SMOKE & MIRRORS: The Tobacco Conspiracy Ep3 The Whistleblower เครือข่ายแห่งการหลอกลวงและการล่มสลายของจักรวรรดิยาสูบ (1990-2000)

ยังโชคดี ที่โลกเรายังมีกลุ่มคนที่นำข้อมูลออกมาเผยแพร่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
SMOKE & MIRRORS: The Tobacco Conspiracy
Ep3 The Whistleblower เครือข่ายแห่งการหลอกลวงและการล่มสลายของจักรวรรดิยาสูบ (1990-2000)

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมยาสูบดูเหมือนจะมีอำนาจสูงสุด การล็อบบี้ระดับโลกของพวกเขาสามารถบิดเบือนนโยบายสาธารณสุขได้อย่างไร้ขีดจำกัด เครือข่ายอิทธิพลขยายไปถึงรัฐสภา องค์กรสุขภาพ และแม้แต่องค์การสหประชาชาติ แต่ภายในจักรวรรดิที่ดูแกร่งกล้านี้ กำลังเกิดการแตกร้าวที่จะนำไปสู่การล่มสลายอย่างสิ้นเชิง

การตลาดบิดเบือนในยุคนี้ถึงขีดสุดของความโหดเหี้ยม บริษัทยาสูบไม่เพียงหลอกลวงผู้ใหญ่ แต่ยังเล็งเป้าไปที่เด็กและวัยรุ่นอย่างเป็นระบบ Joe Camel ตัวการ์ตูนอูฐสูบบุหรี่ที่ดูเหมือนไร้เดียงสา กลับเป็นหนึ่งในแคมเปญโฆษณาที่คิดคำนวณมาอย่างละเอียดเพื่อดึงดูดเด็กเข้าสู่โลกแห่งการเสพติด การศึกษาภายในของ RJ Reynolds เผยให้เห็นว่า Joe Camel สามารถสร้างการจดจำในหมู่เด็กอายุ 6 ขวบได้มากกว่า Mickey Mouse

คำว่า “Light” และ “Mild” ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางการตลาดที่ทรงพลัง ผู้บริโภคเชื่อว่าบุหรี่เหล่านี้ปลอดภัยกว่า แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เอกสารภายในเผยให้เห็นว่าบริษัทยาสูบรู้ดีว่าผู้คนจะสูบบุหรี่แรงขึ้นและมากขึ้นเพื่อให้ได้นิโคตินตามต้องการ ทำให้ได้รับสารพิษมากขึ้นแทนที่จะลดลง

การขยายตลาดสู่ประเทศกำลังพัฒนาเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่โหดเหี้ยม เมื่อตลาดในประเทศพัฒนาแล้วเริ่มหดตัว บริษัทยาสูบหันไปโฟกัสที่เอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ พวกเขาใช้อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อบีบบังคับรัฐบาลให้เปิดตลาด ขณะเดียวกันก็ใช้เงินจำนวนมหาศาลในการล็อบบี้เพื่อป้องกันกฎระเบียบด้านสุขภาพ

แต่ภายในอุตสาหกรรมนี้ มีนักวิจัยและผู้บริหารบางคนเริ่มไม่สามารถทนต่อการเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงได้อีกต่อไป พวกเขาเห็นข้อมูลที่ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองกำลังฆ่าคนเป็นล้าน แต่ต้องเงียบและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ความรู้สึกผิดนี้เริ่มสะสมและกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการต่อต้านจากภายใน

ในปี 1993 เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้เกิดขึ้น Dr. Jeffrey Wigand อดีตรองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Brown & Williamson ได้ถูกไล่ออกจากงานหลังจากที่เขาเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายของบริษัท Wigand ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นนักเคมีและนักชีวเคมีที่มีประสบการณ์ยาวนาน รู้เบื้องหลังการผลิตบุหรี่และการจัดการนิโคตินแบบละเอียด

สิ่งที่ Wigand รู้นั้นน่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง เขารู้ว่าบริษัทของเขาไม่เพียงรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ แต่ยังจงใจเพิ่มสารเสพติดและใส่สารเคมีที่เป็นอันตรายเพิ่มเติม เขารู้ว่าผู้บริหารระดับสูงโกหกในการให้การต่อหน้าสภาคองเกรส และที่สำคัญที่สุด เขารู้ว่าบริษัทเป็น “ธุรกิจจัดส่งนิโคติน” ดังที่เขาจะเปิดเผยต่อไปในภายหลัง

การตัดสินใจของ Wigand ที่จะออกมาเปิดเผยความจริงไม่ใช่เรื่องง่าย เขารู้ดีว่าจะต้องเผชิญกับการฟ้องร้องและการข่มขู่ บริษัทยาสูบมีประวัติในการทำลายชีวิตของใครก็ตามที่กล้าออกมาต่อต้าน แต่ในที่สุด มโนธรรมได้เอาชนะความกลัว ในปี 1995 Wigand ได้ให้การเป็นพยานในคดีที่ Mississippi กำลังฟ้องบริษัทยาสูบเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐ

การให้การของ Wigand เป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ทำลายกำแพงแห่งการเงียบขรึม เขาเปิดเผยว่า บริษัทยาสูบจงใจปรับแต่งนิโคตินเพื่อเพิ่มความเสพติด และรู้ดีว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาทำให้เกิดมะเร็งและโรคต่างๆ แต่ยังคงปกปิดข้อมูลเหล่านี้จากประชาชน

ประเด็นที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือการเปิดเผยเกี่ยวกับการตลาดที่เล็งเป้าไปที่เด็ก Wigand ยืนยันว่าอุตสาหกรรมยาสูบรู้ดีว่าลูกค้าส่วนใหญ่เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่วัยรุ่น และพวกเขาจงใจสร้างแคมเปญเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายนี้ การศึกษาภายในแสดงให้เห็นว่าหากคนไม่เริ่มสูบบุหรี่ก่อนอายุ 21 ปี โอกาสที่จะเริ่มสูบในภายหลังจะลดลงอย่างมาก

การปรากฏตัวของ Wigand ในรายการ “60 Minutes” ของ CBS ที่เมื่อได้อัดเทปไปแล้วแต่ถูก CBS เลื่อนการออกอากาศไปจนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1996 เนื่องจากแรงกดดันทางกฎหมายจากบริษัทแม่ (Westinghouse) ที่กลัวจะโดนฟ้องละเมิดข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA) ถ่ายทำ / สัมภาษณ์จริง 1995 ออกอากาศจริง 4 กุมภาพันธ์ 1996 ในวงการข่าวถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนปัญหาการเซ็นเซอร์โดยองค์กรสื่อ ซึ่งต่อมาถูกเล่าผ่านหนังดัง The Insider (1999) นำแสดงโดย Russell Crowe รับบท Wigand และ Al Pacino รับบท Lowell Bergman ผู้ผลิตรายการ 60 Minutes นั่นเอง

https://youtu.be/1_-Vu8LrUDk?si=cc_6qCWI44oT3bKy

เมื่อรายการออกอากาศไปก็ได้สร้างคลื่นสะเทือนทั่วสหรัฐอเมริกา ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยาสูบออกมาเปิดเผยความจริงโดยตรง การให้สัมภาษณ์นี้ไม่เพียงทำลายภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายนับล้านคนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

Brown & Williamson ไม่ได้นิ่งดูดาย พวกเขาใช้กองทัพทนายความโจมตี Wigand อย่างไร้ความปรานี ฟ้องเขาในข้อหาผิดสัญญาการไม่เปิดเผยความลับ ขุดคุ้ยอดีตส่วนตัว และพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเขา แต่ยิ่งทำเท่าไหร่ ยิ่งทำให้สาธารณชนเห็นความจริงมากขึ้น

คดีความที่ตามมาเป็นจุดจบของการครอบงำอุตสาหกรรมยาสูบ เริ่มต้นจากคดีของ Mississippi ที่ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ตามด้วยรัฐอื่นๆ ที่ร่วมฟ้องในลักษณะเดียวกัน เอกสารภายในที่ถูกเปิดเผยในระหว่างการดำเนินคดีทำให้เห็นขอบเขตที่แท้จริงของการหลอกลวง

การเปิดเผยเอกสารเหล่านี้เผยให้เห็นว่าบริษัทยาสูบไม่เพียงรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ แต่ยังมีแผนการอย่างชัดเจนในการปกปิดข้อมูลและหลอกลวงประชาชน เอกสารบางฉบับแสดงให้เห็นว่ามีการทำลายหลักฐานอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเผาเอกสารและการย้ายห้องปฏิบัติการวิจัยไปประเทศอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ในปี 1998 Master Settlement Agreement ได้ถูกลงนามระหว่างบริษัทยาสูบ 4 ใหญ่และรัฐต่างๆ เป็นการตกลงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คดีแพ่งของสหรัฐอเมริกา

ตามข้อตกลงนี้ บริษัทยาสูบต้องจ่ายเงินค่าเสียหายประมาณ 206 พันล้านดอลลาร์ และเงินสนับสนุนแคมเปญต่อต้านการสูบบุหรี่ 1.5 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ พวกเขายังต้องเปิดเผยเอกสารที่เคยเป็นความลับและเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การตลาดอย่างมาก

การห้ามการตลาดที่เล็งเป้าไปที่เด็กเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด Joe Camel ถูกยกเลิกอย่างถาวร การโฆษณาในสถานที่ที่เด็กเข้าถึงได้ถูกห้าม และการให้สปอนเซอร์กิจกรรมกีฬาและคอนเสิร์ตก็ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด

แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ การศึกษาระบุว่าในช่วงศตวรรษที่ 20 มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว การสูบบุหรี่ฆ่าคนเฉลี่ย 480,000 คนต่อปี มากกว่าการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ อาชญากรรม เอชไอวี ยาเสพติด และแอลกอฮอล์รวมกัน

ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจก็เป็นตัวเลขที่น่าขนลุก ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เกิดจากการสูบบุหรี่มีมูลค่าเกิน 300 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ยังไม่รวมถึงการสูญเสียผลิตภาพจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิต

เรื่องราวของ Jeffrey Wigand และการล่มสลายของอุตสาหกรรมยาสูบเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของความจริงและความกล้าหาญของบุคคลหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าการหลอกลวงในระดับนี้ไม่ใช่เรื่องของอดีต

รูปแบบของการหลอกลวงที่อุตสาหกรรมยาสูบใช้ได้ถูกนำไปใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายอุตสาหกรรม Sugar Research Foundation ใช้กลยุทธ์เดียวกันในการซ่อนความเชื่อมโยงระหว่างน้ำตาลกับโรคหัวใจ โดยจ้างนักวิจัยบางคนให้ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจไปยังไขมันแทน Ancel Keys นักวิจัยที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างทฤษฎีเรื่องไขมันอิ่มตัว ซึ่งภายหลังถูกใช้สนับสนุนโดยอุตสาหกรรมน้ำตาล จนสร้างผลกระทบที่ยังคงมีอิทธิพลต่อคำแนะนำด้านโภชนาการจนถึงปัจจุบัน

ปิรามิดอาหารที่เราเคยเรียนรู้ในโรงเรียนก็ถูกวิจารณ์ในภายหลังว่าเป็นผลจากการล็อบบี้ของอุตสาหกรรมธัญพืชที่ต้องการให้คนกินคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น ไม่ใช่คำแนะนำที่เกิดจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นกลาง

ในปัจจุบัน เราเห็นรูปแบบเดียวกันนี้ในหลายอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเทคโนโลยีใช้กลยุทธ์การสร้างความสงสัยในเรื่องผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิต อุตสาหกรรมพลาสติกทำเช่นเดียวกันกับเรื่องมลพิษทางสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมยาใช้วิธีการคล้ายคลึงกันในการปกปิดผลข้างเคียงของยาบางชนิด

สิ่งที่น่าวิตกมากที่สุดคือการที่สาธารณชนยังคงตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์เดิมๆ เหล่านี้ แม้จะมีประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนแล้วก็ตาม การสร้างความสงสัยต่อวิทยาศาสตร์ การจ้างผู้เชี่ยวชาญปลอม การใช้คำศัพท์ที่ทำให้เข้าใจผิด และการโจมตีผู้ที่กล้าเปิดเผยความจริง ยังคงเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ผลในการปกป้องผลกำไรขององค์กรต่างๆ

บทเรียนจากเรื่องราวของ Jeffrey Wigand คือการที่ความจริงอาจจะใช้เวลานาน แต่ในที่สุดก็จะชนะเสมอ แต่ในช่วงเวลาที่ความจริงยังไม่ได้รับการเปิดเผย ผู้คนนับล้านจะต้องจ่ายราคาด้วยสุขภาพและชีวิตของพวกเขา ดังนั้นหน้าที่ของเราในฐานะผู้บริโภคและพลเมืองคือการมีความรู้ ตั้งคำถาม และไม่หลงเชื่อข้อมูลที่มาจากผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

การต่อสู้กับการหลอกลวงของอุตสาหกรรมยาสูบอาจจะจบลงแล้ว แต่สงครามกับการบิดเบือนข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้ายังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบใหม่ๆ ทุกวันนี้ ความกล้าหาญของคนเช่น Jeffrey Wigand จึงยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่เห็นความจริงและพร้อมที่จะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อปกป้องคนอื่น เพราะในที่สุดแล้ว ความจริงคือสิ่งเดียวที่สามารถทำลายกำแพงแห่งการหลอกลวงได้

เราก็ย้อนมาทำความเข้าใจต้นแบบของการครอบงำวิจัยเพื่อการตลาดกันพอสมควรแล้ว ต่อไปเราก็จะมาดำเนินเรื่องราวต่อจากที่ค้างเอาไว้กัน เมื่อพื้นฐานอาหารของโลก เริ่มมีทิศทางที่เห็นอะไรได้มากขึ้น คำถามคือ อะไรทำให้การครองโลกของอาหารนั้นยาวนานมาจนทุกวันนี้

#smokeandmirrors #TheTobaccoConspiracy #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr


Write a comment
No comments yet.