ทำไมต้องบิทคอยน์ ? (Why bitcoin ?)

ทำไมต้องบิทคอยน์ ? (Why bitcoin ?) แบบสั้น ๆ ง่าย ๆ ตามความเข้าใจของผู้เขียนครับ
ทำไมต้องบิทคอยน์ ? (Why bitcoin ?)

… ก่อนอื่นอยากให้ท่านผู้อ่านลองถามตัวเองก่อนว่า “เราเคยรู้มั้ยว่าเงิน คืออะไร ?” จากนั้นลองเปิดใจอ่านเนื้อหาที่ผม(พยายามสรุปแบบสั้น ๆ)แล้วค่อย ๆ คิดตามนะครับ แล้วถ้ามีจุดใดจุดหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยสามารถที่จะลอง Discuss กันได้เลย

.

ถ้าย้อนไปในช่วงเวลาที่ไกลจากตอนนี้มาก ๆ ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นคนจับปลาเก่ง เราจะกินปลาทุกวันมั้ย? สมมุติว่ามีเพื่อนเราที่เค้าปลูกข้าว …เราก็คงอยากกินข้าวกับปลาใช่มั้ย ? เราก็จะนำปลาที่เราจับได้ไปแลกกับข้าวสารที่เพื่อนเราปลูก ถึงตอนนี้ทั้งเราและเพื่อนก็จะมีทั้งปลาและข้าวสาร ความเป็นอยู่ก็น่าจะดีขึ้นเนาะ –> แบบนี้เราเรียกว่าการยื่นหมูยื่นแมว หรือการแลกเปลี่ยนกันโดยตรง (Barter)

… แต่!! ถ้าเรามีสิ่งของที่อีกคนนึงไม่ได้อยากได้ หรือเราไม่ได้อยากได้สิ่งที่คนอื่นนำมาแลกเราล่ะ ? เช่น เราตัดไม้เก่งมากเลย เราสามารถนำไม้มาแปรรูปเป็นโต๊ะ เก้าอี้ หรือเอาไปสร้างบ้านได้ทั้งหลัง แล้วเราจะเอาไม้ไปแลกกับข้าวสารของเพื่อน แต่!! เพื่อนเราไม่ได้อยากได้ไม้ เค้ามีบ้านอยู่แล้วพร้อมมีโต๊ะเก้าอี้เต็มบ้านเลย … สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ … เราก็อาจจะแลกไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องใช้ไม้จำนวนมากเพื่อแลกกับข้าวสารไม่กี่กระป๋อง (ตามหลักของอุปสงค์/อุปทาน) แล้วเราจะทำไงดีล่ะ ?

… ดังนั้น สังคมจึงได้สร้างสิ่งที่เป็นตัวกลางสำหรับแลกเปลี่ยนขึ้นมาที่เรียกว่า “เงิน” ซึ่งเงินคือ “อะไรก็ได้” เน้นย้ำตรงนี้ว่า “อะไรก็ได้!!!” ที่ทุกคนในสังคมยอมรับว่ามันมีมูลค่า (Value) โดยพิจารณาจากความหายาก, การมีจำนวนจำกัด, ผลิตเองไม่ได้ เช่น เมื่อก่อนสังคมไทย สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ เคยใช้ “หอยเบี้ย” เป็นเงิน เพราะ การได้หอยเบี้ยต้องมาจากเรือ ของพ่อค้าต่างชาติที่เข้ามาเท่านั้น ทำให้จำนวนหอยเบี้ยในไทยมีจำนวนจำกัด และไม่สามารถผลิตเองได้ >>> เมื่อเรามีตัวกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนแล้ว ระบบเศรษฐกิจในสังคมก็จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทุกคนจะทำสิ่งที่ตนเองถนัด ใครใคร่จับปลา จับ! ใครใคร่ปลูกผัก ปลูก! สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือผลผลิตมวลรวมของสังคมหรือการสร้าง Productivity ให้เกิดขึ้นในสังคม

.

ถ้าลองมองไปนอกประเทศไทยเราบ้าง ก็จะเห็นว่าในแต่ละสังคมก็จะมีตัวกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกันไป … แต่!!! มีสิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุด และคนทุกคนยอมรับว่ามันมีมูลค่าก็คือ “ทองคำ” เนื่องจากทองคำนั้นเป็นธาตุที่มีความบริสุทธิ์ เป็นธาตุที่ไม่ทำปฏิกิริยากับสารละลายหรือธาตุอื่น ๆ อีกทั้งมีความถ่วงจำเพาะที่สามารถพิสูจน์ความแท้จริงของทองคำได้ และการได้มาซึ่งทองคำนั้นต้องใช้พลังงานและแรงงานจำนวนมากในการทำเหมือง ทั้งนี้ไม่ได้มีใครไปบอกว่าต้องใช้ “ทองคำเป็นตัวกลาง” ในการแลกเปลี่ยน แต่สังคมใดที่ใช้ทองคำเป็นตัวกลางนั้นจะมีการพัฒนามากกว่าสังคมที่ไม่ได้ใช้ทองคำ โลกนี้จึงนำไปสู่ยุคของการใช้ทองคำเป็นเงิน

… แต่ว่าการจะถือทองคำแท่ง หรือก้อนทองคำที่ไม่สามารถแบ่งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ง่ายในการจับจ่ายซื้อของก็ไม่ใช่เรื่อง มนุษย์ก็เลยได้คิดค้นแนวทางการใช้ทองคำเป็นเงินที่ง่ายมากขึ้น คือ การทำเป็นเหรียญทองคำ และยังมีการเพิ่มเหรียญเงิน เหรียญทองแดงอีกด้วย จากนั้นกำหนดมูลค่าให้แต่ละเหรียญเพื่อให้สะดวกในการใช้งาน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าไปเดินตลาดแล้วต้องการซื้อปลาสักตัว เราก็เลือกที่จะใช้เหรียญเงินหรือเหรียญทองแดง แต่ถ้าต้องการซื้อบ้านสักหลัง อาจจะต้องเลือกใช้เหรียญทองคำเป็นต้น

… แรก ๆ การใช้จ่ายเงินด้วยเหรียญทองคำในสังคมก็ยังคงต้องมีการยืนยันความถูกต้อง ความแท้จริงของทองคำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและมีการผลิตเหรียญขึ้นมาแทน ซึ่งจะมีการปั้มตรากษัตริย์ของสังคมนั้น ๆ ลงไปบนเหรียญ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าสามารถใช้เป็นเงินได้โดยง่าย ไม่ต้องมีการพิสูจน์ใดๆ เพิ่มเติมอีก

.

สุดท้าย เมื่อตัวกลางใด ๆ ก็ตามมีการเพิ่มปริมาณมากขึ้น เช่น วันดีคืนดีเทคโนโลยีก้าวกระโดด สามารถจับหอยเบี้ย กลางมหาสมุทรได้ปริมาณมาก สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ หอยเบี้ยเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้เป็นเงินในสังคม และสุดท้ายมูลค่าของหอยเบี้ยก็จะลดลง ๆ (หรือเรียกว่าเงินเฟ้อ) จนกระทั่งไม่สามารถรักษามูลค่าได้อีกต่อไป สังคมก็จะต้องหาสิ่งใหม่ที่นำมาใช้เป็นเงินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

.

เมื่อวันที่โลกได้รู้จัก “เหรียญทองคำ - Gold Coin” ก็มาถึง … Gold Coin ถูกนำมาใช้เป็นระบบการเงินหลักของโลก (International monetary system) ในยุคสมัยของ King Croesus of Lydia (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี) ตั้งแต่ประมาณ 2,700 ปีก่อนนู้น (700 BC) ซึ่งชนชาติใดที่นำเหรียญทองมาใช้แลกเปลี่ยนสินค้ากันจะเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด และนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้มากกว่าชนชาติที่ไม่ใช้ทองคำ

… โดยเหรียญทองคำยุคดั้งเดิมนั้นสร้างมาจากโลหะที่เรียกว่า “Electrum” คือ ประกอบด้วยแร่เงิน 44% และแร่ทองคำ 56% ,,, ในช่วงแรก ๆ ประชาชนก็คงมีการพิสูจน์ความแท้จริงของเหรียญตามปกติ แต่พอใช้งานไปสักระยะหนึ่ง (ประมาณ 100 ปี) ผู้คนก็เริ่มไว้ใจในผู้ปกครอง และไม่มีการพิสูจน์เหรียญทองคำนั้นอีกเลย (โดยที่เหรียญจะประทับตราสัญลักษณ์ของกษัตริย์ที่ปกครอง)

… วิธีการที่ชนชั้นปกครองทำหลังจากนั้นคือ “การผลิตเหรียญทองคำเพิ่ม” ด้วยวิธีการเรียกเก็บภาษีที่เป็นเหรียญทองคำจากประชาชน และนำไปหลอมละลายสร้างเป็นเหรียญใหม่ออกมา โดยได้เพิ่มโลหะที่ด้อยมูลค่าเข้าไปเรื่อย ๆ ทำให้ปริมาณเหรียญทองคำถูกส่งกลับเข้าระบบการเงินมีปริมาณเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย (ก่อนจักรวรรดิล่มสลาย เหรียญทองคำมีส่วนผสมที่เป็น “ทองคำ” จริงๆ ไม่ถึง 5%) ซึ่งนี่เองคือ “จุดเริ่มต้น” ของการแอบลดมูลค่าของเงินประชาชน โดยผู้ที่มีอำนาจการผลิตเงิน

.

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อยากให้ลองถามตัวเองดูสัก 2-3 ข้อนะ

  1. ถ้าเราเป็นประชาชนคนชั้นกลาง เคยสังเกตมั้ยว่าทำไมหลับหูหลับตาทำงาน แบบ nine-to-five หรือบางคนออกจากบ้านตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น กลับถึงบ้านพระอาทิตย์ก็ตกแล้ว ,, ถ้ามีครอบครัวมีลูกก็ไม่เคยได้มีเวลาพาลูกวิ่งเล่นหน้าบ้านยามเย็น ,,, เมื่อกลับถึงบ้าน(หรือบ้านเช่า)ก็เหนื่อยล้าเต็มทนต้องนอนหลับพักผ่อน ตื่นเช้าขี้นมาก็จะพบเจอวัฎจักรเดิม ๆ อีก ,, คนบางคนถึงแม้จะขยันทำงานขนาดนี้แต่ก็ไม่เคยมีเงินเก็บที่เพียงพอให้เกษียณตัวเองสักที นี่ยังไม่ได้พูดถึงคนชนชั้นแรงงานที่ได้รับค่าแรงวันละ 300 บาท แต่ต้องซื้อข้าวกินมื้อละ 40-50 บาท เรียกได้ว่าอยู่ไปวันๆ ไม่มีโอกาสให้เค้าได้สร้างเนื้อสร้างตัวเลย

  2. ทำไมสถาบันครอบครัวสมัยรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเรา บางครอบครัวมีลูกเป็นสิบคน และมีหัวหน้าครอบครัว(พ่อ)ทำงานเพียงคนเดียว แต่สามารถส่งลูก ๆ เรียนได้ทุกคน ดูแลครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่ลองมองครอบครัวปัจจุบันที่มีลูกเพียงคนเดียวก็แทบไม่มีปัญญาเลี้ยงแล้ว

และ 3. เคยคิดมั้ยว่าเราควรต้องมีเงินบาทเก็บเท่าไหร่ถึงจะสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้ (เราเรียกความมั่งคั่งหรือทรัพย์สมบัติที่ส่งต่อให้ลูกหลานว่า Generational Wealth) ,, ปู่ย่าตายายของเราอาจจะทำงานแทบตายสะสมเงินได้หลักแสนหลักล้านบาท หวังว่าลูกหลานจะสบาย ,,, แต่ลองดูทุกวันนี้เงินแสนเงินล้านแทบจะทำอะไรไม่ได้ ,, ดังนั้น สิ่งที่จะสามารถส่งต่อให้กับลูกหลานได้มีเพียง “ที่ดิน” “ทองคำ” และ “บิตคอยน์” ส่วนของที่ดินนั้นยากมากที่จะหามาครอบครอง, ทองคำก็สามารถหามาครอบครองได้ แต่สุดท้ายก็ต้องมีวิธีการเก็บรักษาดี ๆ และสินทรัพย์น้องใหม่สุดคือ “บิตคอยน์” ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ที่จะเข้าใจมัน และหากเข้าใจแล้วก็พร้อมที่จะให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย ๆ (ในอนาคตเมื่อ CBDC activated แล้ว อาจจะซื้อไม่ได้อีกเลย 5555) ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีความรู้มาก ๆ ในการเก็บ

.

ปล.1 วิชาที่ไม่เคยสอนในโรงเรียนแต่ต้องมาเจอในชีวิตจริง คือ “การบริหารทางการเงิน” ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเป็นเหมือนกัน คือ “ของมันต้องมี” “กับดักผ่อน 0%” หรือใช้บัตรเครดิตแล้วจ่ายขั้นต่ำ ซึ่งบอกเลยว่าไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอก หรือใครสามารถเข้าใจระบบการเงินของโลกได้ก่อนก็จะได้พบกับความจริงและตื่นขึ้นก่อน และมีหนทางเอาตัวรอดจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก่อน

ปล.2 ส่งท้ายนิดนึงว่า ถ้าเราเชื่อว่ากฏแห่งกรรม “ทำดีได้ดี..ทำชั่วได้ชั่ว” หรือกฎทางคณิตศาสตร์ “1+1=2” มีความเป็นจริงฉันใด…กฏของบิตคอยน์ก็เป็นความจริงฉันนั้น


Write a comment
No comments yet.