Butter Tea ต้นกำเนิดของ Bullet Proof Coffee
บนที่ราบสูงทิเบตซึ่งคนมักเรียกกันว่า “หลังคาโลก” มีความสูงกว่า 4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศเบาบาง ลมแรง หนาวเหน็บ ดวงอาทิตย์สาดส่องแรงแต่กลับอบอุ่นได้ไม่นานในแต่ละวัน กลางคืนกลับกลายเป็นอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์แทบตลอดทั้งปี ความหนาวนี้ไม่ใช่ความหนาวแบบฤดูหนาวในกรุงเทพหรือเชียงใหม่ แต่มันคือความหนาวที่กัดกินเข้าไปในกระดูก อากาศที่หายใจเข้าไปก็เบาจนคนต่างถิ่นแทบยืนไม่ไหว ชีวิตที่นี่จึงต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของร่างกายและอาหารที่สามารถให้พลังงานสูงได้อย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่เช่นนี้ ผักผลไม้สดแทบไม่มีให้เห็น ข้าวสาลีเองก็ยังยากจะปลูก พืชหลักที่พอจะงอกงามได้คือข้าวบาร์เลย์ที่แข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศโหดร้าย และสัตว์ที่เลี้ยงดูได้คือจามรี วัวขนหนาที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมชีวิต แหล่งนม เนย เนื้อ หนัง และพลังงาน ครับ
จากวิถีที่ต้องอยู่กับความหนาว ความหิว และความเหน็ดเหนื่อย เลยมีเครื่องดื่มที่เรียกว่า “โปฉา” หรือชาเนยจึงถือกำเนิดขึ้นมา มันคือการผสมผสานอย่างชาญฉลาดของชาวทิเบตที่รู้ดีว่าชาเพียงอย่างเดียวแม้จะให้ความอุ่นและคาเฟอีน แต่ไม่เพียงพอจะต้านทานความหนาวและการใช้พลังงานมหาศาลในแต่ละวัน ขณะเดียวกัน เนยจามรีเพียงอย่างเดียวก็มันและหนักเกินไปที่จะบริโภคตลอดเวลา การนำชาอิฐ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Brick Tea คือชาที่ถูกอัดแน่นเป็นก้อนแข็งคล้าย “อิฐ” เพื่อสะดวกต่อการขนส่ง เก็บรักษา และแลกเปลี่ยนครับ เส้นทางการค้าสาย “ชา–ม้า” (Tea-Horse Road) ซึ่งเป็นเส้นทางที่ชาวจีนแถบเสฉวนแลกชาให้กับทิเบตและมองโกเลียเพื่อแลกม้าหรือเกลือ ใบชาที่เก็บมาไม่ได้ถูกขายเป็นใบๆ เหมือนที่เราชงกันทุกวันนี้ แต่จะถูกนึ่งให้ชื้นแล้วอัดเข้าแม่พิมพ์จนแน่น กลายเป็นแท่งหรือก้อนแข็งเหมือนอิฐ ก็นำมาต้มเคี่ยวจนเข้มข้น แล้วใส่เนยลงไปตามด้วยเกลือจึงเป็นการผสมที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการอยู่รอด
รสชาติของโปฉาอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกปากสำหรับคนต่างถิ่น มันมีทั้งความเค็ม มัน ขม และหอมแปลกตา ไม่ใช่เครื่องดื่มเพื่อความสำราญแบบที่คนดื่มชามักคาดหวัง แต่เป็นเครื่องดื่มแห่งชีวิตที่ช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นทันที พลังงานจากเนยที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวช่วยป้องกันการสูญเสียความร้อน ส่วนเกลือช่วยรักษาสมดุลเกลือแร่ซึ่งสูญเสียไปกับเหงื่อและลมหายใจในอากาศบาง ผู้ที่เคยเดินทางขึ้นไปในทิเบตบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังจากซดโปฉาร้อนๆ ลงไปไม่กี่อึก จะรู้สึกว่ามีพลังเพิ่มขึ้น ร่างกายที่กำลังเหนื่อยล้ากลับมามีกำลังวังชา ราวกับได้รับการเติมเชื้อเพลิงที่เผาไหม้อยู่ภายใน
สิ่งที่น่าสนใจคือการทำชาเนยไม่ใช่การชงง่ายๆ แต่เป็นพิธีกรรมเล็กๆ ภายในบ้านทิเบต เขาจะนำชาอิฐมาทุบแล้วต้มกับน้ำหลายชั่วโมง กรองเอาแต่น้ำชาเข้มข้นแล้วเทลงในกระบอกยาวที่ใช้ตี จากนั้นใส่เนยจามรีกับเกลือแล้วใช้ที่ตีซึ่งทำจากไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งตีเข้าไปจนส่วนผสมทั้งหมดกลายเป็นน้ำชาที่เข้ากันดี มีฟองเล็กๆ คล้ายคาปูชิโนแบบดั้งเดิม เสิร์ฟในถ้วยไม้หรือถ้วยเงินเล็กๆ ที่สืบทอดกันมา การต้อนรับแขกในบ้านทิเบตแทบจะขาดโปฉาไม่ได้ การที่เจ้าบ้านยกโปฉามาเสิร์ฟถือเป็นการให้เกียรติสูงสุด แขกเองก็ต้องดื่มและเจ้าบ้านจะคอยเติมให้ไม่ขาด การปฏิเสธถือเป็นการไม่รับมิตรภาพและน้ำใจ
รายละเอียดเล็กๆ นี้ไม่ได้อยู่เพียงในตำรา หรือบันทึกการเดินทางนะครับ แต่ยังเป็นรายละเอียดเล็กๆที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง Seven Years in Tibet ที่เล่าเรื่อง Heinrich Harrer นักปีนเขาชาวออสเตรียซึ่งเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในทิเบตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย หนังที่ Brad Pitt รับบทเป็น Harrer ถ่ายทอดภาพวัฒนธรรมพื้นบ้านทิเบตออกมาอย่างสมจริง และหนึ่งในรายละเอียดที่ปรากฏชัดคือฉากที่ชาวบ้านยื่นถ้วยชาเนยให้เขาดื่ม เขายกขึ้นดื่มด้วยสีหน้าที่บอกได้ชัดว่าไม่คุ้นชินกับรสชาติ ทั้งมัน เค็ม และขม ต่างจากชาวทิเบตที่ดื่มอย่างสบายใจ ฉากเล็กๆ นั้นทำให้ผู้ชมทั่วโลกได้เห็นว่าโปฉาไม่ใช่ชาใส่นมหรือใส่น้ำตาลอย่างในยุโรป แต่คือสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของชาวทิเบต และสำหรับ Harrer มันคือการสัมผัสครั้งแรกกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตเขาไปตลอดกาล
ชาเนยจึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปันและการอยู่รอดของสังคมบนหลังคาโลก มันอยู่ในทุกวัดและทุกบ้าน ชาวทิเบตตื่นเช้าขึ้นมาก็จะซดโปฉาก่อนออกไปทำงานหรือเดินทาง พระสงฆ์ในวัดก็ใช้โปฉาเป็นพลังงานระหว่างการสวดมนต์ยาวนานตลอดวัน ผู้แสวงบุญที่เดินเวียนรอบภูเขาศักดิ์สิทธิ์ก็จะพกโปฉาไว้ในกระบอกเพื่อคอยจิบให้ร่างกายอุ่นระหว่างเส้นทาง
ถ้ามองในมุมวิทยาศาสตร์โภชนาการสมัยใหม่กันนะครับ โปฉาคือสูตร low-carb โดยธรรมชาติ ซึ่งว่ากันตามตรง ชาวทิเบตไม่ได้คิดเรื่องคาร์บ โปรตีน ไขมันเหมือนเรา มันเป็นไปโดยธรรมชาติครับ ด้วยสภาพแวดล้อมที่จำกัด พวกเขากินสิ่งที่หาได้และสิ่งที่ร่างกายต้องการ ผลไม้แทบไม่มี ข้าวสาลีก็ยากจะงอก ผักสดขึ้นได้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นสิ่งที่เป็นอาหารหลักคือข้าวบาร์เลย์ เนื้อและนมจามรี ไขมันจากเนยคือสิ่งที่ช่วยให้พวกเขามีพลังงานเพียงพอในแต่ละวัน โปฉาในแง่นี้จึงคือเครื่องดื่มที่ผสมเอาคาเฟอีนเพื่อกระตุ้นประสาท เกลือเพื่อทดแทนเกลือแร่ และไขมันเพื่อความอยู่รอด ถือเป็นการปรับตัวอย่างแยบยลที่สุดอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์อาหารมนุษย์
เมื่อเรามองไปที่โลกสมัยใหม่ เราจะเห็นความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างโปฉากับสิ่งที่เรารู้จักกันในนาม Bulletproof Coffee ซึ่งเกิดขึ้นหลายร้อยปีให้หลัง แต่หลักการกลับแทบจะเหมือนกันเป๊ะ คือการนำเครื่องดื่มคาเฟอีนมาเสริมพลังงานด้วยไขมัน เพื่อให้ร่างกายได้พลังงานที่ยาวนานโดยไม่ต้องพึ่งพาคาร์โบไฮเดรต ผู้คนที่อยู่บนหลังคาโลกทำแบบนี้เพื่อการอยู่รอด ส่วนคนใน Silicon Valley ทำเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คีโตและ productivity แต่รากเหง้าทั้งหมดก็คือการเรียนรู้จากภูมิปัญญาเก่าแก่ของชาวทิเบต
นั่นเพราะหลายศตวรรษผ่านไป ในอีกฟากโลก Dave Asprey นักธุรกิจและนักทดลองชีวิตชาวอเมริกันได้เดินทางไปทิเบต เขาได้มีโอกาสดื่มโปฉาที่ชาวบ้านยื่นให้ ร่างกายที่กำลังล้าในอากาศเบาบางกลับมีพลังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ประสบการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขากลับมาพัฒนาแนวคิดใหม่ในโลกตะวันตก เขาเลือกใช้กาแฟซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ผู้คนคุ้นเคย แล้วใส่เนยลงไปแทนเนยจามรี นั่นคือการกำเนิด Bulletproof Coffee รุ่นแรก รูปแบบที่คนคีโตในไทยดื่มเช่นกัน ซึ่งในยุคเริ่มต้นนั้นยังไม่มีการเติมน้ำมัน MCT หรือ Brain Octane เหมือนทุกวันนี้ สูตรดั้งเดิมของคีโตรุ่นแรกคือการดื่มเพียงกาแฟกับเนยเท่านั้น เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาจากหลังคาโลกมาสู่ถ้วยกาแฟใน Silicon Valley นั่นเอง
/เฮียเอง
#pirateketo #ตำรับเอ๋ #siripun #HealthyHut #โรงบ่มสุขภาพ
Write a comment