McGovern Files The American Appetite Prologue: Three Rooms, One Destiny
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1977 วันที่ Senator George McGovern จะลุกขึ้นยืนหน้าไมโครโฟนในห้องประชุม Hart Senate Office Building และเปลี่ยนวิธีการกินของมนุษยชาติไปตลอดกาล เขาจะไม่รู้ว่าเขากำลังทำเช่นนั้นอยู่ และเขาจะไม่รู้ด้วยว่าการตัดสินใจของเขาได้รับการหล่อหลอมจากกระแสสามสายที่เคลื่อนไหวแยกกันมานานหลายปี กระแสที่จะมาบรรจบกันที่โต๊ะของเขาในวันนั้น
นี่ไม่ใช่เรื่องของการสมรู้ร่วมคิด นี่เป็นเรื่องของสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น มันคือการบรรจบของความไม่รู้ที่ไม่ลับแต่สร้างผลกระทบมากกว่าแผนการลับใดๆ ที่เคยมีมา
การศึกษาเอกสารที่เพิ่งถูกเปิดเผยจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ คำให้การของ Congressional hearings และบันทึกการประชุมภาคเอกชน เผยให้เห็นรูปแบบที่น่าตกใจ ในช่วงปี 1972-1977 มีการตัดสินใจสำคัญสามครั้งเกิดขึ้นในห้องต่างๆ ที่แยกจากกัน โดยผู้ตัดสินใจไม่เคยคุยกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับสร้างพลังร่วมที่จะปูทางสำหรับการทดลองทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดใน ประวัติศาสตร์ แม้จะมีเสียงลือว่ามันล้วนเป็นผลกระทบจาก Camp David ในวันนั้น แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่แท้ถึงความจริง
ห้องแรก - การปฏิวัติข้าวโพด เมื่อ Earl Butz เข้ารับตำแหน่ง Secretary of Agriculture ในปี 1971 เขานำมาซึ่งวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนระบบเกษตรอเมริกันจากรากเหง้า ตามบันทึกการประชุมระหว่างเขากับ President Nixon ในช่วงปลายปี 1972 หลังจากข้อตกลงขายข้าวโพดให้สหภาพโซเวียตมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ Butz ได้นำเสนอแผนการที่เขาเรียกว่า “feeding the world” แต่ที่แท้จริงแล้วเป็นการปฏิวัติเกษตรกรรมที่ไม่มีใครคาดการณ์ผลกระทบได้
การวิเคราะห์เอกสารของ USDA จากช่วงนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่รุนแรง Butz ยกเลิก New Deal farm programs ที่ควบคุมปริมาณการผลิตมานานกว่า 40 ปี แทนที่ด้วยระบบ subsidy ที่สนับสนุนการผลิตสูงสุด คำกล่าวที่มีชื่อเสียงของเขา “Get big or get out” และ “plant from fence row to fence row” ไม่ได้เป็นเพียงคำพูด แต่เป็นนโยบายที่บังคับใช้อย่างเป็นระบบ
ผลลัพธ์เกินความคาดหมาย การผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนถึงปี 1975 อเมริกามีข้าวโพดส่วนเกินในปริมาณที่ไม่เคยมีมาก่อน ราคาข้าวโพดตกต่ำจนรัฐบาลต้องจ่าย subsidy เพื่อคงเกษตรกรไว้ในระบบ
สิ่งที่ Butz ไม่คาดคิดคือการที่นโยบายของเขาจะกลายเป็นรากเหง้าของ high-fructose corn syrup ที่จะถูกพัฒนาขึ้นในช่วงเดียวกัน เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นที่สามารถแปลงข้าวโพดให้เป็นสารให้ความหวานได้รวมกับข้าวโพดส่วนเกินจากนโยบายของ Butz จะสร้างวัตถุดิบหลักสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่จะเปลี่ยนโลก
แต่ในห้องประชุมของ Butz ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ เพราะไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น
ห้องที่สอง - การเกิดของนักสู้เพื่อสุขภาพ ขณะที่ Butz กำลังปฏิวัติเกษตรกรรม ห้องประชุมอีกห้องหนึ่งใน Hart Senate Office Building กำลังเป็นเวทีสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลกระทบไม่แพ้กัน
Senate Select Committee on Nutrition and Human Needs ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1968 ภายใต้การนำของ George McGovern เริ่มต้นด้วยภารกิจที่เรียบง่าย คือ แก้ปัญหาความหิวโหยในอเมริกา การสืบสวนของคณะกรรมการเผยให้เห็นเด็กท้องถิ่นใน Mississippi ที่เป็นโรคขาดอาหาร จากเดิมที่คิดว่ามีแต่ในประเทศกำลังพัฒนา
แต่เมื่อปี 1972 ผ่านไป ขอบเขตของคณะกรรมการได้ขยายออกไป บันทึกการประชุมแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางที่สำคัญ จากการแก้ปัญหาความหิวโหย กลายเป็นการแก้ปัญหา “โรคของความอุดมสมบูรณ์” โดยเฉพาะโรคหัวใจที่กำลังกลายเป็น “epidemic” ในหมู่ชายอเมริกันวัยกลางคน
McGovern ซึ่งเคยประสบความล้มเหลวในการลงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1972 ได้พบโอกาสใหม่ในการเป็น “national leader” ด้านสุขภาพ การวิเคราะห์คำให้การในช่วงปี 1974-1976 แสดงให้เห็นวิวัฒนาการทางความคิดของเขา จากนักการเมืองที่ต้องการแก้ปัญหาสังคม กลายเป็นผู้ที่เชื่อมั่นว่าเขาสามารถแก้ปัญหาสุขภาพของชาติได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีการกิน
สิ่งที่ทำให้ McGovern กลายเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องนี้คือบุคลิกของเขาเอง ว่าเขาเป็น “true believer” คนหนึ่งที่เมื่อเชื่อในสิ่งใดแล้วจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ ความขาดประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์โภชนาการของเขากลับกลายเป็นจุดแข็ง เพราะทำให้เขาไม่มีข้อสงสัยในทฤษฎีที่ซับซ้อน และคิดว่าสามารถมองได้นอกกรอบข้อจำกัด
การที่ McGovern เลือกที่จะเชื่อใน diet-heart hypothesis ของ Ancel Keys ไม่ได้เกิดจากการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่เกิดจากการที่เขาต้องการ “simple solution” สำหรับปัญหาที่ซับซ้อน บันทึกการสัมภาษณ์ส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการแสดงให้เห็นว่า McGovern มักจะถามคำถามรูปแบบเดิมเสมอๆคือ “แล้วเราจะบอกประชาชนว่าอย่างไร?” เขาไม่ได้ถามว่า “ข้อมูลแสดงอะไร?” แต่เขาถามว่า “เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?”
ห้องที่สาม - การเตรียมการของอุตสาหกรรม ขณะที่ Butz กำลังสร้างข้าวโพดส่วนเกินออกมาล้นตลาด และ McGovern กำลังหาวิธีแก้ปัญหาโรคหัวใจ ห้องประชุมที่สามก็กำลังเตรียมการสำหรับโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น
เอกสารจาก American Heart Association ที่เพิ่งถูกเปิดเผยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับ Procter & Gamble ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 ทาง P&G ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่งานวิจัยหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับไขมันและโรคหัวใจ ไม่ใช่เพื่อหาความจริง แต่เพื่อสนับสนุนทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของพวกเขา
การวิเคราะห์รายงานการเงินของ P&G ในช่วงนี้แสดงให้เห็นการลงทุนล่วงหน้าในเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ low-fat และการวิจัยพัฒนา margarine และ vegetable oil เขามั่นใจว่าตลาดจะเปลี่ยนไปในทิศทางนี้ไม่ใช่เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่เพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างหลักฐานนั้น
บันทึกการประชุมของ American Heart Association ในปี 1975-1976 เผยความจริงที่น่าตกใจคือการที่ AHA ตัดสินใจประกาศว่า “ไขมันทำให้เป็นโรคหัวใจ” นั้นไม่ใช่เพราะมีหลักฐานชัดเจน แต่เพราะต้องการให้ตัวเองสำคัญขึ้นมา
เพราะเหตุผลที่แท้จริงคือ หาก AHA ไม่มีจุดยืนเรื่องอาหาร พวกเขาจะกลายเป็นองค์กรที่ไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าออกมาบอกว่า “ไขมันอันตราย” ทุกคนจะต้องฟัง รัฐบาลจะขอคำปรึกษาว่าควรทำอย่างไร และเงินทุนจะไหลเข้ามา
อุตสาหกรรมอาหารตัวอื่นๆ ก็เริ่มเตรียมการเช่นกัน รายงานจาก trade associations ของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมสำหรับ “เทรนด์สุขภาพ” ที่กำลังจะมา การลงทุนในเทคโนโลยีการทำ low-fat products และการหาวิธีใช้สารให้ความหวานจากข้าวโพดที่กำลังจะถูกกว่าน้ำตาลธรรมชาติ
สิ่งที่น่าสนใจคือไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้รู้ว่า McGovern Committee กำลังเตรียมออก dietary guidelines หรือ Butz กำลังสร้างข้าวโพดส่วนเกิน แต่พวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับทิศทางที่จะเอื้อประโยชน์ต่อผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
การบรรจบกัน - วันที่เปลี่ยนโลก กระแสทั้งสามสายที่เคลื่อนไหวแยกกันมาตลอด 5 ปี กำลังมุ่งหน้าสู่จุดบรรจบเดียวกันนั่นคือ โต๊ะของ George McGovern ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1977
Butz ได้สร้างข้าวโพดส่วนเกินที่รอการใช้งาน โดยไม่รู้ว่ามันจะกลายเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป
McGovern ได้เตรียมความพร้อมที่จะเป็น “national health leader” โดยการประกาศสงครามกับไขมัน โดยไม่รู้ว่าเขากำลังเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมอาหารเปลี่ยนน้ำตาลที่ถูกกว่าเข้ามาแทนที่
อุตสาหกรรมอาหารได้เตรียมผลิตภัณฑ์ low-fat และเทคโนโลยีการใช้ corn syrup โดยไม่รู้ว่าจะมีนโยบายรัฐบาลมาสนับสนุนทิศทางนี้ อย่างโป๊ะเชะ
แต่ละฝ่ายมีเหตุผลของตัวเอง แต่ละฝ่ายเชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง และไม่มีใครรู้ว่าการตัดสินใจของตัวเองจะเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของคนอื่นอย่างไร
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ Dietary Goals for the United States ที่จะประกาศในวันนั้นมีพลังมากกว่าการตัดสินใจทางการเมืองทั่วไป มันไม่ได้เป็นแค่นโยบายเรื่องอาหาร มันคือการปลดปล่อยพลังที่ถูกสะสมไว้แล้วจากสามทิศทาง ได้แก่ การเกษตร การเมือง และการค้า เป็นเอนโทรพีที่มีพลังมหาศาล
George McGovern ยืนขึ้นอย่างมั่นใจในวันนั้นโดยเชื่อว่าเขากำลังช่วยชีวิตคนอเมริกัน แต่เขาไม่รู้ว่าเขากำลังเป็นตัวประกอบสุดท้ายในสมการที่คำนวณโดยพลังที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนกว่าที่เขาเข้าใจ
และ 47 ปีต่อมา เราทุกคนยังคงอาศัยอยู่ในโลกที่เกิดจากการบรรจบนั้น
ต่อไปนี้คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่เชื่อว่าเขากำลังเขียนประวัติศาสตร์… โดยไม่รู้ว่าใครคือผู้ที่เขียนบทให้เขาอ่าน #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #McGovernFiles
Write a comment