McGovern Files The American Appetite Episode 3: McGovern in Action
ช่วงปีสุดท้ายของคณะกรรมการ: การเปลี่ยนบทบาทจากความหิวโหยสู่โรคเรื้อรัง (1976-1977) McGovern เข้าสู่ช่วงท้ายของการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ Select Committee on Nutrition and Human Needs ที่เขาเป็นประธานมาตั้งแต่ปี 1969 ด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าเขากำลังก้าวสู่ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของอาชีพการเมือง
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่การแก้ปัญหาความหิวโหยในอเมริกา McGovern พบว่าปัญหาใหม่กำลังปรากฏชัด: โรคหัวใจ มะเร็ง และเบาหวาน กำลังฆ่าคนอเมริกันมากกว่าความหิวโหย และที่สำคัญคือ ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับอาหารที่คนอเมริกันกิน
ความท้าทายใหม่นี้ทำให้ McGovern รู้สึกตื่นเต้น นี่คือโอกาสที่จะแก้ปัญหาใหญ่อีกครั้ง - ไม่ใช่แค่ในอเมริกา แต่อาจจะเป็นทั้งโลก
การสร้างทีมงานสำหรับภารกิจใหม่
แทนที่จะยุติการทำงานของคณะกรรมการ McGovern ตัดสินใจขยายขอบเขตการทำงาน เขาเริ่มรวบรวมทีมงานใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพ
Marshall Matz ที่ปรึกษากฎหมาย (special counsel) ของคณะกรรมการ เป็นคนสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงาน ขณะที่ Alan Stone ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักของคณะกรรมการ
แต่บุคคลสำคัญที่สุดในการสร้างรายงานคือ Nick Mottern นักข่าวเก่าจากหนังสือพิมพ์ที่เปลี่ยนมาเป็นนักวิจัยนโยบาย Mottern มีประสบการณ์ในการเขียนเรื่องเกษตรและอาหาร และเขามีความสามารถพิเศษในการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาษาที่ประชาชนเข้าใจได้ สิ่งหนึ่งที่ในขณะนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก นั่นคือ เขาเป็น Seventh-Day Adventist vegetarian และมีความเชื่อว่าเนื้อแดงไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งส่งผลต่อแนวคิดในการลดเนื้อสัตว์ในแนวทางอาหาร แต่ปัจจุบัน เราอาจจะเห็นภาพเค้ารางอะไรบางอย่าง
McGovern มองเห็นศักยภาพของ Mottern ตั้งแต่แรก “Nick มีความสามารถในการเขียนที่หาคนเทียบได้ยาก และที่สำคัญคือเขาเข้าใจว่าเราต้องการทำอะไร” McGovern กล่าวกับ Marshall Matz ในการประชุมเตรียมการ
Mottern ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมเขียนรายงาน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำให้เขามีอิทธิพลอย่างมากต่อเนื้อหาและทิศทางของเอกสารสำคัญที่จะออกมา
Dr. Mark Hegsted จากมหาวิทยาลัย Harvard ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางโภชนาการหลัก Hegsted เป็นผู้เชื่อมั่นใน diet-heart hypothesis และเป็นแฟนตัวจริงของงานวิจัยของ Ancel Keys
ทีมงานนี้มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชน แต่พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่าความเชื่อมั่นของพวกเขาในวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่สมบูรณ์ กำลังจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบอย่างลึกซึ้ง
กระบวนการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ การสร้าง “Scientific Consensus”
หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของ McGovern คือการเลือกผู้เชี่ยวชาญที่จะมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการ กระบวนการนี้ดูเหมือนจะเป็นกลางและอิงวิทยาศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีอคติที่ชัดเจน
Mottern และ Hegsted ทำหน้าที่คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เกณฑ์ที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล: ชื่อเสียงทางวิชาการ ประสบการณ์การวิจัย และการได้รับการยอมรับจากชุมชนวิทยาศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัติ การคัดเลือกมีแนวโน้มไปในทิศทางหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญที่สนับสนุน diet-heart hypothesis ได้รับการเชิญมากกว่าผู้ที่มีความเห็นต่าง การประชุมแต่ละครั้งมีผู้เชี่ยวชาญสนับสนุน 3-4 คน ต่อผู้ที่มีความเห็นต่าง 1 คน
ผลงานของ Dr. Ancel Keys ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในคำให้การของ Dr. Mark Hegsted และผู้เชี่ยวชาญสายสนับสนุน diet-heart hypothesis งานวิจัย Seven Countries Study ของ Keys กลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการโต้แย้งเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างไขมันอิ่มตัวกับโรคหัวใจ
Dr. Mark Hegsted จากมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางโภชนาการหลักของคณะกรรมการ ได้นำเสนอหลักฐานจาก Seven Countries Study ของ Ancel Keys และงานวิจัยอื่นๆ ที่สนับสนุน diet-heart hypothesis ได้เวลาในการนำเสนอ 2 ชั่วโมงเต็ม และได้รับคำถามที่เป็นมิตรจาก McGovern
Dr. Jeremiah Stamler จากมหาวิทยาลัย Northwestern นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโซเดียมและความดันโลหิตสูง
Dr. Denis Burkitt ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นใยอาหาร นำเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญที่มีความเห็นต่าง เช่น Dr. George Mann จากมหาวิทยาลัย Vanderbilt ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับ diet-heart hypothesis ได้รับเวลาเพียง 45 นาที และต้องเผชิญกับคำถามที่ท้าทายจาก McGovern
Dr. Pete Ahrens จากมหาวิทยาลัย Rockefeller ซึ่งเป็นนักวิจัยไขมันชั้นนำ ได้รับการเชิญแต่ถูกจำกัดเวลาและต้องเผชิญกับการขัดจังหวะบ่อยครั้ง
Mottern แสดงความกังวลในบันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับความจำเป็นที่ต้องควบคุมการนำเสนอให้สอดคล้องกับข้อสรุปของคณะกรรมการ
McGovern เองไม่ได้เจตนาที่จะเอาเปรียบ แต่ความเชื่อมั่นของเขาใน “วิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน” ทำให้เขามองข้ามความซับซ้อนและความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ในการวิจัยโภชนาการ
การต่อสู้กับอุตสาหกรรมสามเสา เนื้อสัตว์ นม และไข่ เมื่อข่าวลือเรื่องทิศทางของรายงานแพร่กระจาย อุตสาหกรรมอาหารเริ่มเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง การต่อสู้เกิดขึ้นในสามแนวรบหลัก
แนวรบที่ 1 อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ National Cattlemen’s Beef Association เป็นผู้นำการต่อต้าน โดยส่ง Robert Peterson ประธานสมาคม มาหารือกับคณะกรรมการหลายครั้ง
National Cattlemen’s Beef Association เป็นผู้นำการต่อต้าน โดยส่ง Robert Peterson ประธานสมาคม มาหารือกับคณะกรรมการหลายครั้ง Peterson แสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า การแนะนำให้ลดการกินเนื้อสัตว์จะส่งผลกระทบต่อมาหากินของเกษตรกรล้านคน
McGovern ตอบสนองต่อความกังวลเหล่านี้ด้วยการเน้นย้ำว่า เป้าหมายของคณะกรรมการคือการปกป้องสุขภาพประชาชน ไม่ใช่การทำลายอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง
แต่ Peterson ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขานำข้อมูลทางเศรษฐกิจมาแสดงว่า หากคำแนะนำของคณะกรรมการเป็นจริง อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จะสูญเสียรายได้ปีละ 12 พันล้านดอลลาร์
แนวรบที่ 2 อุตสาหกรรมนม American Dairy Association ใช้ยุทธศาสตร์ที่แตกต่าง แทนที่จะต่อต้านตรงๆ พวกเขาเน้นที่ “ประโยชน์ของแคลเซียม” และ “ความจำเป็นของนมสำหรับเด็ก”
Dr. Charles Feldman จาก National Dairy Council นำเสนอการวิจัยที่แสดงว่า การลดการกินผลิตภัณฑ์นมอาจทำให้เด็กอเมริกันขาดแคลเซียม
McGovern ประทับใจในการนำเสนอนี้ และเขาเริ่มสงสัยว่าบางทีคำแนะนำเรื่องนมอาจต้องระมัดระวังมากกว่าที่คิด
แนวรบที่ 3 อุตสาหกรรมไข่ American Egg Board ใช้ยุทธศาสตร์ที่เฉียบคมที่สุด พวกเขาไม่ได้โต้แย้งเรื่องคอเลสเตอรอล แต่โจมตีความน่าเชื่อถือของการวิจัยที่เชื่อมโยงไข่กับโรคหัวใจ
Gordon Clayton จาก American Egg Board นำเสนอข้อมูลที่แสดงว่า การวิจัยส่วนใหญ่ที่ใช้คือการทดลองในสัตว์ ไม่ใช่มนุษย์ และหลักฐานในมนุษย์ยังไม่ชัดเจน
ที่สำคัญคือ Clayton นำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจที่แสดงว่า หากคำแนะนำของคณะกรรมการเป็นจริง เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่กว่า 150,000 ครอบครัวจะล้มละลาย
McGovern เผชิญหน้ากับแรงกดดันเหล่านี้ด้วยความมั่นใจ แต่เขาก็เริ่มรู้สึกถึงน้ำหนักของความรับผิดชอบ การตัดสินใจของเขาไม่ได้ส่งผลต่อแค่สุขภาพของประชาชน แต่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของคนนับล้าน
ก็เลยเกิดเป็นความซับซ้อนของการตัดสินใจ ระหว่างการเมืองกับวิทยาศาสตร์
การทำงานของคณะกรรมการเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากอุตสาหกรรมอาหาร องค์กรสุขภาพ และความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน
McGovern ต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในคณะกรรมการเองเมื่อสมาชิกบางคนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของการออกคำแนะนำทางโภชนาการในระดับชาติ ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สมบูรณ์
Senator Charles Percy จากอิลลินอยส์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับความรับผิดชอบของคณะกรรมการในการออกนโยบายที่ส่งผลต่อทั้งชาติ
Senator Robert Dole จากแคนซัส เน้นความสำคัญของความแน่ใจในหลักฐานก่อนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของคนอเมริกัน
แต่ McGovern มีความเชื่อมั่นแรงกล้าที่ว่า การรอคอยให้วิทยาศาสตร์สมบูรณ์แบบอาจทำให้คนอเมริกันล้านคนต้องเสียชีวิตจากโรคหัวใจและมะเร็งโดยไม่จำเป็น เขาเชื่อว่าการกระทำตอนนี้แม้จะมีความเสี่ยง ยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย
McGovern แสดงความเชื่อมั่นในการประชุมคณะกรรมการว่า การปฏิบัติการในปัจจุบันดีกว่าการรอคอยหลักฐานที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากผู้คนกำลังเสียชีวิตจากโรคที่อาจป้องกันได้
กระบวนการเขียนรายงานเป็นการทำงานที่เข้มข้นตลอดหลายเดือน Nick Mottern ทำหน้าที่เป็นนักเขียนหลัก โดยทำงานใกล้ชิดกับ Dr. Mark Hegsted และได้รับการกำกับดูแลจาก McGovern เอง
Mottern มีความสามารถพิเศษในการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาษาที่ประชาชนเข้าใจได้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องจัดการกับแรงกดดันทางการเมืองจากหลายฝ่าย
การเขียนแต่ละหัวข้อเป็นการต่อรองและประนีประนอม เมื่อ Mottern เขียนแรกเริ่มเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ว่า “คนอเมริกันควรลดการกินเนื้อสัตว์” McGovern แนะนำให้ปรับเป็น “คนอเมริกันควรเลือกเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย”
เมื่อ Mottern เขียนเกี่ยวกับไข่ว่า “ไข่เป็นแหล่งคอเลสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยง” Hegsted แนะนำให้ปรับเป็น “ควรจำกัดการกินไข่เป็น 3-4 ฟองต่อสัปดาห์”
แต่ละการปรับปรุงเป็นการสมดุลระหว่างความต้องการทางวิทยาศาสตร์ ความเป็นจริงทางการเมือง และความสามารถในการปฏิบัติของประชาชน
Mottern บันทึกความรู้สึกผสมปนเปกันระหว่างความท้าทายของการเขียนนโยบายที่ต้องสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์และการเมือง
เมื่อรายงานใกล้เสร็จสมบูรณ์ McGovern เริ่มเตรียมการสำหรับการเผยแพร่ที่เขาคาดหวังว่าจะเป็น “วันประวัติศาสตร์”
เขาวางแผนการแถลงข่าวอย่างพิถีพิถัน เลือกสถานที่ วันเวลา และรายชื่อนักข่าวที่จะเชิญมาร่วม เขาต้องการให้การเผยแพร่มีผลกระทบสูงสุด
Marshall Matz ทำหน้าที่ประสานงานกับสื่อมวลชน โดยส่งข้อมูลเบื้องต้นให้กับนักข่าวสุขภาพจากหนังสือพิมพ์หลักและเครือข่ายโทรทัศน์
McGovern ฝึกซ้อมการนำเสนอหลายครั้ง เขาต้องการแน่ใจว่าเขาสามารถอธิบายเนื้อหาได้อย่างชัดเจนและตอบคำถามที่ยากได้
ในการประชุมเตรียมการครั้งสุดท้าย McGovern แสดงความมั่นใจต่อทีมงานเกี่ยวกับผลกระทบที่รายงานจะมีต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนอเมริกันเรื่องอาหารและสุขภาพ
Nick Mottern แสดงความรู้สึกผสมปนเปกันระหว่างความภาคภูมิใจในงานที่ทำกับความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจตามมา
ค่ำคืนก่อนวันประวัติศาสตร์ ในคืนนั้นMcGovern นั่งอยู่ในออฟฟิศของเขาที่ Capitol Hill ด้วยความรู้สึกผสมปนเปกันระหว่างความตื่นเต้นและความรับผิดชอบ
เขามองไปที่เอกสาร “Dietary Goals for the United States” ฉบับสมบูรณ์ที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่บรรจุสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นกุญแจสำคัญสำหรับสุขภาพที่ดีกว่าของคนอเมริกัน
เขาเปิดไปที่หน้าสุดท้าย ซึ่งมีข้อความที่เขาเขียนเองไว้: “คณะกรรมการเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร”
McGovern ไม่รู้ว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า คำพูดของเขาจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลกเป็นเวลาหลายทศวรรษ
เขาไม่รู้ว่าความตั้งใจดีของเขาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ซับซ้อนและไม่คาดคิด สิ่งที่เขารู้คือ เขาได้ทำทุกอย่างที่เขาเชื่อว่าถูกต้องด้วยข้อมูลที่ดีที่สุดที่เขามี และพรุ่งนี้โลกจะได้เห็นผลลัพธ์
Episode 3 จบลงด้วย McGovern ที่เตรียมพร้อมสำหรับวันที่เขาเชื่อว่าจะเป็นจุดสูงสุดของอาชีพการเมืองของเขา วันที่เขาจะกลายเป็น “hero of public health” วันที่เขาจะช่วยชีวิตคนอเมริกันนับล้าน
แต่ประวัติศาสตร์มีแผนการอื่นสำหรับ George McGovern และสำหรับโลกที่เขากำลังจะเปลี่ยนแปลง
George McGovern ในช่วงต้นปี 1977 ไม่ได้เป็นนักการเมืองอีกต่อไป เขาเป็น missionary ที่มีอำนาจของรัฐบาล และความเชื่อมั่นที่ว่าเขารู้ดีกว่าทุกคนว่าอะไรดีสำหรับประชาชน นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาอันตรายที่สุด
#pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr #McGovernFiles
Write a comment