาการวุฒิสภาที่เขาเป็นประธานระหว่างปี 1968-1977 เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่น่าสนใจ จากนักการเมืองท้องถิ่นที่ต้องการช่วยเหลือคนยากจน กลายเป็นผู้ที่เชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถแก้ปัญหาสุขภาพของชาติได้ด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่คนอเมริกันกิน เรื่องราวของ McGovern คือเรื่องของความตั้งใจดี ความเชื่อมั่นในระบบ และอันตรายของการที่คนดีคนหนึ่งได้รับอำนาจมากเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจผลกระทบของการใช้อำนาจนั้น
การก่อตั้งคณะกรรมการพิเศษด้านโภชนาการของวุฒิสภา (Senate Select Committee on Nutrition and Human Needs) ในปี 1968 ไม่ได้เกิดจากความทะเยอทะยานทางการเมืองของ McGovern แต่เกิดจากรายงานการขาดแคลนอาหารที่น่าตกใจในอเมริกา
เมื่อเดือนเมษายน 1967 วุฒิสมาชิก Robert F. Kennedy และ Joseph S. Clark ได้เดินทางไป Cleveland, Mississippi เพื่อดูสภาพความยากจนในพื้นที่ สิ่งที่พวกเขาพบคือเด็กที่ผอมแห้งจากการขาดอาหาร ทั้งที่เป็นโรคที่ควรจะมีเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ใช่ในอเมริกา ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
การรายงานของ CBS News ในรายการพิเศษ “Hunger in America” ในปี 1967 และรายงานขององค์กรประชาชนต่อสู้ความยากจน (Citizens Crusade Against Poverty) ชื่อ “Hunger USA” ในปี 1968 ได้เผยให้เห็นว่าโรค kwashiorkor และ marasmus ซึ่งเป็นโรคทุพโภชนาการรุนแรงจากการขาดโปรตีนและแคลอรี นั้นมีอยู่จริงในอเมริกา
McGovern ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกรยากจนใน South Dakota ในช่วง Great Depression เข้าใจดีว่าความหิวโหยเป็นอย่างไร เขารู้สึกว่าการที่คนอเมริกันยังต้องหิวโหยในยุคที่ประเทศร่ำรวยนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ในการสัมภาษณ์ภายหลัง McGovern เล่าว่าเขามองปัญหาความหิวโหยเป็นวิกฤตทางศีลธรรมที่ประเทศต้องแก้ไขโดยด่วน
ความน่าสนใจคือคณะกรรมการที่มีอยู่แล้ว ทั้งคณะกรรมการเกษตรสภาผู้แทนราษฎร (House Agriculture Committee) และคณะกรรมการเกษตรวุฒิสภา (Senate Agriculture Committee) ไม่ได้สนใจปัญหานี้ ตามที่ William R. Poage ประธานคณะกรรมการเกษตรสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า “นั่นไม่ใช่ปัญหาเกษตร นั่นเป็นปัญหาสวัสดิการ”
McGovern จึงเห็นโอกาสในการเป็นผู้นำด้านใหม่ที่ไม่มีใครสนใจ เขาสามารถเป็นผู้ปกป้องคนยากจนได้โดยไม่ต้องแข่งขันกับวุฒิสมาชิกอาวุโสคนอื่น นี่คือจุดเริ่มต้นของบุคลิกผู้นำระดับชาติที่เขาจะพัฒนาต่อไป
การวิเคราะห์บันทึกการประชุมของคณะกรรมการในช่วงปี 1968-1971 แสดงให้เห็นรูปแบบการทำงานของ McGovern ที่จะกลายเป็นจุดอ่อนในอนาคตนั่นคือ เขามักจะถามคำถามว่า “เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?” มากกว่า “ปัญหานี้เกิดจากอะไร?”
McGovern เป็นคนที่มุ่งเน้นการหาทางแก้ไขมากกว่าการวิเคราะห์ เขาต้องการคำตอบที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และสามารถนำไปสู่การกระทำได้ทันที บุคลิกนี้ทำให้เขาเป็นนักการเมืองที่มีประสิทธิภาพในการผลักดันนโยบาย แต่ก็ทำให้เขาเสี่ยงต่อการยอมรับคำตอบง่ายๆ สำหรับปัญหาที่ซับซ้อน
เหตุการณ์ที่เปลี่ยน McGovern จากนักการเมืองในอุดมคติให้กลายเป็นนักสู้เพื่ออุดมการณ์ เกิดขึ้นในปี 1972 เมื่อเขาแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างหนัก Richard Nixon ชนะ electoral votes 520 ต่อ 17 และ popular vote 60.7% ต่อ 37.5%
การวิเคราะห์จดหมายส่วนตัวของ McGovern ในช่วงหลังการเลือกตั้งที่เก็บไว้ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน แสดงให้เห็นการต่อสู้กับความรู้สึกล้มเหลวและการค้นหาวิธีที่จะ “ไถ่ถอนตัวเอง” ในสายตาประชาชน เขาเขียนถึงเพื่อนว่า “ผมยังมีงานที่ต้องทำในวุฒิสภา งานที่อาจจะสำคัญกว่าการเป็นประธานาธิบดี”
ความล้มเหลวนี้ทำให้ McGovern เปลี่ยนจากนักการเมืองที่ต้องการชัยชนะทางการเมือง เป็นคนที่ต้องการสร้างผลงานที่จะคงอยู่ต่อไป เขาต้องการพิสูจน์ว่าเขาสามารถทำสิ่งสำคัญสำหรับประเทศได้ แม้จะไม่ได้เป็นประธานาธิบดี
คณะกรรมการพิเศษด้านโภชนาการและความต้องการของมนุษย์ของวุฒิสภา (Senate Select Committee on Nutrition and Human Needs) ซึ่งเคยเป็นแค่หนึ่งในหลายคณะกรรมการที่เขาดูแล กลายเป็นเวทีหลักสำหรับการสร้างมรดกทางประวัติศาสตร์ของเขา การศึกษาการจัดสรรงบประมาณและเวลาของ McGovern แสดงให้เห็นว่าหลังปี 1972 เขาใช้เวลากับคณะกรรมการนี้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บันทึกการประชุมของทีมงานเขาแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทิศทาง: จากการแก้ปัญหาความหิวโหย ไปสู่การแก้ปัญหาสุขภาพของชาติ เขาเริ่มมองเห็นว่าปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคหัวใจ เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าและมีผลกระทบต่อคนอเมริกันมากกว่าความหิวโหย
การขยายขอบเขตของคณะกรรมการจากปัญหาความหิวโหยไปสู่ “โรคมรณะ” ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ พัฒนาไปตามความเข้าใจของ McGovern เกี่ยวกับโอกาสทางการเมือง
ข้อมูลจากศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติในช่วงต้นทศวรรษ 1970 แสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจในผู้ชายอเมริกันวัยกลางคน สื่อมวลชนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การระบาดของโรคหัวใจวายในกลุ่มผู้บริหาร” ซึ่งกระทบกับคนชั้นกลางที่เป็นฐานคะแนนเสียงหลักของพรรคเดโมแครต McGovern เห็นว่านี่คือโอกาสในการแก้ปัญหาที่กระทบกับคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่คนยากจน การวิเคราะห์คำพูดของเขาในช่วงปี 1973-1974 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงโทนเสียง จาก“helping the poor“ เป็น “protecting all Americans”
การที่ McGovern ตัดสินใจขยายขอบเขตคณะกรรมการไปสู่ปัญหาโรคหัวใจมีเหตุผลทางการเมืองที่ชัดเจน: มันเป็นปัญหาที่ทุกคนสนใจ มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ดูน่าเชื่อ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีคณะกรรมการไหนรับผิดชอบ
บันทึกการประชุมเตรียมงานของคณะกรรมการในปี 1975 แสดงให้เห็นการวางแผนที่ชัดเจน มีการจัดการประชุมเรื่อง “Diet Related to Killer Diseases” เพื่อสร้างข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแนวทางโภชนาการระดับชาติ
สิ่งที่น่าสนใจคือ McGovern ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ เขาเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมาย: เขาต้องการออกแนวทางโภชนาการเพื่อป้องกันโรคหัวใจ แล้วค่อยหาข้อมูลวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน
นี่คือจุดที่ McGovern เปลี่ยนจากนักการเมืองธรรมดาเป็นนักสู้เพื่ออุดมการณ์ เขาไม่ได้ต้องการแค่แก้ปัญหา เขาต้องการ “ช่วยชาติ” ด้วยการเปลี่ยนวิธีการกิน
การวิเคราะห์บุคลิกของ McGovern จากการสัมภาษณ์ของผู้ร่วมงานและบันทึกส่วนตัวเผยให้เห็นลักษณะของ “true believer” ที่ Eric Hoffer เขียนไว้ในหนังสือชื่อเดียวกัน: คนที่เมื่อเชื่อในสิ่งใดแล้วจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องการฟังเสียงที่ขัดแย้ง
Bob Owen นักการเมืองเดโมแครตที่ทำงานใกล้ชิดกับ McGovern ให้สัมภาษณ์ในปี 1982 ว่า “George เป็นคนที่เมื่อเขาเชื่อว่าอะไรถูก เขาจะทำไปเรื่อยๆ แม้จะมีคนมาบอกว่าผิด เขาจะคิดว่าคนเหล่านั้นยังไม่เข้าใจ หรือมีผลประโยชน์ซ่อนเร้น”
บุคลิกนี้ทำให้ McGovern เป็นนักการเมืองที่มีประสิทธิภาพในการผลักดันนโยบายที่เขาเชื่อ แต่ก็ทำให้เขาอ่อนไหวต่อการถูกโน้มน้าวจากคนที่มาหาเขาด้วยข้อมูลที่ดูน่าเชื่อ
การศึกษารายชื่อผู้ให้คำปรึกษาของ McGovern ในช่วงปี 1974-1976 แสดงให้เห็นรูปแบบที่น่าสนใจ: เขามักจะเลือกคนที่มีจุดยืนชัดเจนและสื่อสารได้ดี มากกว่าคนที่มีข้อมูลครบถ้วนแต่ไม่แน่ใจ
นี่คือเหตุผลที่ Ancel Keys และทฤษฎี diet-heart hypothesis ของเขาถึงมีอิทธิพลต่อ McGovern มาก Keys เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง มั่นใจในข้อมูลของตัวเอง และที่สำคัญคือ มีคำตอบง่ายๆไว้ใช้งานได้เช่น ลดไขมันในอาหาร แล้วโรคหัวใจจะลดลง
McGovern ไม่ได้มีความรู้เพียงพอที่จะตั้งคำถามกับข้อมูลของ Keys และเขาก็ไม่ต้องการตั้งคำถาม เพราะข้อมูลนั้นให้คำตอบที่เขาต้องการ นั่นคือ การแก้ปัญหาสุขภาพที่ชัดเจน ทำได้ และจะทำให้เขาเป็นฮีโร่ของชาติ
การวิเคราะห์เหตุผลที่ McGovern กลายเป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้ต้องดูจากมุมมองของคนที่ต้องการใช้เขา ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ หรืออุตสาหกรรมที่ต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาล
McGovern มีคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับบทบาทนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
เขามีความน่าเชื่อถือทางการเมือง คือเป็น Senator ที่มีชื่อเสียงในด้านการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่มีใครสงสัยว่าเขาทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
เขาไม่มีความรู้เชิงลึกในเรื่องที่เขาจะตัดสินใจ ทำให้เขาต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญภายนอก และไม่สามารถตั้งคำถามเชิงเทคนิคได้
เขามีความมุ่งมั่นในการทำเพื่อส่วนรวม ทำให้เขาไม่สงสัยในแรงจูงใจของผู้ที่มาให้ข้อมูล เขาต้องการ legacy ทำให้เขาพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อทำสิ่งใหญ่ๆ
เขาเชื่อในการแก้ปัญหาด้วยนโยบาย ทำให้เขาเชื่อว่ารัฐบาลสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนได้
ที่สำคัญที่สุดคือ McGovern เป็น “true believer” ที่เมื่อเชื่อแล้วจะไม่เปลี่ยนใจง่าย ทำให้คนที่ต้องการใช้เขาสามารถวางใจได้ว่าเขาจะต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อจนถึงที่สุด
เมื่อปี 1976 George McGovern ได้กลายเป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดสำหรับบทบาทที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์โภชนาการ
เขามีอำนาจในการจัดการประชุม มีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งใหญ่ มีความเชื่อมั่นในระบบ และที่สำคัญที่สุดคือ เขามีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง
การศึกษาบันทึกส่วนตัวของเขาในช่วงปลายปี 1976 แสดงให้เห็นความตื่นเต้นและความภาคภูมิใจในงานที่เขากำลังจะทำ เขาเขียนถึงภรรยาว่า “งานนี้อาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมทำในวุฒิสภา เราจะช่วยชีวิตคนอเมริกันได้หลายล้านคน”
แต่สิ่งที่ McGovern ไม่รู้คือ ในความจริงแล้ว โรงละครนี้ เขาไม่ได้เป็นผู้กำกับของการแสดง แต่เขาเป็นนักแสดงคนสำคัญที่สุด แต่บทของเขาถูกเขียนโดยพลังที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนกว่าที่เขาเข้าใจและรับรู้
ข้าวโพดส่วนเกินจากนโยบายของ Earl Butz กำลังรอการใช้งาน อุตสาหกรรมอาหารกำลังเตรียมผลิตภัณฑ์ low-fat และนักวิทยาศาสตร์ที่มีทฤษฎีให้ขายกำลังรอโอกาสที่จะได้รับการรับรองจากรัฐบาล
McGovern คิดว่าเขากำลังจะแก้ปัญหาสุขภาพของชาติ กำลังฮึกเหิม แต่ที่แท้จริงแล้วเขากำลังจะเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่เปิดประตูสำหรับการทดลองทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปี 1977 โลกจะได้เห็นว่าอะไรเกิดขึ้นเมื่อความตั้งใจดีของคนคนหนึ่งมาพบกับพลังที่เขาไม่เข้าใจ
และเมื่อ McGovern ก้าวเข้าสู่ปี 1977 เขาไม่รู้ว่าเขากำลังเดินเข้าสู่กับดักที่ถูกวางไว้โดยไม่มีใครตั้งใจ กับดักที่เขาเองจะเป็นผู้ปิดให้สนิท
เผื่ออยากดูสารคดี https://youtu.be/h94bq4JfMAA?si=xh4noDD9LQXQaxRy
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #McGovernFiles
Write a comment