from CURE to CONTROL EP6.3: The Rise of New Chronic Labels (2010s)

การสร้างตลาดความเจ็บป่วยขึ้นมา สามารถขยายการขายยาได้มากขึ้น
from CURE to CONTROL
EP6.3: The Rise of New Chronic Labels (2010s)

ปี 2013 เป็นหมุดหมายสำคัญของการแพทย์จิตเวช เมื่อ American Psychiatric Association เผยแพร่คู่มือการวินิจฉัยและสถิติความผิดปกติทางจิตฉบับที่ห้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ DSM-5 เอกสารนี้ไม่เพียงเป็นมาตรฐานที่แพทย์ทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัย แต่ยังทำหน้าที่เสมือน “กติกา” ที่กำหนดว่าใครจะถูกนับว่าเป็นผู้ป่วย และใครควรได้รับการรักษา การเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุดประการหนึ่งคือการเปิดทางให้วินิจฉัย ภาวะสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ (Adult ADHD) ได้อย่างเป็นระบบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้โรคนี้มักถูกจำกัดให้อยู่ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

ในเชิง fact การเพิ่มเกณฑ์นี้หมายถึงว่าผู้ใหญ่ที่มีอาการขาดสมาธิ วอกแวกง่าย หรือจัดการงานได้ยาก สามารถถูกวินิจฉัยว่าเป็น ADHD ได้โดยไม่ต้องแสดงประวัติชัดเจนตั้งแต่วัยเด็กอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลโดยตรงต่อการใช้ยา stimulant (ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง) เช่น methylphenidate หรือ amphetamine ซึ่งเดิมทีตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ในกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่น แต่ทันทีที่ DSM-5 ถูกประกาศ ตลาดใหม่ในกลุ่มผู้ใหญ่นับล้านคนก็เปิดออกมาอย่างเป็นทางการ

ในเชิง narrative การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองได้สองด้าน ด้านหนึ่งคือเป็นการยอมรับความจริงทางคลินิก ว่า ADHD ไม่ได้หายไปเมื่อพ้นวัยเด็ก แต่ยังคงส่งผลต่อชีวิตการทำงานและความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่จำนวนมาก อีกด้านหนึ่งคือการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่มหาศาล เพราะผู้ใหญ่ที่เข้าสู่การวินิจฉัยนี้ไม่ได้เพียงต้องการคำแนะนำหรือการบำบัด แต่ยังถูกเชื่อมเข้าสู่ระบบ prescription หรือ ระบบการสั่งยาโดยแพทย์ อย่างต่อเนื่อง

หลังการตีพิมพ์ DSM-5 เพียงไม่กี่ปี ยอดขายยากลุ่ม stimulant ในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก IQVIA และรายงานอุตสาหกรรมระบุว่าการใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ใหญ่เติบโตเร็วกว่ากลุ่มเด็กเสียอีก ช่วงเวลาไม่นาน DSM-5 จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังสือคู่มือแพทย์ แต่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดยา ที่เปลี่ยนประชากรนับล้านให้กลายเป็นผู้บริโภคถาวรของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์

ในขณะที่ DSM-5 เปิดตลาดใหม่ให้กับการวินิจฉัย Adult ADHD อีกกลุ่มหนึ่งของโรคที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง “ความทุกข์ที่อธิบายไม่ได้” ก็เริ่มได้รับการยอมรับในวงการแพทย์กระแสหลักมากขึ้น นั่นคือ Fibromyalgia ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรังทั่วร่างกาย รู้สึกเจ็บตามกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ร่วมกับความเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ และอารมณ์แปรปรวน สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการประมวลผลสัญญาณความเจ็บปวดของระบบประสาท พบมากในผู้หญิงวัยทำงาน และมักได้รับการรักษาด้วยยาแก้ปวด ยาต้านซึมเศร้า หรือยาคลายกังวล

และ Chronic Fatigue Syndrome (CFS/ME) ภาวะที่มีอาการเหนื่อยล้าเรื้อรังรุนแรง ไม่ดีขึ้นแม้พักผ่อน และมักกำเริบหลังใช้แรงกายหรือแรงสมอง ร่วมกับอาการอื่น เช่น ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ สมองล้า ความจำสั้น สาเหตุยังไม่แน่ชัดเช่นกัน

โรคทั้งสองถูกถกเถียงมาเนิ่นนานว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เพราะขาดตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่ใช้วัดหรือบอกสถานะของร่างกาย ว่าเกิดโรคอะไรขึ้นหรือการรักษาได้ผลแค่ไหน ที่ชัดเจนและอาการทับซ้อนกับโรคอื่น แต่ตลอดทศวรรษ 2010s หน่วยงานด้านสุขภาพอย่าง Centers for Disease Control and Prevention (CDC) และ National Institutes of Health (NIH) เริ่มให้การยอมรับอย่างเป็นทางการว่าผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการเรื้อรังที่ไม่สามารถอธิบายด้วยกรอบการวินิจฉัยเดิมได้

การยอมรับนี้เปิดช่องทางโดยตรงให้กับบริษัทยา เพราะ FDA ได้อนุมัติให้ยาหลายชนิดถูกใช้ในการรักษา fibromyalgia เช่น pregabalin (Lyrica), duloxetine (Cymbalta) และ milnacipran (Savella) ยาเหล่านี้ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อโรค fibromyalgia แต่เป็นการขยายข้อบ่งใช้จากยาที่มีอยู่แล้วให้ครอบคลุมผู้ป่วยกลุ่มใหม่ การขยับเช่นนี้สะท้อนรูปแบบการตลาดที่ไม่ต้องอาศัยนวัตกรรมโมเลกุลใหม่เสมอไป เพียงแต่ต้องได้การยอมรับว่ามี “โรค” ที่ต้องการการรักษา

สำหรับ Chronic Fatigue Syndrome แม้จะยังไม่มียาที่ได้รับการรับรองเฉพาะ แต่การยอมรับว่าผู้ป่วยมีอยู่จริงในระดับสถาบัน ทำให้การใช้ยาต้านซึมเศร้า ยาคลายกังวล และยากลุ่มเสริมพลังงานต่าง ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโรคโดยปริยาย ตลาดยาที่เกี่ยวข้องกับอาการของ CFS/ME จึงเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในมุมมองของแพทย์

ในแง่ fact รายงานของ CDC ประเมินว่ามีชาวอเมริกันหลายล้านคนที่เข้าข่าย fibromyalgia หรือ CFS/ME และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยทำงาน ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนภาระสุขภาพ แต่ยังบ่งชี้ถึงตลาดผู้บริโภคยาขนาดใหญ่ที่ถูกเปิดขึ้นในทศวรรษเดียว ยอดขายของ Lyrica จาก Pfizer ในช่วงต้นทศวรรษ 2010s แตะหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งยืนยันว่าการขยายข้อบ่งใช้สามารถสร้างรายได้มหาศาลแม้จะไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่จริง ๆ

ดังนั้น การยอมรับ fibromyalgia และ CFS/ME ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนมุมมองของวงการแพทย์ แต่ยังเป็นการเปลี่ยนภูมิทัศน์ของตลาดยาด้วย ทุกการนิยามโรคใหม่คือการเปิดประตูสู่ระบบการสั่งยาโดยแพทย์ใหม่ ๆ ที่จะไหลเข้าสู่ระบบการรักษา และทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นผู้บริโภคต่อเนื่องในทันที

เมื่อมองย้อนตลอดทศวรรษ 2010s จะเห็นเส้นทางเดียวกันที่ชัดเจน การปรับเกณฑ์การวินิจฉัยใน DSM-5 ทำให้ผู้ใหญ่นับล้านถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยสมาธิสั้นและต้องการการรักษาด้วยยา stimulant ขณะเดียวกันการยอมรับโรคที่เคยคลุมเครืออย่าง fibromyalgia และ chronic fatigue syndrome ก็ทำให้ยาที่มีอยู่แล้วถูกขยายข้อบ่งใช้และเข้าสู่ตลาดใหม่ทันที ทั้งหมดนี้คือการเพิ่มจำนวน “ผู้ป่วยที่มีสิทธิ์ได้รับยา” โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพานวัตกรรมโมเลกุลใหม่ แต่เพียงการเปลี่ยนคำจำกัดความของความเจ็บป่วย

ตัวเลขผู้ป่วยที่ CDC ประเมินสำหรับ fibromyalgia และ CFS/ME มีจำนวนหลายล้านคน ส่วน Adult ADHD ก็มีรายงานว่ากลุ่มผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังปี 2013 สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาสุขภาพ แต่ยังสะท้อนตลาดยาที่ขยายตัวพร้อมกัน ยอดขายของยากลุ่ม antidepressants, stimulants และ pain management เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางทศวรรษ ทั้งที่หลายตัวไม่ได้เป็นยาตัวใหม่ แต่คือยาที่ถูกขยายข้อบ่งใช้ไปสู่ประชากรกลุ่มใหม่

ในเชิง narrative นี่คือการเกิดขึ้นของสิ่งที่อาจเรียกว่า “ตลาดความเจ็บป่วย” คือการที่ความหมายของคำว่า “ป่วย” ถูกขยับกว้างขึ้นจนคนจำนวนมากที่เคยอยู่ในพื้นที่สีเทากลายเป็นผู้ป่วยที่ต้องการ การสั่งยาโดยแพทย์ การรักษาไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่ออาการ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจสุขภาพที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้แรงผลักดันของสิทธิบัตร การประกัน และการตีความใหม่ของความเจ็บป่วย

ทศวรรษ 2010s ไม่ได้เป็นยุคที่อุตสาหกรรมยาขยายเพียงผ่าน Obamacare หรือการ ยืดสิทธิบัตร (evergreening) เท่านั้น แต่ยังขยายผ่าน “การนิยามโรคใหม่” และ “การขยายเกณฑ์วินิจฉัย” ที่อุตสาหกรรมยามีรายได้เติบโตต่อเนื่อง แต่ยังเป็นยุคที่ชี้ชัดว่าการขยายตลาดสามารถทำได้โดยการสร้างกรอบนิยามใหม่ให้กับสิ่งที่เรียกว่า “โรค” และทุกโรคที่ถูกนิยามขึ้นมา ย่อมตามมาด้วยการบริโภคยาที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

อุตสาหกรรมยาในยุค 2010s จึงไม่ได้โตเพราะหาวิธีรักษาโรคใหม่ แต่เพราะสร้าง “ตลาดความเจ็บป่วย” ขึ้นมาโดยการเปลี่ยนคำจำกัดความของคำว่าโรค

#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #fromCUREtoCONTROL


Write a comment
No comments yet.