Lunch หายไปไหน?

ในแพคของ Ration มีแค่ Breakfast Dinner Supper แล้ว Lunch หายไปไหน?
Lunch หายไปไหน?

เมื่อมีคำถามมาครับว่า “กล่องอาหารทหารในยุคสงครามโลกมีสามกล่องทำไมชื่อ Breakfast, Dinner, Supper” แล้ว… “แล้ว lunch ไปไหน?”

ขอบคุณเพื่อนๆที่ถามมาครับ มันแสดงว่าพวกคุณ “อ่าน” ผมโคตรดีใจเลย และนี่คือการ “ถาม” จากการอ่านแล้วสงสัย

คุณเริ่มมีการเรียนรู้ที่เป็นระบบแล้ว ดีกว่าอยู่ดีๆมาถามเลยว่า คอเลสเตอรอล ดียังไงแบบไม่สืบค้นมาก่อนเยอะเลย

ผมใช้เวลาช่วงเช้านั่งเขียนบทความนี้ให้แบบ เต็มที่เลยกับคำถามจากการอ่านแล้วสงสัย

เอางี้ครับ เรามาตั้งคำถามเนอะ มันหายไปจริงไหม? หรือเราแค่เข้าใจผิดว่า “Dinner = เย็น” มาตลอด?

ย้อนกลับไปครับ ในโลกยุคก่อนเมืองจะมีแสงไฟฟ้า ในยุคกลาง คนทั่วไปกินอาหารกันแค่ 2 มื้อ มื้อเช้า (Breakfast) กินก่อนเริ่มงานหนัก มื้อใหญ่ตอนเที่ยง (Dinner) กินเมื่อพระอาทิตย์อยู่กลางฟ้า ส่วนตอนเย็นไม่มีมื้อหนัก มีแค่ Supper เบาๆ หรือไม่ก็ไม่มีเลย เพราะแสงไฟตอนเย็นเป็นเรื่องยากมากครับ

ตามพจนานุกรม Oxford English Dictionary บอกไว้ว่า

“Dinner” = the main meal of the day, formerly taken in the early afternoon

นั่นแปลว่าเมื่อก่อน

Breakfast คือมื้อแรกของวันหลังจากการฟาส หรือ อดมาทั้งคืน Dinner คือมื้อใหญ่ช่วงกลางวัน Supper คือมื้อเบาๆ ยามค่ำ

นั่นคือเหตุผลที่ K‑ration แบ่งสามกล่องครับ

ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ พัฒนากล่องอาหารชื่อว่า K-ration ประกอบด้วย 3 กล่อง Breakfast Unit Dinner Unit Supper Unit

ที่น่าสนใจคือ… Dinner Unit นั่นแหละที่เคยเป็น “มื้อเที่ยง” จริงๆ ในบริบทของยุคนั้น

เอกสารของกองทัพเองก็ระบุไว้ว่า

“The dinner unit is the most substantial of the three.” — U.S. Army Quartermaster Report, 1943

นั่นเพราะมื้อ “Dinner” ยังคงถูกมองว่าเป็น “มื้อหลักตอนกลางวัน” ณ ช่วงเวลานั้น

ทีนี้เราควรสงสัยแล้วว่า lunch คืออะไร? คำว่า “lunch” (มื้อกลางวัน) เคยใช้หมายถึง “hunk” หรือ “thick piece” ของอาหารตั้งแต่ปี 1570–1590 (คำว่า Lunch เดิมทีไม่ได้หมายถึง “มื้ออาหาร” แบบเราคิดกันวันนี้ มันหมายถึงอะไรที่ “หยิบกินได้เร็ว” หรือ “ชิ้นใหญ่ของอาหาร” เช่น “lunch of bacon”) บันทึกเก่าๆ ในปี 1591 มีการใช้คำว่า lunch ในความหมายนี้เป็นครั้งแรก ก่อนที่มันจะขยายความหมายออกไปเรื่อยๆ จนเข้ามาสู่ภาษาอังกฤษแบบจริงจังในศตวรรษที่ 17

จริงๆ แล้ว Lunch เกิดจากคำเต็มว่า Luncheon ปรากฏในคริสต์ศตวรรษที่ 1650–1610 หมายถึง “light repast between mealtimes” ซึ่งมาจากคำอังกฤษเก่า “nuncheon” ที่แปลตรงๆ ว่า “ของกินเล่นยามเที่ยง” (nun + schench หรือ noon + schench = noon drink) หรือ “light midday snack”

Nuncheon คือ snack ประเภทขนมปัง เนย นม หรือเบียร์เล็กๆ ที่กินเพื่อประทังหิวก่อนมื้อเย็นจะมาถึง

ก่อนปี ~1750 “lunch” ยังถือเป็น “snack” หรืออาหารว่างกลางวัน ไม่ใช่มื้อจำกัดเวลา

ในต้นศตวรรษที่ 19 (ราวปี 1820–1830) คำว่า “lunch” เริ่มใช้ในความหมายของ “มื้อกลางวัน” อย่างชัดเจน (ที่นั่งกินจริง ไม่ใช่แค่ขนม)

คำว่า Lunch เริ่มเปลี่ยนสถานะเมื่อสังคมเริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ผู้คนทำงานเป็นกะ หยุดพักเที่ยงอย่างมีเวลาชัดเจน การกินระหว่างวันจึงกลายเป็น “ระบบ” มากขึ้น

แต่เมื่อสังคมเปลี่ยน ระบบโรงงาน โรงเรียน และชีวิตในเมืองเริ่มยึดเวลาชัดเจน ช่วงประมาณปี 1850 เมื่อสังคมเริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ผู้คนทำงานเป็นกะ หยุดพักเที่ยงอย่างมีเวลาชัดเจน เริ่มมีการจัดมื้อกลางวันเป็นเวลาเฉพาะ (เที่ยงถึงบ่ายโมง) โดยเฉพาะในโรงงานหรือออฟฟิศ ต้องรีดเวลาจากคนงาน/พนักงาน ให้มากที่สุด จึงตั้งระบบอาหารกลางวันว่าต้องกินพร้อมกันเพื่อรีบมาเข้างานพร้อมกัน จะได้ผลผลิตให้มากที่สุด การกินระหว่างวันจึงกลายเป็น “ระบบ”

ระบบ fiat ก็ “ปรับพฤติกรรมมื้ออาหาร” ให้โลกนี้อีกรอบ ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 “lunch” กลายเป็นมื้อมาตรฐานสำหรับคนในเมือง

ตั้งแต่ช่วงปี 1820–1850 คำว่า Lunch จึงกลายเป็น “meal at noon” อย่างเป็นทางการ

โรงเรียนเริ่มมี “พักเที่ยง” โรงงานเริ่ม “ตอกบัตรกินข้าว” Lunch กลายเป็นชื่อที่ทุกคนเข้าใจ

“Lunch” จึงกลายเป็นอาหารจานมื้อกลางวัน หรือพูดง่ายๆคือ snack ที่จริงจังขึ้นเรื่อยๆ “Dinner” ค่อยๆ เลื่อนมาอยู่ช่วงเย็นและความเคยชินว่า dinner ต้องเป็นมื้อหนัก ก็ดันตามมาด้วย แล้ว supper ก็หายไป

Merriam-Webster Dictionary ให้ข้อมูลว่า

“Dinner” has historically meant the main meal of the day, which was often eaten at midday

เหมือนกับคำว่า “รถยนต์” ที่เคยเรียกว่า “รถม้าไม่มีม้า” หรือ “โทรศัพท์” ที่เคยแปลว่าเครื่องพูดไกล คำว่า “Dinner” ก็เปลี่ยนตามสภาพสังคมเช่นกัน

ในบ้านคนอังกฤษชนบท หรือบางรัฐในอเมริกาใต้ “Dinner” ยังหมายถึง มื้อกลางวันใหญ่ๆ อยู่เลย ส่วน “Supper” คืออาหารเย็นเบาๆ

แล้วทำไมกองทัพยังใช้ศัพท์เก่า

คำตอบง่ายมาก เพราะมัน สื่อสารง่ายในยุคนั้นครับ ทุกคนยังเข้าใจว่า Dinner Unit คือ “มื้อใหญ่ตอนกลางวัน” การใช้คำ Lunch ในฉลากอาจจะทำให้ทหารบางคนสับสนว่าเป็น snack มากกว่ามื้อหลัก

กล่องอาหารสามมื้อของทหารในอดีตจึงเป็นหลักฐานทางภาษาชั้นยอด ว่าศัพท์ที่เราคุ้นในวันนี้ อาจไม่ใช่ความหมายเดียวกับวันวาน

“Dinner” ที่เคยอยู่กลางวัน ถูก “Lunch” เบียดลงมา และ “Supper” ค่อยๆ หายไปจากโต๊ะอาหารของโลกเมือง

ศัพท์เหล่านี้สะท้อนความเปลี่ยนของวิถีชีวิต ไม่ได้แปลว่าเขาออกแบบ ration ผิด ถ้าเราเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์ จะเห็นว่าสิ่งที่ “หายไป”

น่าจะเป็น ธรรมชาติของการกินที่ถูกปรับเข้าคอก ตาม “ระบบ fiat” ที่บอกเราว่า กินแบบนี้ถึงจะดี…

ดีต่อการปั้มเงินเข้าระบบ

สัปดาห์หน้า คงจะอ่านบท “The Keys Effect” ได้สนุกกันยิ่งขึ้นแล้วสิครับ

#กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr


Write a comment
No comments yet.